Novel

GUNDAM 00P : File No.01 Gundam Astraea

posted on 18 Nov 2007 18:40 by overtime  in GUNDAM-00, Novel
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ผู้ที่ไม่ทราบอาจสงสัยว่านี่คืออะไร? นี่คือ ฉบับนิยายของ Gundam 00 ซึ่งลงต่อเนื่องใน Dengeki Hobby โดยตอนที่ 1 นี้ ผมได้ฉบับแปลมาจกา Zeonics เลยเอามาแปลไทยให้อ่านกันครับ จะลงได้นานแค่ไหน ต้องแล้วแต่ทางโน้นเขาแปลนะครับ อ้อ อีกอย่างที่ต้องแจ้งให้ทราบ คือ ฉบับแปลของเขาอ่านแล้วไม่ค่อยเคลียร์ และ ผมก็หาต้นฉบับญี่ปุ่นไม่ได้ ถ้ามีผิดพลาดตรงไหน ต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ

ตัวละครที่ออกมาในตอนนี้
GUNDAM MEISTER

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

รุยโด้ เรโซแนนซ์

ชาล อาคูสติก้า มาเลเน่ แบร์ดี้


Mobile Suit Gundam 00 P
File No.01 Gundam Astraea

อีโอเลีย เชนเบิร์ก คือ นักวิทยาศตร์อัจฉริยะที่ล่วงลับไปกว่า 200 ปี มาแล้ว ผลงานอันโดดเด่นของเขาก็คือ ทฤษฎีพื้นฐานของ
ระบบรับพลังงานแสงอาทิตย์ จากลิฟท์วงโคจร และ ยังรวมไปถึงการเป็นผู้ริ่เริ่มการสร้างเครื่องจักรรูปร่างคล้ายมนุษย์
ที่เรียกว่า โมบิลสูท อีกด้วย นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง กองทัพเอกชน นาม Celestial Being (เซเลสเชี่ยล บีอิ้ง=
ผู้ที่มาจากสวรรค์) ซึ่งเป็นองค์กรที่ จะชำระล้างภาวะการสงครามด้วยการทำลายอาวุธทิ้งด้วยอาวุธ(ของเขา) แต่ผู้คนในยุคสมัยนี้ยังไม่มีใครทราบเจตนารมณ์ข้อนี้ของเขา เพราะตอนนี้คือปี ค.ศ. 2292

15 ปีก่อนที่เซเลสเชี่ยล บีอิ้งในอนาคตจะประกาศต่อโลก ซึ่งกลายเป็นเหมือนพายุลูกใหญ่ที่กระหน่ำโลกในภายภาคหน้า

--------------------------
"เด็กคนนี้ คือ ชาล อาคูสติก้า สินะ?" รุยโด้ถามตัวเอง

เด็กสาวผู้มีดวงตากลมโตน่าหลงไหลคนนั้นยืนอยู่เบื้องหน้ารุยโด้ เธอคนที่ว่าดูเหมือนกำลังกังวลใจอะไรอยู่

"ก็เป็นธรรมดาล่ะนะ"

เธอคนนั้นเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรลับด้วยวัยเพียง 16 ปี ตามข้อมูลที่รุยโด้รู้มา เธอมีประวัติชนะการประกวดเครื่อง
พาวเวอร์โหลดเดอร์ (เครื่องจักรที่มีคนขับเป็นแกนกลาง เป็นเครื่องจักรรูปร่างมนุษย์ขนาดเล็ก สูงราวๆ 2.5 เมตร)
ในระดับสุดยอดตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ ซึ่งนั่นเข้าตา "Veda"คอมพิวเตอร์นักวิเคราะห์ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล
ขององค์กรCBเข้าอย่างจัง

"ขอต้อนรับสู่เซเลสเชี่ยล บีอิ้ง" รุยโด้เอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ ให้ชาลจับ อย่างสุภาพ
"ขอบคุณค่ะ" ชาลตอบรับ และจับมือรุยโด้อย่างไม่รีบร้อน และเชคแฮนด์เขากลับ

<เด็กคนนี้ใช้ได้นี่> รุยโด้แน่ใจยิ่งขึ้น เพราะVeda คงไม่คัดตัวเธอเข้ามา เพราะเรื่องความสามารถทาง
เทคโนโลยี่อย่างเดียวแน่ ดังนั้นเธอคนนี้ต้องมีอะไรดีอย่างอื่นด้วยแน่

"ฉันชื่อ รุยโด้ เรโซแนนซ์ เป็นกันดั้ม ไมสเตอร์ของเซเลสเชี่ยล บีอิ้ง"
"กันดั้ม...ไมสเตอร์ เหรอ?"
"ใช่ และต่อจากนี้ไป เธอเองก็จะมาเป็นกันดั้ม ไมสเตอร์คนหนึ่งเช่นกัน"
"ค่ะ"

