Novel

เกริ่นนำ
หลังจากผมได้ดูSuzumiya Haruhi No Yuutsu ฉบับอนิเมชั่นจบไปแล้ว ผมรู้สึกว่าเรื่องราวในโลกของฮารูฮิยังมีเรื่องราวอีกมาก ที่น่าจะถูกสร้างเป็น TV อนิเมชั่น Season 2 ผมจึงทำการค้นข้อมูลในเน็ตและค้นพบว่ายังมีตอนสนุกๆอีกหลายตอนที่ยังไม่ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพเคลื่อนไหวในเวลานี้ และเกิดนึกสนุกอยากอ่านฉบับนิยายขึ้นมา และด้วยความที่ต้องแปลจากภาษาอังกฤษเป็นหลัก ผมที่ต้องนั่งเปิดดิคฯแปลไปอ่านไป รู้สึกเบื่อถ้าจะมานั่งอ่านซ้ำด้วยวิธีเดิม เลยพิมพ์ที่แปลแล้วเก็บเอาไว้เลย เวลาอ่านจะได้อ่านฉบับภาษาไทยไม่ต้องแปลอีกรอบ และคิดเผื่อแผ่ไปให้สาวก HARUHI-ISMได้อ่านด้วย เลยถือวิสาสะแปลและแปะลงblogตัวเอง คงค่อยๆแปะนะครับ เพราะบอกตรงๆ ตอนนี้ยาวและซับซ้อนไม่น้อย ขอค่อยๆแปลนะครับ ใครสะดวกมาอ่านก็เชิญนะครับ และขอความกรุณาทิ้งคอมเมนต์ว่าแปลห่วย หรือแปลพอใช้ได้ยังไงไว้ด้วยนะครับ

และตอนที่เอามานำเสนอคือ ตอนที่ชื่อว่า Bamboo Leaf Rhapsody ซึ่งเป็นตอนที่อยู่ระหว่าง The Boredom of Suzumiya Haruhi กับ Mystérique Sign ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตอนสำคัญที่จะพัวพันกับเหตุการณ์ใหญ่ๆอีกหลายตอนที่ร้ายแรงไม่แพ้ The Melancholy of Haruhi Suzumiya VI เลยทีเดียว และด้วยเนื้อหาที่ยาวมากนี้ ทำให้ผมคิดว่านี่จะเป็นตอนเด่นในSeason 2 แน่นอน ยังไงก็มาลองอ่านกันเลยนะครับ


Bamboo Leaf Rhapsody (ส่วนที่ 1)

เดือนพฤษภาคมมันก็ร้อนพอตัวอยู่แล้ว แต่เดือนกรกฎาคมเนี่ยมันแทบทนไม่ได้แล้ว ความชื้นก็แย่สุดๆจนทำให้ดัชนีไม่มีความสุขของผมพุ่งสูงจนเกือบทะลุเพดาน ซึ่งโรงเรียนที่สร้างตึกแบบถูกๆน่ะ ไม่มีทางจะติดเครื่องอำนวยความสะดวกชั้นสูงอย่างแอร์ให้ร้อก การทนนั่งเรียนในห้อง ม.4/5ตอนนี้ เหมือนนั่งรอรถเมล์ไปนรกยังไงยังงั้น คนออกแบบห้องมันคงไม่รู้หรอกมั้งว่าตึกที่อยู่สบายเป็นยังไง?

และที่แย่กว่านั้นสัปดาห์นี้เป็นแรกของการสอบปลายภาค ความสุขของผมตอนนี้เลยเหมือนออกไปเที่ยวบราซิลอยู่ ไม่ยอมกลับบ้านซะที

ผลสอบกลางเทอมของผมที่เข้าขั้นหายนะไปแล้ว คงไม่มีหวังจะเกิดปาฎิหาริย์ในการสอบปลายภาคได้หรอก นี่คือผลของการที่ใช้เวลาไปกับ หน่วยSOS มากจนไม่มีเวลาให้กับการเรียน ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากทำอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่..ตั้งแต่เดือนเมษายนมา พอฮารูฮิจะเริ่มทำอะไรซักอย่าง ผมก็ต้องทำตามเธอไปอย่างมึนๆ ซึ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปเรียบร้อยแล้ว ผมเองเริ่มที่จะเกลียดตัวเองที่ชินกับเรื่องนี้ซะแล้วล่ะ

ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนวันหนึ่ง ตอนเวลาที่แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเข้ามาในห้องเรียน เด็กผู้หญิงที่นั่งหลังผมใช้ดินสอกดจิ้มหลังผมแล้วถามว่า

"นายรู้มั้ย วันนี้เป็นวันอะไร ? "
สึซึมิยะ ฮารูฮิ ถามผมด้วยตาเป็นประกายเหมือนเด็กน้อยในคืนวันคริสมาสต์อีฟ
ทุกครั้งที่ยัยนี่มาพร้อมกับท่าทางแบบที่ว่า มันจะเป็นสัญญาณเตือนว่า
ยัยนี่จะทำอะไรซักอย่างอีกแล้ว
ผมแกล้งทำเป็นคิดซัก 3 วินาที และถามกลับไปว่า

"วันเกิดเธอรึไง?"
"เปล่า"

"งั้นก็วันเกิดคุณอาซาฮินะ"
"ม่ายถูก"

"หรือเป็นวันเกิดของนางาโต้ หรือ โคอิสึมิ"
"ฉันจะไปรู้วันเกิดของพวกนั้นได้ไง?"

"ส่วนวันเกิดของฉันน่ะ.."
"เรื่องนั้นไม่เกี่ยวซะหน่อย ตกลงนายไม่รู้จริงๆเหรอ ว่าวันนี้สำคัญยังไง?"

มันจะสำคัญยังไงก็ช่างเหอะ วันนี้ก็ยังเป็นอีกวันที่ร้อนสุดๆอยู่ดีแหล่ะ

"ว่าไง? วันนี้เป็นวันอะไร?"
"7 ก.ค. ไม่อยากจะคิดหรอกนะ แต่เธอคงไม่ได้หมายถึง"วันทานาบาตะ" หรอกนะ
"แน่นอนสิยะ วันทานาบาตะไงล่ะ ถ้าไม่รู้จักวันนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนญี่ปุ่นได้ยังไง?"

จริงๆแล้ววันนี้ ญี่ปุ่นรับมาจากจีนนะ
และถ้านับตามแบบจีน วันทานาบาตะต้องเป็นช่วงเดือนหน้าด้วยซ้ำ

ฮารูฮิถือดินสอกด และส่ายไปมาตรงหน้าของผม

"ชาวเอเชียอพยพมาจากทะเลแดงมาจนถึงที่นี่"

เอ่อ..วิชาประวัติศาสตร์ประเทศไหนเนี่ย?

"ตอนเตะบอลโลกรอบคัดเลือก เขาก็รวมประเทศพวกนี้เข้าด้วยกันไม่ใช่เหรอ (รวมเป็นโซนเอเชีย)
ก็เหมือนเดือนกรกฎาคมกับสิงหาคมนั่นแหละ เป็นเดือนของฤดูร้อนไง"

จริงเร้อ ?

"ช่างเถอะ ยังไงเราก็จะทำกิจกรรมช่วงทานาบาตะด้วย ฉันอยากให้พวกเราจริงจังกับวันทานาบาตะนะ"

ฉันคิดว่ามันมีอย่างอื่นที่น่าจะจริงจังกว่านี้นะ
แต่เธอต้องบอกฉันจริงๆเหรอ ไม่เห็นอยากจะรู้แผนในใจของเธอเล้ย

"ก็ทำด้วยกันมันสนุกกว่าไม่ใช่เหรอ? ขอประกาศตรงนี้เลยนะ
ว่าเราจะจัดงานใหญ่บิ๊กสำหรับวันทานาบาตะทุกๆปี เริ่มตั้งแต่ปีนี้เลย"

"อย่าตัดสินใจเอาเองเซ่"

ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่พอเห็นยัยฮารูฮิท่าทางตื่นเต้นสุดๆแบบนี้
รู้เลยว่าจะขัดยัยนี่ไปก็เปล่าประโยชน์

