travel

จ่ากบ works in Japan (4)

posted on 16 May 2010 08:45 by overtime in travel

คืนนั้น ฝนยังตกโปรยๆ แต่ผมก็มีเรื่องของเวลามาบังคับ ว่าถ้าไม่ดูวันนี้อาจไม่มีเวลาไปดูอีก
ดังนั้น หนาวหรือเปียกแค่ไหนก็ต้องไป ผมเดินฝ่าฝนไปตามถนน เดินฝ่าเหล่าพนักงานบริษัทที่ไม่ยอมกลับบ้าน ไปเรื่อยๆ ผมผ่าน Shinjuku Theatre ซึ่งฉาย Eden of the East II อยู่ แต่เนื่องจากดึกเกินไป ผมเ้ลยต้องยอมไปดูวันอื่นแทน ด้วยระยะทาง 1.2 km ใช้เวลาในการเดิน 12 นาที + หิวข้าวนิดๆ ผมไปถึงโรงหนังหลังเวลาเริ่มฉายไปหน่อย แต่ก็มาถึงแล้ว


ซึ่งชินจูกุ WALD 9 เป็น Cineplex หรูๆ ตั้งอยู่บนชั้น 9 ของห้่างสรรพสินค้าในย่านชินจูกุซันโจเมะ

ซึ่งเป็นโรงหนังที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพราะคนญีุ่ปุ่นบางคนไม่มีเวลาดูหนังตอนปกติ และ บางคนดูจนเช้าก็มีเยอะ ซึ่งโรงหนังแบบที่ว่ามีไม่เยอะหรอกครับ โดยมากต้องเป็นซีเนเพล็กซ์แบบนี้เท่านั้น

เนื่องจากตอนผมไปดูเป็นช่วงเวลา 23.30 น. แล้ว ผมจึงต้องสั่งกาแฟร้อนกินแทนโค้ก และ เนื่องจากขนมแพงน่าเกลียดมาก เลยไม่ซื้อครับ แต่โชคร้่ายที่บูธขายของที่ระลึกปิดไปแล้ว ผมเลยตรงไปดูหนังทันที และเรื่องที่ผมไปดูคือ “The Vanishment of Haruhi Suzumiya”







ซึ่งหลายๆคนคงได้ดูแบบหนังซูมกันมาแล้ว และได้รู้เรื่องกันดีแล้ว ดังนั้นผมคงไม่ต้องเล่าอะไรมากสินะครับ

เอาเป็นว่าเล่าบรรยากาศก็แล้วกัน เนื่องจากเป็๋นรอบดึกมากๆแล้ว แถมราคาตั๋วค่อนข้างแพงถึง 1800 เยน ซึ่งเป็นราคาซื้อหน้าโรง ก็เลยทำให้คนน้อยมากนับผมด้วยด้วยแล้ว มีโอตาคุรอบดึกไปดูกันเพียงไม่เกิน 15 คน แถมโรงนั้น แม้จะเลือกที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ได้ (ตรงนี้ผมทึ่งตัวเองนิดๆ ว่าสามารถสื่อสารกับคนขายได้แล้ว เมื่อครึ่งปีก่อนยังต้องพูดภาษาอังกฤษอยู่เลย เหอๆ) แต่ถ้าจะย้ายที่นั่งตัวเองในที่ๆ คนโล่งๆ แบบนี้คงไม่ยากเย็นอะไร ผมเข้าไปดูตอนที่มันเริ่มไปแล้วพักหนึ่ง ตรงจุดที่ผมเข้าดูคือ น้องของเคียวน์กำลังปลุกเคียวน์ไปเรียน ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าเพลง OPENING ซักเล้กน้อย ภาพที่เห็นผมเสียดายที่มันเป็นหนังแบบฟิล์ม ไม่ใช่หนังแบบดิจิตอล ทั้งๆที่โรง ชินจูกุ WALD9 สามารถฉายแบบดิจิตอลได้ในราคาเท่าๆ กัน แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นฟิล์ม ซึ่งผมค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อย แต่ทำไงได้ก็ซื้อเข้ามาดูแล้ว เราก็จำยอมดูไป
 
หนังยาวมากครับ

ยาวจนเผลอนั่งหลับไปหลายฉาก อาจเพราะผมเดินมาทั้งวัน , หนังก็คุยกันทั้งเรื่อง , ผลก็คือ ดูแบบรู้เรื่องเพียง 70% และไม่ได้อรรถรสเท่าที่ควรจะเป็น...แต่สุดท้ายบรรยากาศการดูในโรงก็อลังการครับ นางาโต้, เคียวน์ , ฮารูฮิ , มิคูรุ , โคอิสึมิ และ อาซากุระ หน้าใหญ่มากครับ (เหอๆ) ซึ่งแน่นอนว่า ดีกว่าดูหนังซูมแน่นอน แต่อาจจะแพ้แผ่น Blu-ray กับจออลังการล่ะนะ