นั่นเป็นครั้งแรกที่ชาลเผยรอยยิ้ม

--------------------------

กรุงเทพ , สเปสโคโลนี่ ที่ลอยอยู่ในจุดแร็กแรนซ์ 3 (L3) , เซเลสเชี่ยล บีอิ้งสร้างโคโลนี่แห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้พัฒนากันดั้ม
ซึ่งชื่อของที่นี่หยิบยืมมาจากประเทศไทย อันหมายถึง "นครแห่งเทวดา" โคโลนี่แห่งนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 กิโลเมตร และ
ยาวราว 500 เมตร ซึ่งบริเวณที่อยู่อาศัยนั้นอยู่ใจกลางของสิ่งก่อสร้างทรงกระบอกแห่งนี้ และตรงส่วนปลายของโคโลนี่ มีกระจกขนาดยักษ์รูปทรงคล้ายร่มติดอยู่ด้วย แม้จะเป็นเพียงโคโลนี่สำหรับพักอาศัยขนาดเล็กก็ตาม แต่ขนาดของมันก็ใหญ่พอ
ที่จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมสู่จักรวาลในสมัยที่การพัฒนาทางอวกาศยังไม่เจริญเหมือนในเวลานี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันคับแคบ
เกินกว่าจะใช้ทำการพัฒนากันดั้มกันภายในได้ แต่ทว่าที่แห่งนี้ โคโลนี่กรุงเทพที่จุด L3 แห่งนี้ เป็นโคโลนี่ที่อยู่ห่างจาก
ดวงจันทร์มากที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีโคโลนี่อื่นๆรายล้อม ที่นี่จึงมีอาณาเขตกว้างกว่าที่คิด

หลังจากลิฟท์วงโคจรเสร็จสมบูรณ์ การสำรวจอวกาศก็จะพัฒนาไปอย่างเต็มตัว
สถานการณ์บนโลกเองก็ก้าวสู่ขั้นต่อไปอย่างรวดเร็ว

ลิฟท์วงโคจร...
มันไม่เพียงแต่ทำให้การพัฒนาทางอวกาศง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ความฝันที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์อันเป็นพลังงานถาวร
มาใช้ก็ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาด้วย แต่เจ้าลิฟท์วงโคจร และ ระบบพลังงานในฝันนี้ก็กลับทำให้เกิดความขัดแย้งแบบใหม่
ขึ้นมาอีกจนได้ ระบบในฝันนี้ถ่างช่องว่างระหว่างผู้ที่หาพลังงานมาใช้ได้กับผู้ที่ไม่อาจใช้มันได้ ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะการก่อสร้างลิฟท์วงโคจรนั้น เหมือนจะมีผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียง 3 องค์กร คือ ยูเนี่ยน , กลุ่มปฏิรูปมนุษย์ และ
AEU เท่านั้น กลุ่มประเทศทั้ง 3 ต่างก็ยิ่งรวมตัวกัน และ ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่เศรษฐกิจของนานาประเทศในตะวันออกกลางเข้าสู่ภาวะวิกฤตอันเนื่องจากอภิสิทธิ์ทางด้านเศรษฐกิจของ
เจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน) ได้หมดบทบาทไปพร้อมกับเชื้อเพลงที่ถูกนำมาใช้จนหมดเกลี้ยงไปเมื่อนานมาแล้ว
และแล้วความขัดแย้ง ก็ก่อตัวขึ้นมนุษยชาติยังคงรบรากับเผ่าพันธุ์ของตัวเองเฉกเช่น ครั้งอดีตอันห่างไกล

และนั่นจึงทำให้อีโอเลียไม่มีทางเลือก นอกเสียจาก ริเริ่มแผนการของเซเลสเชี่ยล บีอี้ง และการพัฒนากันดั้มเอง
ก็ต้องพัฒนาให้สมบูรณ์อย่างเร่งด่วนที่สุด

กันดั้ม ไมสเตอร์-รุยโด้ เรโซแนนซ์ นั้นเห็นพ้องกับความคิดของอีโอเลีย จึงตอบรับการเรียกตัวของVeda
และเลือกที่จะเป็นกันดั้ม ไมสเตอร์ เพื่อชำระล้างภาวะสงครามให้สิ้นไป

--------------------------
"นี่คือ กันดั้มรุ่นที่ 2 , เครื่องหมายเลข 1 GNY-001 แอสเทรอา"

รุยโด้ พาชาล ไปเอเรียโรงงานของกรุงเทพ เป็นที่แรก เขาอยากจะอวดกันดั้มให้เธอเห็นเป็นสิ่งแรก ซึ่งเธอคนนั้นเอง
ก็แสดงถึงความกล้าและความตื่นตัวเมื่อได้เห็นกันดั้ม เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาเอง
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
"นี่คือ..กันดั้มเหรอคะ?"

แม้รุยโด้จะยังไม่ได้อธิบายอะไร แต่สิ่งแรกที่ชาลประทับใจก็คือ โมบิลสูทสีขาวตัวใหญ่ยักษ์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอนั่นเอง
มันแตกต่างจากโมบิลสูทที่ดูเหมือนรถสปอร์ตของ ยูเนี่ยน และ AEU แต่ก็ดูไม่เทอะทะแบบโมบิลสูทของ
กลุ่มปฎิรูปมนุษย์ และสิ่งที่รุยโด้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอันใหญ่หลวงยิ่งกว่าก็คือ ยูนิตทรงกลมที่อยู่ตรงกลางลำตัว
ซึ่งภายในบรรจุ GN ไดร์ฟ ซึ่งเหมือนเป็นสิ่งบ่งบอกว่า โมบิลสูทตัวนี้คือ กันดั้ม นั่นเอง

"แอสเทรอา" ชาลลองเรียกชื่อของมัน ชื่อของเครื่องจักรลึกลับเครื่องนี้ ไม่ได้สื่อถึงความอบอุ่นใดๆ แม้แต่น้อย
"แต่ก็เหมาะดีไม่ใช่เหรอ? เพราะมันเป็นชื่อที่ตั้งตามเทพธิดาแห่งความยุติธรรม เธอน่าจะเคยเห็นนะ
ผู้หญิงที่มือขวาถือดาบ และถือโล่ด้วยมือซ้าย คนที่อยู่บนไพ่ "Justice" ในชุดไพ่ทาโรต์ไงล่ะ"