"รอฉันที่ห้องชมรมนะ อย่าแอบกลับบ้านไปก่อนล่ะ" เธอพูดจนได้

ไม่ต้องรอให้ยัยนั่นบอกหรอก ยังไงผมก็จะไปที่ห้องชมรมอยู่แล้ว
เพราะที่นั่นมีคนที่"ขอให้ได้เห็นซักนิดก็ยังดีอยู่"
แค่เธอคนนั้นเท่านั้นแหละ

สมาชิกคนอื่นๆไปรอกันที่ห้องชมรม ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของตึกชมรมสายศิลป์แล้ว
แต่แทนที่จะเรียกเป็น"ห้องชมรมของหน่วยSOS"

หน่วยSOSน่ะ ยืมห้องนี้จากชมรมวรรณกรรม
หรือจะพูดอีกที น่าจะเรียกว่า"เป็นฐานบัญชาการที่หน่วยSOSไปยึดเขามา" มากกว่า

"อ๊ะ สวัสดีค่ะ"

คนที่ยิ้มแย้มทักทายผมอย่างสดใสคือ คุณอาซาฮินะ เธอเหมือนเป็นที่พักใจของผม
ถ้าไม่มีเธออยู่ในหน่วยSOSล่ะก็
มันก็เหมือนกินข้าวแกงกะหรี่ ที่ไม่ได้ใส่ผงแกงกะหรี่นั่นแหล่ะ

ตั้งแต่เข้าเดือนกรกฎาคมมา คุณอาซาฮินะเปลี่ยนชุดเป็น ชุดเหมดฤดูร้อนที่ฮารูฮิซื้อมาให้
จนถึงวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่ายัยนั่นไปหาซื้อชุดพวกนี้มาจากไหน

พอๆกับการที่ไม่เข้าใจว่า
ทำไมคุณอาซาฮินะที่มักจะขอบคุณอย่างไม่เต็มใจ (เวลาได้ชุดพวกนี้)
ประมาณ"อ่า..ขะ ขอบคุณมากนะคะ"
กลับเต็มใจเป็นสาวเสิร์ฟในชุดเหมด ที่คอยชงชาข้าวสาลีให้ผมนั่งจิบอยู่ทุกวั้นทุกวัน แบบเนี้ยน่ะ

"วันนี้เป็นไงบ้างล่ะครับ?"

โคอิสึมิทักทายผม เขานั่งอยู่หน้ากระดานหมากรุกฝรั่งที่วางอยู่บนโต๊ะ
โดยถือตำราหมากรุกในมือ และเดินหมากไปมาอยู่

"ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ ก็ไม่มีวันไหนเป็นวันธรรมดาสำหรับฉันแล้วล่ะ"

โคอิสึมิบอกว่าเขาเบื่อโอเตลโล่แล้ว ก็เลยเอากระดานหมากรุกมาตั้งแต่อาทิตย์ก่อน
แต่พอดีที่ชมรมไม่มีใครรู้วิธีเล่นหมากรุกฝรั่ง หมอนี่เลยต้องเล่นคนเดียว
แต่ดูหมอนี่รีแลกซ์มาก ทั้งๆที่การสอบกำลังมาถึงแล้วแท้ๆ

"แหม..ผมเองก็ไม่ได้รีแลกซ์อะไรหรอกนะครับ ผมแค่พยายามบริหารสมอง
ในเวลาที่ไม่ต้องเรียนเท่านั้นแหล่ะ พอแก้ปัญหาแต่ละข้อ
การไหลเวียนของเลือดก็จะดีขึ้น เล่นกันซักเกมมั้ยล่ะครับ"

ไม่เอาด้วยหรอก ตอนนี้ไม่อยากบริหารสมองที่ล้าอยู่แล้วซักนิด
ถ้าตอนนี้ให้ผมคิดเรื่องแปลกๆอีกล่ะก็..
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่กว่าจะจำได้ คงจะหายไปจากสมองซะก่อนล่ะนะ