หนังจบเกือบๆ ตี 2 ผมเดินกลับตามทางที่มา อากาศหนาวจับใจ ขากลับผมแวะซื้อกาแฟกระป๋องแบบอุ่นๆ ถือประคบมือที่แม้จะสวมถุงมือแล้วก็ยังหนาวทะลุผ้ามา กาแฟอุ่นๆ ที่ดื่มไปเรื่อยๆ เพราะทนหนาวไม่ไหว หมดก่อนจะเดินถึง ฝนยิ่งแรงขึ้นๆ กว่าผมจะเดินถึงห้องพัก ผมจึงไม่ลืมแวะซื้ออะไรกินแก้ท้องร้องที่หิวมาตั้งแต่ตอนดู และ กินมันจนหมดก่อนที่จะนอน

เช้าวันพฤหัส
วันนี้ผมต้องเข้าไปงาน TAF ที่โตเกียวบิ๊กไซต์ บนเกาะโอไดบะ แต่ก่อน ถ้าผมจะต้องเดินทางไปโอไดบะนั้น จะต้องขึ้นรถไฟหลายสายมาก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้วครับ เมื่อรถไฟสายไซเคียว (埼京線) นั้นวิ่งมาถึงชินจูกุแล้ว

ซึ่งทำให้ผมประหยัดเวลามากๆ จากที่เคยคิดว่าต้องใช้เวลาราวๆ 50 นาที กว่าจะถึง , ผมสามารถเดินทางถึงภายใน 28 นาที ได้อย่างไม่เหนื่อยอะไร เพราะต่อเดียวถึุง แต่ก็ยังต้องเดินฝ่าฝนเข้าไปหนาวเย็น และเปียกชื้น กล้องผมที่กลัวน้ำมาก จึงไม่มีรูปทางเดินเก็บไว้เลยซึ่งน่าเศร้ามาก

และเมื่อถึงที่แล้ว เนื่องจากในงานเป็นวัน BUSINESS DAY จึงมีการโปรโมทอนิเมใหม่-เก่าปะปนกัน เก่าที่ว่าก็คือ อนิเมช่วงปลายปี 2009 ส่วนใหม่ก็คืออนิเมช่วงม.ค. - มี.ค. 2010 และ แน่นอนว่ามี อนิเมใหม่ๆ ของเมษา 2010 ด้วย แต่เนื่องจากเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ผมจึงไม่สามารถเผยแพร่ภาพในงานได้ ก็เลยมีภาพเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าขายระดับบริษัทมาให้ดูเล่นๆ

(ซ้าย) ที่บูธของโตเอะมีคนคอส ซงโกคู (ดราก้อนบอล) และ ลูฟี่ (วันพีซ) และ 2 สาวจาก ฮาร์ทแคช พรีเคียว
(ขวา) บูธขายของจากร้าน animate และร้านต่างๆที่มาออกขาย มีแกงกะหรี่ ลัคกี้สตาร์ , ช็อกโกแลตบลีช


บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติแบบในมาครอส ฟรอนเทียร์ (ไม่รู้อร่อยป่ะ เล่นขายที่เป็นกล่องใหญ่ ไม่แยกขายเป็นถ้่วย) , แฟ้มใส K-ON! ซึ่งราคาแพงใช้ได้เลย

ตู้พากย์เสียง ซึ่งให้คุณกับเพื่อนๆ อ่านบทพากย์และลงเสียงเข้าเครื่อง ซึ่งเมื่อจบกระบวนการเครื่องจะอัดเสียงพากย์ของคุณซ้อนในหนังให้เสร็จเลย สนุกดีนะ


บางมุมก็มีอาจารย์ผู้ออกแบบตัวละครโมเอะมาทำ Talkshowเล็กๆ และหนุ่มตรงกลางเป็นผู้โชคดีที่ตอบรางวัลได้หรือไงนี่แหละ อาจารย์แกเลยมีการสาธิตว่า เวลานอนกับหมอนข้างโมเอะเขาทำกันยังไง โห ไม่อายสายตาคนเลยนะ ซึ่งตรงนี้คนถ่ายรูปเพียบ เอิ้กๆๆ