ชาลพยักหน้าเงียบๆ เธอไม่อาจละสายตาจากแอสเทรอาได้ รุยโด้พึมพัมเบาๆ "ไม่เลว" และเล่าเรื่องที่ค้างอยู่ต่อ
"แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่า ใครเป็นคนเลือกชื่อของคนบนไพ่ทาโรต์ให้เป็นชื่อของกันดั้มรุ่นที่ 2 น่ะ"

ชาลหันควับและเดินปรี่มาจ้องหน้ารุยโด้ ดวงตาและริมฝีปากของเธอเบิกกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ

"เหลือเชื่อเลย มีกันดั้มตั้ง 22 เครื่องเลยเหรอคะ?"
"หา?" รุยโด้งงกับเรื่องที่ชาลพูดไม่หาย
"ก็ไพ่ทาโรต์มี 22 ใบไม่ใช่เหรอคะ..."
รุยโด้ห้ามเสียงหัวเราะของตัวเองไม่อยู่ และทำให้ชาลถึงกับหน้าแดงด้วยความอาย

กันดั้ม 22 เครื่องเพื่อให้เท่ากับจำนวนไพ่ทาโรต์เนี่ยนะ คิดไปได้ยังไงเนี่ย ถ้าแค่มองดูตามอดุมการณ์ขององค์กรแล้ว
การสร้างกันดั้มเยอะขนาดนั้นอาจจะดูจำเป็น แต่จริงๆแล้ว การประกาศอุดมการณ์น่ะ ไม่ได้จำเป็นต้องสร้างเยอะ
ขนาดนั้นหรอก

"ไม่หรอก สำหรับกันดั้มรุ่นที่ 2 น่ะตั้งใจไว้ว่าจะมี 10 เครื่อง แต่คงมีแค่ 5 เครื่องเท่านั้นแหละที่จะติดตั้ง GN ไดร์ฟ "
"เหรอคะ?"
"ฉันเองก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะสร้างเยอะขนาดนั้นหรอก แต่แอสเทรอาก็เป็นชื่อที่ดีไม่ใช่เหรอ?
เพราะเราน่ะพยายามจะชำระล้างภาวะสงครามด้วยการใช้กำลัง ถึงจะฟังดูแย้งกัน แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็
คิดว่า ชื่อกันดั้มน่ะจะอยู่ฝ่ายเดียวกับความยุติธรรมล่ะนะ"
"ฉันก็ว่าแบบนั้นล่ะค่ะ"

ชาลเผยรอยยิ้มเมื่อได้ยินที่รุยโด้พูด แม้สีหน้าของชาลจะแสดงแต่ความผิดหวังก็ตามที
ซึ่งรุยโด้ก็ไม่ละเลยที่จะสังเกตุเรื่องนี้

<ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ? ใครเขาจะคิดว่ามาเข้าร่วมกับองค์กรบ้าระห่ำที่คิดจะท้าทายโลก
ด้วยกันดั้มเพียง 2-3 เครื่องกันล่ะ?>

รุยโด้สะท้อนใจกับเรื่องรนหาที่ตายแบบนี้อีกครั้ง ทั้งที่มันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาควรจะลืมๆไปซะ
เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น คงไม่พ้นที่อยู่ในความรู้สึกสิ้นหวัง จนอาจเป็นสาเหตุให้พลาดพลั้งก็เป็นได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ

"เอาล่ะ ทีนี้ฉันจะพาเธอไปเจอกันดั้ม ไมสเตอร์อีกคนนะ"
<เรามีสหายร่วมรบ ในเวลาที่สิ้นหวัง ไม่มีสิ่งใดพึ่งพาได้มากเท่าพวกเธออีกแล้ว>
รุยโด้ย้ำเตือนตนเองเมื่อกล่าวถึงพวกพ้องที่เป็นผู้หญิงคนนั้น

--------------------------
เป็นผู้หญิงที่ดูไม่ปกติจริงๆ ถึงสีหน้าจะดูเป็นคนสงบเสงี่ยม และมองยังไงก็สาวสวย ที่มีใบหน้าที่แสดง
ถึงความแกร่งและความหลักแหลมก็ตามที แต่ถ้าจะให้พูดกันแบบตรงๆ ยังไงก็ไม่ปกติอยู่ดีแหละ
เพราะไอ้คำพูดของเธอเนี่ยแหละ ที่ทำลายความรู้สึกพวกนั้นซะหมด เธอคนนั้นอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วย
ท่อนเหล็กหนา เธอสวมกุญแจมืออันใหญ่ และยังสวมปลอกคออีกต่างหาก แม้ปลอกคอจะไม่มีโซ่ติด
อยู่ก็ตามที แต่ปลอกคอที่เงาวับนั้นระบุตัวตนของเธอว่า เธอเป็นนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ชนิดที่ถ้าคิด
จะถอดปลอกคอนั่นด้วยตัวเองมันก็คงจะไปบีบเส้นเลือดตายเอาเสียก่อน ไม่ว่าใครมองก็คงจะคิดได้
แบบเดียวว่า "คนๆนี้โดนริบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว"