"แย่จังเลยนะ สงสัยคราวหน้า ผมคงต้องเอาโมโนโปลี่เกม (เกมทอยเต๋าเดินซื้อบ้าน)
หรือเกมเรือดำน้ำ (คล้ายเกมบิงโก ที่ใช้การเดาที่อยู่ของเรือดำน้ำฝ่ายตรงข้าม
ด้วยการบอกตำแหน่งที่ยิงตอร์ปิโดใส่)
มาแล้วล่ะ
เออใช่ น่าจะเป็นเกมที่พวกคุณเล่นได้ทุกคนนะ มีเกมที่อยากเล่นหรือเปล่าล่ะครับ"

จะอะไรก็ช่างเถอะ แต่จริงๆไม่ต้องเล่นดีกว่านะ เพราะนี่ไม่ใช่ชมรมวิจัยบอร์ดเกม
ที่นี่หน่วยSOSต่างหาก แต่ว่านะ ผมยังสงสัยในกิจกรรมที่หน่วยSOSจะทำน่ะนะ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชมรมประหลาดๆนี่น่าจะทำกิจกรรมแบบไหนกันแน่

แต่จริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกนะ เพราะการไม่รู้อะไรเลยจะเปิดโอกาสรอด
ให้กับตัวเองมากกว่า ดังนั้นผมจึงไม่คิดจะทำอะไรทั้งนั้น

นั่นเป็นวิธีเอาตัวรอดแบบสมบูรณ์แบบของผม

โคอิสึมิยักไหล่และกลับไปศึกษาตำราหมากรุกของเขา
แล้วก็หยิบตัวไนท์สีดำเดินไปฝั่งตรงข้ามของกระดาน

ส่วนคนที่นั่งใกล้ๆ โคอิสึมิ ก็คือนางาโต้ ยูกิ ผู้แสดงอารมณ์น้อยกว่าหุ่นยนต์คนเดิม
เธอกำลังยุ่งกับการอ่านหนังสือของเธออยู่ เอเลี่ยนผู้เย็นชาและเงียบงันคนนี้
เบนความสนใจจากการแปลนิยายที่อ่านอยู่กลับไปหาภาษาต้นฉบับ
มาเป็นการอ่านหนังสือปกแข็งที่เขียนด้วยภาษาที่อ่านไม่ออกแทน

อย่างเล่มที่ถืออยู่ก็เป็นหนังสือเวทมนตร์เล่มหนา แถมเก๋ากึ้ก
ผมเดาว่ามันคงเขียนด้วยภาษาเอลโทเรียโบราณ ไม่ก็ภาษาแปลกๆภาษาอื่นมั้ง?
แต่ยังไงก็เชื่อว่าเธอคงไม่มีปัญหาในการอ่านพวกตัวหนังสือสลักบนแผ่นหินหรอก

ผมดึงเก้าอี้พับออกมาและนั่งลงไป คุณอาซาฮินะก็รีบเอาชามาเสิร์ฟ
ใครเขาจะดื่มชาร้อนในวันร้อนๆแบบนี้กันเนี่ย ?
.... แต่ผมก็ไม่คิดจะต่อว่าอะไรที่จะทำให้ความสุขดั่งสวรรค์แบบนี้ล่มหรอก
แล้วผมก็จิบชาข้าวสาลีด้วยความอิ่มเอมใจ

อามัน.. ก็ชาร้อน นี่แหละ

ของที่ตั้งอยู่ที่มุมห้องก็พัดลมที่ฮารูฮิไปแฮ้ปมาจากไหนก็ไม่รู้
แต่ไอ้ลมที่พัดออกมาเนี่ย มันก็เหมือนราดน้ำร้อนลงบนหินร้อนๆก็ไม่ปาน
อุตส่าห์ไปแฮ้ปมาทั้งที ทำไมไม่ไปเอาแอร์คูลเลอร์แบบตั้งมาจากห้องพักครูมาเล่า ?