ตอนค่ำ หลังจาก ทำธุระเสร็จ ผมกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน รวมกัน 5 คน ไปร่วมทานอาหารไปคุยงานไป และ คิดว่า พรุ่งนี้ควรมาเจอกันอีกรอบซักช่วงบ่าย 2 โมง เพื่อคุยอีกธุรกิจหนึ่ง (ซึ่งจะเกิดตามมาในเดือนมิถุนายน 2010) คืนนั้น ผมกลับถึงห้องพักเวลาค่อนข้างดึก และไปช็อปปิ้งกันที่ร้านดองกีโฮเต้ เพื่อซื้อของฝากจนเหนื่อยและหลับไป หวังไว้ว่าตอนเช้าผมจะตื่นทันเวลาฉายรอบแรกของ Eden of the East II นะ...

(ต่อตอนที่ 5)

เชื่อว่า คนไทยที่ได้ดูTVแทบทุกคน (คนที่ไม่มีโอกาสได้ดูTVก็ไม่นับละกัน) น่าจะรู้จัก เจ้าแมวสีฟ้าที่มาจากอนาคตที่ชื่อ "โดราเอม่อน (แต่ช่อง 9 เรียก โดเรม่อน ซะงั้น) กันดีอยู่แล้ว แต่คิดว่าคนไทยอีกเยอะยังไม่ทราบว่า คนที่แต่งเรื่องราวสุดอมตะที่ทุกคนรู้จักกันดีท่านมีนามว่าอะไร นามปากกาของท่านผู้นั้นคือ ฟูจิโกะ F ฟูจิโอะ (ต่อไปผมจะย่อว่า F ซัง)  หรือชื่อจริงคือ ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ ซึ่งท่านมีผลงานที่นอกเหนือไปจาก โดราเอม่อน อาทิ ปาร์แมน, เอสเปอร์มามิ , คิเทเรสึ ยอดนักประดิษฐ์ หรือผลงานSF (สึโคชิ ฟูจิหงิ= เรื่องราวแปลกประหลาดนิดๆหน่อยๆ) อีกหลายสิบตอน , ไทม์ พาโทรล และอีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็มาล่วงลับไปในปี 1996 ซึ่งก็เนิ่นนานมาแล้วนะครับ แต่บัดนี้ก็ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์เฉพาะของเขาเลย ในที่สุด ข่าวดีสำหรับแฟนผลงานของ F ซัง ก็มาแล้วครับ นั่นคือ

พิพิธภัณฑ์ ฟูจิโกะ F ฟูจิโอะ จะเปิด ก.ย. 2011 นี้แล้ว!!

โดยสถานที่ของพิพิธภัณฑ์ก็คือ บ้านของ F ซัง ซึ่งตั้งอยู่ในเขต ทามะ เมืองคาวาซา่กิ จังหวัด คานางาว่า นั่นเอง โดยทางครอบครัวของ F ซัง ได้บริจาคบ้านที่อาศัยกันมานานให้เมืองคาวาซากิ ได้ใช้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยรอบๆ นั้นจะอุดมไปด้วยธรรมชาติ และ มีส่วนที่จำลองขึ้นมาเป็นโลเกชั่นที่ใช้ในเรื่อง โดราเอม่อน อย่างในรูป


โดยในส่วนนี้จะมีโครงการมากมายซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงานของ F ซัง , ห้องสมุดการ์ตูน , ห้่องอ่านการ์ตูน หรือ พร็อบต่างๆ ที่จัดแสดงในแกลลอรี่ และ ห้องอาหาร แต่สนนราคาค่าเข้านั้นได้กำหนดไว้แล้ว โดย บัตรผู้ใหญ่ราคา 1000 เยน , น.ร. มัธยม 700 เยน และ เด็กประถม 500 เยน โดยคาดไว้ว่าจะสามารถรับผู้เข้าชมได้ประมาณวันละ 2000 คน เลยทีเดียว

คาดว่า เมื่อเปิดให้บริการแล้ว น่าจะทำให้เมืองคาวาซากิมีคนเข้าไปป้วนเปี้ยนมากขึ้นอย่างแน่นอน และถ้าได้แผนที่มาเมื่อไหร่จะกลับมาเสนอข่าวอีกทีนะครับ แหม ถ้ามีโอกาสได้ไปก็ดีนะเนี่ย

 

จ่ากบ works in Japan (3)

posted on 10 Apr 2010 00:29 by overtime in travel
หลังจากเสร็จการจัดซื้อสินค้าแล้ว เราก็ไปพบกับผู้ร่วมงานชาวญี่ปุ่น จริงๆแล้ว ต้องบอกว่า เป็นอาจารย์ของผมมากกว่าครับ เป็นอาจารย์สอนเทคนิกการจัดแสดงโชว์ เขาชื่อว่า โทจิกิ ครับ