"เธอชื่อ มาเลเน่ แบร์ดี้ , มาเลเน่ ทางนี้คือ ชาล อาคูสติก้า คู่หูคนใหม่ของเธอ"

รุยโด้แนะนำตัว 2 สาวเหมือนแนะนำเพื่อนร่วมชั้นเรียน ม.ปลาย

"......."
มาเลเน่ไม่สนใจที่จะพูดอะไร เธอเพียงแค่ชำเลืองมาเท่านั้น

"แหมๆๆ วันนี้มีเรื่องหงุดหงิดหรอกเหรอ?"
รุยโด้ท่าทางจะไม่ใส่ใจเรื่องที่มาเลเน่ถูกจับมัดและพูดตามใจตัวเอง

แต่ชาลรู้สึกอึดอัดและเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจเธอออกมา

"รุยโด้...เอ่อ.. ทำไมมาเลเน่ถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ?"
*เคร้ง*
มาเลเน่จ้องชาลอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
" ยัยหนู เธออยากรู้เรื่องของฉันนักใช่มั้ย?"
" เอ่อ...ก็...."
" ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก เราต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนานอยู่แล้ว ก็อย่างที่เธอเห็น ฉันถูกคุมขังอยู่
ไอ้การที่คนๆนึงจะถูกขังเนี่ย มันมีที่มาไม่เยอะหรอก เห็นด้วยมั้ยล่ะ?"

มาเลเน่หยุดพูด เหมือนรอคำตอบจากชาล แต่จากสภาพตอนนี้ คงจะยากที่ชาลจะพูดโต้ตอบเธอได้

หลังจากหยุดรอ มาเลเน่ก็พูดต่อ
"ฉันเป็นอาชญกร ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรหรอก เธออยากจะเป็นกันดั้ม ไมสเตอร์หรือเปล่า ฉันไม่รู้หรอก
แต่ฉันมันต่างจากเธอ ฉันอยู่ที่นี่เพราะฉันทำให้กันดั้มมันออกไปสู้ได้"

ชาลตัวแข็งทื่อ รุยโด้พยายามสรรหาคำมาไกล่เกลี่ย แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี นั่นเพราะสิ่งที่มาเลเน่พูดมานั้นก็เป็นเรื่องจริง

และแล้วกันดั้ม ไมสเตอร์ทั้ง 3 ก็ได้พบกัน แต่ดูยังไงนี่ก็เป็นการพบกันแห่งชะตากรรม
อันเต็มไปด้วยความหนาวเหน็บและยากลำบากไม่น้อยแน่ๆ

NEXT --> FILE No.2 GUNDAM MEISTER 874
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
MECHANIC ที่ออกมาในตอนนี้
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
MODEL NUMBER : GNY-001
AIRFRAME NAME : GUNDAM ASTREA
MODEL TYPE : GENERAL PROPOSE
BELONGING : CELESTIAL BEING
BUILD : KRUNG THEP
GUNDAM MEISTER : RUIDO RESONANCE
TOTAL HEIGHT : 18.3m
WEIGHT : 55.1t
WEAPON : BEAM RIFLE , BEAM SABER
-------------------------------------------------------------------------
เป็นยังไงบ้างครับ สำหรับนิยายตอนที่ 1 ของ 00P คิดเห็นอย่างไร ช่วย comment ด้วยนะครับ ไม่งั้น ผมจะไม่ทราบว่า ควรจะแปลต่อดีมั้ย?

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
เรื่อง ชานะ นักรบเนตรอัคคี
ผู้เขียน ทาคาฮาชิ ยาชิจิโร
แปล กมลวรรณ สงวนสิริกุล
จำนวนหน้า 344
ราคา 125
ISBN 978-974-9899-16-8

ในที่สุดก็อ่านจบแล้วครับ สำหรับนิยาย Shakugan No Shana หรือในชื่อไทยว่า ชานะ นักรบเนตรอัคคี (แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมยังติดเรียกชื่อว่า "เนตรสีเพลิง ชาน่า" ตามที่ผมเคยตั้งเอาไว้สมัยดูแฟนซับเถื่อน ) เอาเป็นว่า ขอพูดถึงเนื้อเรื่องก่อนละกัน เผื่อคนที่ไม่รู้จักผ่านเข้ามาอ่าน

เนื้อเรื่อง...
ซาไค ยูจิ (ฉบับภาษาไทยเรียกว่า ซาคาอิ ยูจิ --- แต่ผมเรียกตามที่ได้ยินเสียงพากย์ล่ะนะ) เด็ก ม.4 ธรรมดาๆคนนึง จู่ๆ ก็ถูกดึงเข้าไปใน "เขตแดน" ที่คนรอบๆตัวเหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ มีเพียงเขาที่เคลื่อนไหวได้ ในเขตแดนที่ว่านั้น เต็มไปด้วยตัวประหลาดที่กินคน และ หลงเหลือ ไฟดวงเล็กๆที่เรียกว่า "ทอร์ช" เอาไว้แทนที่ ...และในขณะที่ยูจิผู้ไร้ทางสู้กำลังจะถูกกิน ก็มีเด็กสาวผมยาวสีเปลวเพลิง โดดลงมาขวางเอาไว้ ไม่ใช่เพียงผมที่เป็นสีเพลิง แต่ยังมีสะเก็ดไฟกระเด็นออกมาจากปลายผมของเธอ เมื่อเธอหันมามองยูจิ เธอก็ยังมีดวงตาเป็นสีเปลวเพลิง เด็กสาวที่ดูยังไงก็ไม่น่าอายุเกินเด็ก ม.2 ถือดาบด้ามยาวที่ทุกครั้งที่ฟาดฟันปิศาจ มันเป็นอันต้องดับดิ้น....ยูจิ ถูกช่วยเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าเรื่องที่เด็กสาวก็คือ ตัวของยูจิเอง เมื่อในความเป็นจริง ยูจิได้ตายไปแล้ว และตัวตนที่เป็นเขาจนถึงวันนี้คือ ทอร์ช อันเป็นร่างทดแทนเพียงเท่านั้น!! สิ่งที่เกิดขึ้นกับยูจิ คืออะไร? ปิศาจพวกนั้นล่ะ? แล้วเด็กสาวที่มีเนตรอัคคี กับ เกศาเปลวเพลิงนั้นล่ะ? คือใครกันแน่? หาฉบับนิยายภาคภาษาไทยมาอ่านเพื่อค้นหาความจริงได้แล้วครับ