ผมละสายตาจากตำราเรียนภาษาอังกฤษ ที่หน้ากระดาษพัดไปเรื่อยๆตามสายลม
และพิงหลังบนเก้าอี้พับ พร้อมกับเหยียดตัวแก้เมื่อย

ผมรู้ตัวเองดีว่าพอกลับไป ก็ไม่มีทางทบทวนบทเรียนเองอยู่แล้ว
ก็เลยลองดูว่าถ้านั่งท่องหนังสือในห้องชมรมมันจะดีกว่ามั้ย ?
แต่ก็มารู้เอาทีหลังว่าตราบใดที่ไม่สนใจในอะไรซักอย่างล่ะก็ ยังไงมันก็ไม่มีทางสำเร็จ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม มันไม่ดีกับทั้งร่างกายและจิตใจที่จะฝืนตัวเองทำสิ่งที่ไม่อยากทำ

หรือจะพูดอีกทีถ้าไม่ฝืนมันจะดีต่อตัวเองมากกว่า ดังนั้นผมก็เลยไม่ทบทวนซะงั้น

ผมหมุนปากกาลูกลื่นไปมาและก็ปิดหนังสือลง และเปลี่ยนมานั่งมองที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ที่ยึดเหนี่ยวที่สามารถเยียวยาหัวใจของผมคนนี้กำลังใส่ชุดเหมดและนั่งตรงข้ามกับผม

เธอกำลังนั่งทบทวนโจทย์เลขของเธออยู่อย่างเคร่งเครียด และก็ขีดๆเขียนลงบนสมุด
ทำหน้าตาเฉยเมยตอนที่คิดโจทย์เลข แล้วจู่ๆก็เขียนลงบนสมุดอย่างบ้าคลั่ง
เหมือนค้นพบอะไรสักอย่างสำคัญมากขึ้นมา

คนที่ทำซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ได้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณอาซาฮินะนั่นเอง

ผมแค่ได้มองเธอก็รู้สึกผ่อนคลายมากๆ แล้วจู่ๆผมก็รู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ
เหมือนประมาณ สงสารจนสามารถโยนเงินทั้งกระเป๋า เงินจากเบี้ยเลี้ยงของผม
ลงกล่องบริจาคข้างถนนทั้งหมดยังได้เล้ย


คุณอาซาฮินะไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ผมกำลังจ้องเธออยู่ เธอกำลังตั้งสมาธิอยู่ที่โจทย์เลขของเธอ
ทุกอากัปกิริยาของเธอทำให้ผมยิ้มออก แต่จริงๆแล้วผมนั่งยิ้มอยู่นานแล้ว
แบบว่าเหมือนดูลูกแมวน้ำงั้นเลยแหล่ะ

และเราก็สบตากัน
"มีอะไรคะ ฉะ..ฉันทำอะไรแปลกเหรอคะ?"

แล้วคุณอาซาฮินะ ก็ลนลานเก็บข้าวของ จัดเครื่องแต่งกายเป็นการใหญ่
แค่นี้ก็ทำให้ใจผมละลายมากขึ้นไปอีก และพอผมจะร้องเพลงแห่งสรวงสวรรค์..

"ยะโฮ"

ประตูก็ถูกเปิดอย่างรุนแรง และ เด็กสาวป่าเถื่อนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน

"โทษที มาช้าไปหน่อย"

ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่มีใครรอเธอซะหน่อย

ฮารูฮิมาพร้อมกับหอบต้นไผ่พาดไหล่มา มันเป็นต้นไผ่สดๆ ต้นยาวที่ยังมีใบไผ่เขียวๆติดอยู่ฦ
เธอจะหอบต้นไผ่นี่มาทำไมที่ห้องนี้เนี่ย? เอามาทำกระปุกหมูน้อยหรือไง?

ฮารูฮิ กอดอก และ ตอบข้อสงสัย
"อ้าว ก็เอามาห้อยกระดาษอธิษฐานสิยะ ถามได้"

ทำไม? ทำไปทำไม?