จริงๆวันนี้ โทจิกิซัง ไม่ได้มีหน้าที่พาเราไปไหนหรอกครับ แต่เขาว่างเลยอาสาพาเราไปเที่ยวอากิฮาบาระ ซึ่งก่อนจะไปเที่ยว เราก็คิดว่าน่าจะหาอาหารญี่ปุ่นมากระแทกปากอีกหนึ่งมื้อ โทจิกิซังเลยอาสาพาไปร้านที่เราไม่เคยกินกัน ซึ่งก็คงเป็นสิ่งที่เขาได้เห็นว่า ตอนที่มาเมืองไทยนั้น ไม่ค่อยมีเมนูนี้กินกันเลย เขาเลยพาเราไปทานกัน ซึ่งน่าจะเป็นร้านอร่อยในย่านอาซากุสะ ซึ่งเนื่องจากมือถือร่ม ผมเลยไม่ได้ถ่ายหน้าร้านอีกละ เฮ่อ

เอาเถอะ ร้านที่โทจิกิซังพาเราไปกินกันคือ โอโคโน มิยากิ

ครับ โอโคโนมิยากิ ในกรุงเทพฯ อาจจะมีร้านที่ขาย แต่ผมยังไม่ค่อยได้เห็นมีใครทำกินกันเองในร้านเลย ใช่ ของแท้เขาต้องคนเอง , ทอดเอง ครับ ใช่ครับ ไปญี่ปุ่นมาก็หลายรอบเพิ่งได้กินโอโคโนมิยากิแบบมีคนทำให้กินต่อหน้าแบบนี้ ครับ มาดูรูปกันดีกว่า

อาวุธของแต่ละคน จานเล็ก , ตะเกียบ , ตะหลิวอันจิ๋ว และ เครื่องดื่ม ส่วนตะหลิวอันใหญ่นั้น เราให้โทจิกิซังผู้เป็นเชฟของวันนี้ถือไป


คนส่วนผสมในชามให้ดี ให้ส่วนผสมเข้ากันๆๆ

พอเข้าที่ก็เทลงกระทะ และ เกลี่ยให้เรียบๆ ให้ตรงก้นสุกทั่วถึงกัน


เกลี่ยๆให้ได้ทรงกลมเหมือนพิซซ่า (หลายคนเลยเรียกว่าเป็น พิซซ่าญี่ปุ่น) แล้วเราก็พลิกให้ด้านบนสุกด้วย และ ทาซอสด้วยแปรง , ซอสที่ว่าก็แล้วแต่ร้านครับ ว่าเขาจะผสมอะไรบ้าง (ไปอ่าน "พ่อครัวจอมมายา" เอานะ) และต้องไม่ลืมโรยแผ่นปลาโบนิโต้ จากนั้นรอสักครู่ และตัดแบ่งๆกันกิน

แค่นี้ยังปกติครับ โทจิกิเขายังสั่ง "มอนจะยากิ" มาเพิ่ม มอนจะยากินั้นจะว่าไปก็คล้ายๆ กับโอโคโนมิยากิเขา แต่ที่ต่างคือ มันไม่หนาเท่าโอโคโนมิยากินะ ออกจะเหลวๆ กว่า และนี่เป็นรูปครับ คำอธิบายอยู่ใต้รูปนะ


มอนจะยากิ ที่ใส่ไข่ปลาค็อดรสเผ็ด , ปลาหมึก , กระหล่ำปลี และผักอีกสารพัด ก้นชาม มีน้ำซอสที่เป็นสูตรของแต่ละร้าน

อีก 2 ชาม ที่จำไม่ได้แล้วว่าก่อนหน้านี้หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ชามขาวนั้นเป็นซอสหมึกปลาหมึกครับ อร่อยมาก ส่วนชามขาว ลืมไปแว้ว

และนี่เป็นภาพจากกล้องวิดีโอพกพา ZOOM Q3 ที่โทจิกิซังเป็นธุระไปหาซื้อมาให้ ของแพงที่ยังไม่ค่อยมีขายในไทยครับ