บทวิจารณ์...
ด้านเนื้อเรื่องนั้น...ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของ ทาคาฮาชิ ยาชิจิโร่ ที่จับเอาเด็กวัยรุ่นชายธรรมดาๆ ที่มีภาวะทางความคิดสูงคนนึงมาเป็นตัวเอก (ซาไค ยูจิ) และยัดเยียดความตาย และ การดับสูญ ที่ควรจะอยู่ห่างไกลกับคนที่ยังคงเป็นวัยรุ่นมาใช้อย่างโจ่งแจ้ง บวกกับการนำตัวละครที่มีความเป็นสาวซึนเดเระ (พวกรักนะแต่ไม่แสดงออก) มาเป็นตัวเอกหญิง (ชาน่า) รวมไปถึงสไตล์การบรรยายฉากต่อสู้อันแสนลื่นไหล ราวกับเราได้อยู่ในเหตุการณ์จริง และเหมือนกำลังอ่านการ์ตูนช่องอยู่ บวกกับเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม ก็ทำให้เราได้นิยายแอ็คชั่น แฟนตาซี ปน เลิฟคอมเดี้นิดๆ มาประดับชั้นหนังสือกันอีกเรื่อง เนื้อเรื่องนั้นแม้จะไม่เหนือชั้น เหนือความคาดหมายจนเว่อร์ แต่ก็ได้รับความนิยมจากผู้อ่านนิยายในญี่ปุ่นกันมากพอดู เพราะปัจจุบัน ฉบับนิยายออกมา 10 กว่าเล่มแล้ว เรื่องก็ยังไม่จบ อนิเมชั่นก็กำลังจะมีภาค 2 ฉายในเดือนตุลาที่จะถึงแล้ว ก็นับว่า ควรค่าแก่การหามาอ่านครับ ถ้าคุณเป็นผู้ที่นิยมอ่านนิยายสไตล์หนังสือการ์ตูนแบบนี้... ขนาดผมเองไม่ได้เป็นแฟนที่เหนียวแน่นของชาน่าซะเท่าไหร่ ยังอดใจไม่อยู่ ลองหามาอ่านดูเลย

โดยในเล่ม 1 นั้น เริ่มตั้งแต่ยูจิได้พบกับชาน่าเป็นครั้งแรก ไปจนถึงจบศีกกับฟรีเอกเน่ (หรือ เฟรี้ยกเน่ -- ตามที่ได้ยินจากเสียงญี่ปุ่น) หากใครเคยชมฉบับTVมาแล้ว จะรู้สึกเหมือนกับผมว่า ในอนิเมนี่เติมเยอะ และเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่าง... เพราะเท่าที่จำได้ในอนิมนี่เพิ่มบทของ ฮิราอิ ยูคาริ กับ อิเคะ เข้ามาพอสมควร แต่ในนิยายยูคารินั้นโดนแทนที่โดยชาน่าตั้งแต่แรกเลยทีเดียว...ส่วนทานากะกับซาโต้นั้น ในนิยายค่อนข้างเป็นมิตรกับยูจิ แต่ในอนิเมเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจยูจิเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะในอนิเมเอาคาแร็กเตอร์ที่ถูกพัฒนาตามนิยายเล่มต่อๆไปมาวิเคราะห์ แล้วมาปรับใช้แทน ส่วนรายละเอียดทั่วๆไป จะไม่ค่อยแตกต่างกันมาก (นิยายเล่ม 1 = อนิเม 6 ตอน) โดยทั่วไป ถ้าได้ดูฉบับอนิเมแล้วมาอ่านจะได้อรรถรสที่มากกว่าอ่านแต่นิยาย เพราะในอนิเมนั้นแสดงภาพการใช้งานของผ้าคลุมของชาน่าชัดเจนมาก แต่ในนิยายอ่านแล้วงงนิดๆ แต่ถ้ามาดูกันจริงๆ ฉบับนิยายนั้นจะอธิบายอารมณ์และสภาพแวดล้อมได้ชัดเจนจนนึกออก ส่วนในอนิเมก็มีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง เรียกว่า ดูทั้ง 2 แบบควบคู่กันไปจะดีมากครับ (เหอๆ)