"ก็ไม่มีอะไรหรอก พอดีฉันไม่ได้แขวนใบอธิษฐานกับต้นไผ่มานานแล้ว
ก็เลยเอามาให้พวกเราร่วมกันทำไง อุตส่าห์เป็นวันทานาบาตะทั้งที"

ก็ไม่มีความหมายอะไรพิเศษตามเคย

"ไปเอาต้นไผ่มาจากไหน?"
"ป่าไผ่หลังโรงเรียนไง"

ถ้าจำไม่ผิด นั่นมันที่ส่วนบุคคลเฟ้ย ยัยโจรขโมยต้นไผ่

" แล้วไงล่ะ? ต้นไผ่มันแทงขึ้นมาจากใต้ดินนะ ถึงจะถูกตัดครึ่งบนไปทั้งหมด
ก็ไม่ผิดซะหน่อย ถ้าจะเอาผิดให้ได้ต้องให้ฉันถอนรากถอนโคนมันทั้งต้นสิยะ
ฉันโดนยุง 2-3 ตัวกัดด้วย คันชะมัดเลย มิคุรุจังช่วยทายาแก้คันบนหลังฉันทีสิ"

"ค่ะ เดี๋ยวนะคะ"

คุณอาซาฮินะเดินก้าวเล็กๆไปหยิบชุดปฐมพยาบาล เธอดูเหมือนพยาบาลฝึกหัดตัวน้อย
เธอหยิบยาทาแก้คัน เทลงในมือตัวเองและสอดมือในเข้าไปในเสื้อฮารูฮิเพื่อทาหลังเธอ

ส่วนฮารูฮิโน้มตัวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า
" ไปทางขวาหน่อย. เยอะไปแล้ว อ๊ะ ตรงนั้นแหล่ะ"

ตอนนี้ฮารูฮิดูยังกับลูกแมวน้อยที่กำลังโดนเกาคางและหลับตาพริ้มรีแลกซ์เต็มที่
จากนั้นยัยนั่นเอาต้นไผ่ไปวางข้างหน้าต่าง และยืนเงียบอยู่ตรงโต๊ะหัวหน้าหน่วย
จากนั้นก็ดึงกระดาษอธิษฐาน 3-4 ใบออกมาจากไหนไม่รู้และหันมายิ้มอย่างสุขสุดๆ

"งั้น เรามาเขียนคำอธิษฐานลงในนี้เลยดีกว่า"

นางาโต้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย, โคอิสึมิยิ้มได้น่าคลื่นไส้ตามเคย และ
คุณอาซาฮินะตาเบิกโต ตอนนี้เธอคิดอะไรอยู่ในใจนะ?
ฮารูฮิกระโดดจากโต๊ะของเธอ กระโปรงพลิ้วตามลมพร้อมกับพูดว่า

" แต่มันมีเงื่อนไขนะ"
"เงื่อนไขอะไร?"
"เคียวน์ นายรู้มั้ยว่าใครเป็นคนทำให้พรสมหวังในวันทานาบาตะ?"
"ไม่ใช่โอริฮิเมะ กับ ฮิโคโบชิรึไง?"
"ถูกต้อง เอาไป 10 คะแนน งั้นนายรู้มั้ยว่า ดาวดวงไหนคือ โอริฮิเมะ กับ ฮิโคโบชิ?"
"ไม่รู้"
"อัลฟ่า ไลเล่ (Alpha Lyrea) กับ อัลฟ่า อควีเล่ (Alpha Aquilae) ใช่มั้ยครับ?"

โคอิสึมิตอบอย่างทันควัน

"ถูกต้อง 85 คะแนน! ดาว 2 ดวงนั้นแหล่ะ! หรือพูดอีกอย่างนั่นคือ
นายต้องตั้งต้นไผ่ที่มีกระดาษอธิษฐานชี้ไปทางทิศทางของดาว 2 ดวงนั้น เข้าใจมั้ย?"

พูดอะไรของเธอเนี่ย? แล้วถ้าคำตอบถูกต้อง
อีก 15 คะแนนมันหายไปไหนล่ะเฟ้ย?