1. กวนส่วนผสมให้ซอสคลุกครบทั้งหมด และค่อยๆ ตักลงกระทะโดยพยายามให้เหลือน้ำซอสให้มากที่สุด และ เว้นตรงกลางเป็นหลุมใหญ่ๆ
2. เทซอสลงไปตรงหลุม
3. พยายามปาดซอสกลับเข้ามาไม่ให้ลงข้างกระทะ
4. รอสักครู่และเริ่มผัดๆ พลิกๆ
5. ผัดๆ พลิกๆ
6. ผลิกข้างล่างไม่ให้ไหม้
7. ให้สุกทั่วถึงกัน
8. เมื่อสุกได้ที่ใช้ตะหลิวอันจิ๋วตักขึ้นมากินทีละหน่อยๆ
9. ตักได้ตักไปกินก่อนที่มันจะแห้งจนไม่อร่อย

มอนจะยากิ เวลาทำเสร็จแล้วหน้าตาอาจไม่หล่อไม่สวยไม่น่ากิน แต่ไม่รู้ทำไมครับ อร่อยใช้ได้เลยนะ แถมกินได้เรื่อยๆ อีก เทียบกันแล้วโอโคโนมิยากิจะแน่นๆท้อง แต่มอนจะยากิจะเบาๆ แม้กินหมดไป 3 ชาม ยังรู้สึกหิวๆ ได้อีก เพื่อนผมคนนึงกินด้วยกันเสร็จตอนบ่ายโมงครึ่ง , บ่าย 4 มันหิวแล้ว ท่าทางจะไม่พอยาใส้จริงๆ

ภาคบ่้าย
ไม่มีรูปถ่ายครับ เพราะฝนตกหนักขึ้นอีก และเดินเลือกของเล่น หนังสือ และอื่นๆอีกมากมายในอากิฮาบาระ และผมไปเจอะกับย่านขายเครื่องคอมจริงๆ ในอากิฮาบาระ ซึ่งราคาที่ผมสังเกตุมา ราคาใกล้กับบ้านเรามาก บางอย่างถูกกว่าจนน่าตกใจ อาทิ Blu-ray Writer ซึ่งมีขายหลายยี่ห้อ ซึ่งส่วนมากเราเห็นกันแล้วในไทยไม่ว่าจะเป็น PIONEER , LG , SAMSUNG และ BUFFALO แต่ของที่มีขายในไทย บอกได้เลยครับว่า มีร้านเอาเข้ามาขายน้่อยมาก ราคาเลยแพงเหยียบหมื่นบาท แต่ที่นี่ผมสามารถหาซื้อได้ในราคา 8000 กว่าบาท เอง เล่นได้่ไรท์ได้ แหล่มเลย จ่ากบก็สอยมาดู Blu-ray แท้ซะเลย เอิ้กๆๆ แต่นั่นก็ทำให้่ทริปนี้ผมเหลือเงินน้อยมาก เพราะ ZOOM Q3 กับ Blu-ray Drive ของ BUFFALO รุ่น BR-H1016FBS-BK มันแพงอ่ะ


BUFFALO 内蔵ブルーレイドライブ BR-H1016FBS-BK    ZOOM/ズーム Q3 ハンディ・ビデオ・レコーダー

นี่ึคือรูปจาก amazon.co.jp ซึ่งผมมีของจริงที่บ้านนะ แต่ขี้เกียจถ่ายรูปอ่ะ

หลังจากสบายกระเป๋ากันไป เราก็ไปหาอะไรกินกันที่ YODOBASHI AKIBA ซึ่งที่ชั้น 8 เป็นรวมภัตตาคารครับ ซึ่งเราเลือกร้านอาหารจีน วันชื่อสี (วัน-ทู-ทรี) ซึ่งอาหารอร่อยโคตรๆ ครับ แต่จ่ากบหิวว่ะ ลืมถ่ายรูปอีกละ เลยขอรูปจากน้องที่ไปด้วยกันแทนละกัน

ท่าทางน่าอร่อยนะ แต่ผมไม่ได้กินด้วย ของผมเป็นหน้าหมูผัดน้ำมันหอยที่มีเส้นบะหมี่ด้วย อร่อยโคตร งวดหน้าไปกินอีกแน่เว้ย

หลังจากกินกันเสร็จเราก็ไปเดินชั้น 6 ซึ่งรวมของเล่น , เกม , โมเดล , DVD เอาไว้ในชั้นเดียว แต่ปิด 4 ทุ่ม เดินกันตามสบายนะตัวเอง คืนนั้นจ่ากบก็เหนือยและกลับโรงแรมอย่างโทรม...คืนนั้นจ่ากบ เสี้ยนมากครับ อยากไปดู"ฮารูฮิ หายตัว"  ที๋โรงชินจูกุ WALD 9 ให้ได้ และผมจะได้ไปดูมั้ย? มารออ่านกันตอนต่อไปนะ