ด้านการแปล สำนวนการแปลของคุณกมลวรรณลื่นไหล เห็นภาพลักษณ์ชัดเจน เรียกว่าถ่ายทอดออกมาได้ดีและชื่อเฉพาะทางอย่างชื่อดาบ พวกโทโมงาระ พวกรินเนะ ก็ยังสงวนเอาไว้ ไม่ได้ปรับเป็นไทยไปซะหมด แม้ผมจะติดขัดที่อ่านไม่เหมือนกับคุณกมลวรรณในเรื่องชื่อตัวละคร (คาดว่า คุณกมลวรรณยังไม่ได้ดูฉบับอนิเม) อันนี้ไม่ใช่ว่าผมแปลดีกว่าเขาหรืออะไรนะ เพียงแต่ชื่อคนเนี่ย ควรให้ชาวญี่ปุ่นเป็นคนออกเสียงให้เราฟังครับ ว่าชื่อแบบนี้ควรอ่านแบบไหน แต่บอกเลยนะ ไม่เสียอรรถรสอะไรเลยจริงๆ ใครไม่เคยดูอนิเม ก็อ่านได้อย่างสบายๆ ขอบคุณที่แปลงานดีๆ ให้ออกมาน่าอ่านไม่เสียอรรถรสนะครับ ยังไงก็รีบๆแปลเล่มต่อๆไป ให้อ่านด้วยนะครับ เพราะบ้านเรายังห่างจากญี่ปุ่นตั้ง 15 เล่ม เมื่อไหร่จะไล่ทันก็ไม่รู้

สรุปนะ ชอบชาน่า ต้องซื้อมาอ่าน , อยากรู้จักชาน่า ควรซื้อมาอ่าน , อยากให้bliss เขาเอา zero no tsukaima มา ยิ่งต้องสนับสนุน

Volume.2 สึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทส่งท้าย (จบเล่ม)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
 

(ต่อจากส่วนที่แล้ว)


บทส่งท้าย

พองานโรงเรียนเริ่มขึ้น พวกเราก็ไม่ยุ่งอีกต่อไปแล้วจริงๆแล้ว ผมว่าส่วนที่สนุกที่สุดของงานเทศกาลคือ
ตอนเตรียมงานนี่ล่ะครับ พองานมันเริ่มไปแล้ว ทุกคนก็จะยุ่งจนลืมเวลาไปเลย พอรู้สึกตัวอีกทีงานก็จบและ
ต้องมาเก็บกวาดกัน ดังนั้นก่อนที่มันจะเป็นแบบนั้น เรามาสนุกกับเวลาว่างดีกว่า อย่างน้อยๆ
ผมก็จะว่างทั้งวันนี้และวันพรุ่งนี้ หวังว่าคงไม่มีใครมาตะโกนใส่หูผมตอนผมกำลังรีแลกซ์นะ

ส่วนฮารูฮิน่ะ ยัยนั่นคงเป็นคนเดียวที่จะบ่นกับช่วงเวลาอันแสนสุขแบบนี้ ยัยนั่นไปใส่ชุดบันนี่เกิร์ล ยืนแจกใบปลิวหน้าประตูโรงเรียนอีกแล้ว ผมล่ะอยากรู้จริงจริ้งว่ายัยนี่จะแจกได้กี่ใบก่อนที่จะโดนอาจารย์ กับ
พวกกรรมการนักเรียนมาลากตัวไปน่ะ

ผมออกจากห้องชมรม และเดินอาดๆไปหาโรงเรียนที่แสนจะคึกคัก
ใจผมที่ไม่เคยอยู่สุขจนถึงเมื่อกี้ ในที่สุดก็ดูจะสงบลงได้แล้วล่ะ โคอิสึมก็เชื่อแบบนั้น และนางาโต้เอง
ก็ให้สัญญาว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีกในตอนนี้ เพราะชามิเซ็นพูดไม่ได้แล้ว นี่ล่ะคือ สิ่งที่ผมจะอยาก
จะยืนยันว่าทุกอย่างกลับเป็นปกติแล้ว ชามิเซ็นตอนนี้เงียบยังกับนางาโต้ ผมว่าการไล่หมอนั่นออกจากบ้านไป
คงจะใจร้ายไปซักหน่อย ผมเลยว่าจะเลี้ยงหมอนี่เป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้าน และน้องผมเองก็ตื่นเต้นที่จะมีตุ๊กตาขน
สัตว์ที่เคลื่อนไหวเองได้อยู่ในบ้าน ผมเลยบอกที่บ้านว่า "เจ้าของเดิมเขาย้ายบ้านไปแล้ว"

เจ้าแมวตัวผู้ตัวนี้บางทีก็ร้องเหมียวออกมาบ้าง แต่เสียงที่หูผมได้ยินมัน เหมือนกับหมอนั่นยังพูด
กับผมอยู่ เอ่อ..แต่ช่างมันเหอะ

พูดถึงอีกอย่างที่หายไป ก็พวกที่แต่งชุดประหลาดๆ เมื่อ 2-3 วันก่อนไง ผมไม่ยักจะเห็นพวกนั้นใน
งานโรงเรียนส่วนไหนเลย ผมมองแผ่นพับที่พวกจัดงานแจก แต่ไม่เห็นมีพวกนั้นเลย ผมลองด้อมๆมองๆ
ไปที่ชมรมที่พวกนั้นน่าจะอยู่ (อย่างชมรมภาพยนตร์) แต่ไม่เห็นเจออะไรเลย พวกนั้นเขาเป็นใครกันแน่นะ?
"หืม.."
ผมบ่นพึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว ตอนที่เดินเรื่อยเปื่อยไปตามตึกเรียน
ถ้ายังมีพวกพลังเหนือธรรมชาติเดินปะปนอยู่ในงานโรงเรียนล่ะ? แล้วถ้าพวกนั้นก็แต่งตัวผิดยุคผิด
สมัยล่ะ? ใช่..แบบที่นางาโต้ใส่น่ะ

ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง งั้นคุณนางาโต้ก็แต่งตัวแบบนั้นเพื่อปิดบังสถานะที่แท้จริงไม่ให้ฮารูฮิรู้ และ
ให้แค่ได้บรรยากาศเหมือนพวกที่มาออกงานโรงเรียนเท่านั้นล่ะ นางาโต้น่ะเอาแต่ปิดปากเงียบ ผมก็เลยไม่มีทางรู้ว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงกันแน่ แต่คงเป็นเรื่องขัดแย้งอะไรซักอย่างที่อยู่นอกเหนือความรู้
ของผมอีกแหง บางทีก็เกิดขึ้นในตอนที่เผลอๆแบบนี้ล่ะ เพราะถึงโลกกำลังจะสลายอยู่ตรงหน้า
ผมก็เชื่อว่านางาโต้คงยังปิดปากเงียบอยู่แหงๆ ถ้าผมไปถามเธอตรงๆ เธอก็คงตอบผมหรอก
แต่ก็ตอบด้วยภาษาที่มนุษย์ไม่มีทางเข้าใจได้ตามเคยแหละ และผมเองก็มั่นใจว่าตัวเองคงไม่ฉลาด
พอจะเข้าใจเรื่องที่เธออธิบายแหงๆ

บางทีนะ ผมน่าจะเลือกที่จะอยู่เฉยๆดีกว่า โดยเฉพาะกับฮารูฮิผมว่าผมควรจะหุบปากเรื่องนี้ไปเลย

ขอเปลี่ยนเรื่องนะครับ ตอนนี้หนังของพวกเรากำลังฉายในห้องฉายหนัง รู้สึกว่าจะมีแค่หนังของ
ชมรมเรากับชมรมวิจัยภาพยนตร์เท่านั้นล่ะนะที่เอาหนังมาฉาย นี่ก็เพราะฮารูฮิไปเม้งกับชมรมที่ว่าซะยกใหญ่
พวกนั้นก็เลยยอมให้เราฉายหนังของเราสลับกับหนังของพวกเขา เฮ้ มันช่วยไม่ได้นี่นา ก็มีแค่ห้องนั้นนี่ที่มี
โปรเจ็คเตอร์ ผมต้องยอมรับนะว่าพวกนั้นดูลำบากใจมาก...แต่ทำไงได้ล่ะ? จะพวกนั้น หรือ ใครอื่นในโลกนี้ ก็คง
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธการตัดสินใจของฮารูฮิได้หรอก สุดท้ายพวกนั้นเลยจำต้องฉายหนังคุณภาพต่ำแถมมี
โฆษณาแทรกกลางของเราจนได้แหละ

พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเลยว่าผมน่าจะพวกคุณรู้อีกว่า ตามเอกสารของกรรมการนักเรียนแล้ว
หน่วยSOS ยังไม่ได้เป็นชมรมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น "การผจญภัยของอาซาฮินะ Mikuru Episode : 00"
เลยไม่อยู่ในรายการที่เป็นทางการของงานโรงเรียน อีแบบนี้ยังไงเราคงไม่มีทางชนะเลิศได้หรอก ผมว่าคะแนน
ที่เราควรจะได้คงถูกรวมเป็นคะแนนของชมรมวิจัยภาพยนตร์แทนล่ะมั้ง?

เอ้อ ใช่ ยังจำไอ้หนังที่ฉายรอบเที่ยงคืนที่ให้แรงบันดาลใจฮารูฮิให้สร้างหนังได้หรือเปล่าครับ? หลัง
จากค้นๆดู ผมก็รู้ว่าหนังเรื่องที่ว่าไม่ได้รางวัลGolden Globe Award หรอกครับ มันเป็นแค่หนังโปรโมท
ขาว-ดำที่เปิดในเทศกาลหนังเมืองคานน์ที่ชื่อ "Only" เท่านั้นล่ะครับ ยัยนั่นคงเพี้ยนพอที่ไปเข้าใจว่าหนังแบบ
นั้นไปชนะรางวัลจากสถาบันไหนๆได้ เพื่อยืนยันเรื่องนี้ผมถึงขนาดไปเช่ามาดูเลยนะ ผลก็คือ ผมหลับไปตั้งแต่
ครึ่งแรกของหนัง ผมก็เลยไม่รู้ว่าตกลงหนังเรื่องนั้นมันสนุกหรือน่าเบื่อกันแน่? ผมว่าผมน่าจะลองฝืนนั่งดูมันอีก
ก่อนจะคืนนร้านล่ะนะ

ไหนๆ ก็เป็นโอกาสที่ไม่ค่อยมี ผมเลยลองแว่บไปดูละครของห้อง 4/9
เจ้าโคอิสึมิเอาแต่ยิ้มตลอดทั้งเรื่อง บทที่หมอนั่นรับก็เป็นคนที่ตายได้งี่เง่าสุดๆในตอนจบของเรื่อง
งี่เง่าได้ทัดเทียมกับหนังของฮารูฮิเลย แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคนชื่นชมก็ไม่รู้ บางทีนะผมอาจจะไม่ได้ใส่ใจเนื้อเรื่อง
เพราะพระเอกคือ โคอิสึมิก็ได้ การแสดงของหมอนั่นจะเรียกเป็นการแสดงได้ยังไงนะ? มันเหมือนกับตอนที่
หมอนั่นยกยอตัวเองตามปกติไม่มีผิดเลย นี่คงเป็นอีกเหตุที่ผมไม่เห็นว่าละครเรื่องนี้มันจะดีเด่ตรงไหนด้วยล่ะนะ

หลังจากโค้งคำนับรับเสียงปรบมือ โคอิสึมิกระพริบตาให้ผมแทนคำทักทาย แน่นอนผมเผ่นไอ้กระพริบตา
ของหมอนั่นก่อนมันจะมาถึงตัวผมแทบไม่ทัน ส่วนห้องของนางาโต้ ผมว่าผมจะไปแหย่เธอเล่นซะหน่อย
แต่ว่า ไหงมีคนต่อคิวดูดวงกันเยอะอย่างนี้ล่ะ? ผมแอบมองเข้าไปด้านในนิดหน่อย ภายใต้การแต่งห้องด้วยสีดำ
ที่กลางห้องนั้นมีเด็กผู้หญิง 2-3 คนสวมชุดดำอยู่ ผมเห็นหน้าขาวๆไร้อารมณ์ของนางาโต้ด้วย เธอวางมือของ
เธอบนลูกแก้วคริสตัล คุยกับลูกค้าด้วยโทนเสียงทื่อมะลื่อ นางาโต้ ขอร้องเถอะ ช่วยพวกนั้นแค่หาของที่ทำหาย
ไปก็พอนะ ไม่ต้องไปแนะนำเรื่องอื่นเลยนะ

ส่วนเรื่องผิดปกติซึ่งเกิดจากภาพยนตร์นั้น รู้สึกว่าทุกอย่างจะคืนสภาพเพราะการใส่ประโยคที่ว่า
" เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น" ลงตอนท้ายเรื่อง แต่โลกของเราน่ะคงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประโยคพื้นๆ
แบบนั้นหรอกครับ ฮารูฮิ , คุณอาซาฮินะ , นางาโต้ โคอิสึมิ และผมยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ยล่ะครับ? แล้วมันจะเป็นไป
ตามประโยคว่า "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอยู่จริง" ได้ยังไง? บางทีซักวัน พวกเราทั้งหมดก็ต้องใช้ชีวิตไป
ตามทางของตัวเอง แต่อย่างน้อยๆตอนนี้ หน่วยSOS ก็ยังมีอยู่ ทั้งหัวหน้าหน่วยและลูกหน่วยนั่นล่ะนะ

อา...จะว่ายังไงดี? บางทีผมก็มาคิดนะ ที่เราว่ามาทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องโกหกที่ใหญ่โตเกินเหตุ
และฮารูฮิก็ไม่ได้มีพลังจริงๆ ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องขำๆที่ คุณอาซาฮินะ , นางาโต้ และ โคอิสึมิรวมหัวกันเมกขึ้น
มา ซึ่งถ้าคิดแนวนี้นะ ที่เจ้าชามิเซ็นมันพูดได้มันก็แค่การแปลงเสียง ไม่ก็มีไมโครโฟนซ่อนอยู่ก็ได้นา ส่วน
กลีบดอกซากุระในฤดูใบไม้ร่วง กับลำแสงมิคูรุบีมมันก็เป็นแค่สเปเชี่ยล เอฟเฟ็ค

ถึงมันจะเป็นแบบนั้นจริง ผมก็พูดอะไรถึงมันไม่ได้มากร้อก
"ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้หรอก"
เรื่องราวจะเป็นมาไงก็เถอะ แต่สถานการณ์แบบที่ผ่านมาก็ไม่พูดได้ไม่เต็มปากร้อกว่า มีความสุขน่ะ ผมว่ามีทุกคนอยู่ด้วยกันมันผ่อนคลายมากกว่าอยู่ตามลำพังกับฮารูฮิล่ะนะ ผมล่ะดีใจ้ดีใจที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
เพียงคนเดียวของหน่วยSOS
ถึงผมจะเป็นคนธรรมดาเพียงคนเดียวก็เถอะ

อ่าใช่ๆ นี่ไม่ใช่เวลามายืนเหม่อนะ มันใกล้เวลาแล้ว เรื่องอะไรผมจะยอมพลาดการใช้คูปองลด
ราคาอันนี้ล่ะ? แถมไม่ต้องถามเลยว่า ผมน่ะอยากเห็นชุดที่พวกเธอจะใส่จริงจริ้ง
ผมรีบเผ่นไปยังที่นัดเจอกับทานิงูจิกับคุนิคิดะ แน่นอนว่าพวกเราน่ะจะไปกินยากิโซบะที่ร้านของ
คุณอาซาฮินะไงล่ะครับ

(จบเล่ม 2)


คำปิดท้ายจาก นักแปล

ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านการแปลที่ทิ้งช่วงนานมากๆของผมจนจบ สำหรับผู้ที่เพิ่งมาอ่าน และอยากอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ รบกวนช่วยมองดูแถบเมนูทางด้านซ้ายมือของคุณ และ กด index of Suzumiya Haruhi ดูนะครับ ในส่วนของนิยาย ผมจะใส่ Link ของเล่ม 2 และเล่มอื่นๆ เอาไว้อย่างครบถ้วนครับ เล่มต่อไปผมจะแปลเล่มไหน ลองเดา หรือ ลองให้คอมเม้นท์ดูนะครับ