เฮ้ย เฮ้ย ฮารูฮิจู่ๆก็ส่งบรรยากาศเจ้าเล่ห์ออกมาเฉยเลย

"ขออธิบายเลยนะ ตามทฤษฎีสัมพันธภาพ เราไม่มีทางเดินทางได้เร็วกว่าความเร็วแสง"

จู่ๆงัดอะไรมาพูดอีกล่ะเนี่ย? ฮารูฮิกำลังอ่านด้วยเสียงอันดัง
ตามแผ่นโน้ตที่เธอดึงออกจากกระเป๋าของกระโปรง

"แล้วรู้มั้ยว่า ระยะทางระหว่างโลกกับอัลฟ่า ไลเล่ และ อัลฟ่า อควีเล่นั้น
อยู่ที่ 25 กับ 16 ปีแสงเลยเชียวนะ
นั่นหมายถึงต้องใช้เวลา 25 ปี กับ 16 ปี กว่าที่ข้อความจากโลกจะไปถึงดาวทั้งสอง
นี่เป็นเรื่องจริงนะ ฟังแล้วเข้าใจใช่มั้ย?"

แล้วไง? พูดขึ้นทำไม? แล้วเธอไปค้นคว้าอย่างจริงจังเพื่อเรื่องนี้ด้วยเนี่ยนะ?

"นั่นก็คือมันเท่ากับเวลาที่คำอธิษฐานของเราจะเดินทางถึงมือพระเจ้า..ถูกมั้ย?
เราต้องรอนานขนาดนั้นเพื่อให้คำอธิษฐานของเราเป็นจริงเลยเชียวนะ
ดังนั้นพวกเธอก็ควรจะเขียนคำอธิษฐานที่จะส่งผลในอีก 25 กับ 16 ปีลงไปซะ
ไอ้การเขียนจำพวก"ฉันขอให้ได้กอดกับแฟนภายในคริสมาสต์นี้" ไม่มีทางเวิร์ค
เพราะคำอธิษฐานจะไม่ถูกให้พรทันเวลาแน่นอน"

ฮารูฮิกวาดมือไปมาและอธิบายต่อไปเรื่อยๆ

"เดี๋ยวสิ ถ้ามันใช้เวลายี่สิบกว่าปีเพื่อให้คำอธิษฐานไปถึงที่นั่น แล้วกว่าที่คำให้พร
จะกลับมาหาเรามันไม่ใช้เวลาเท่ากันเหรอไง? งั้นเราต้องรอกว่า 50 ปี และ 32 ปี
กว่าจะให้คำอธิษฐานของเราเป็นจริงด้วยสิ"

"แหม พวกนั้นเขาเป็นพระเจ้านะยะ พวกเขาต้องหาทางช่วยเราอยู่แล้วล่ะ
แบบพวกลดราคาล้างสต๊อก 50% ที่มีทุกๆปีไงล่ะ"

เออ.เออ.. พอจะหาเหตุสนับสนุนตัวเองเนี่ย ถึงกับแย้งทฤษฎีที่ตัวเองอ้างขึ้นมา
แล้วโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างเฉยเลยนะ

"ตอนนี้ ทุกคนเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดแล้วใช่มั้ย? ฉันมีกระดาษอธิษฐาน 2 แบบ
อันหนึ่งของ อัลฟ่า ไลเล่ อีกอันของ อัลฟ่า อควีเล่
ต่อไปก็แค่เขียนคำอธิษฐานสำหรับอีก 25 ปี และ อีก 16 ปีลงไปนะ"

นี่มันเพี้ยนจริงๆ ไอ้การขอให้คำอธิษฐาน 2 ข้อ เป็นจริงในเวลาเดียวกันนี่มันน่าอายนะ
อีกอย่าง เราไม่มีทางรู้เลยว่า อีก 25 ปี กับ 16 ปี เรากำลังทำอะไรอยู่
ใครจะรู้ว่า"อีก 20 กว่าปีเราอยากขออะไร"กันตอนนี้ล่ะ?

ดังนั้นการขอที่เหมาะสมคงจะเป็นพวกขอให้เงินบำนาญ
หรือเงินที่ลงทุนไปไม่มีปัญหา ประมาณนี้ล่ะมั้ง? ผมว่า

และถ้าโอริฮิเมะ กับ ฮิโคโบชิได้ยินพวกคำอธิษฐานล่ะก็ ผมคิดว่าพวกเขาคงปวดหัวกันไม่น้อย
พวกเขามีโอกาสพบกันเพียงแค่ปีละครั้ง แล้วยังถูกขอให้ทำคำอธิษฐานเป็นจริงอีก
ถ้าผมเป็นพวกเขาต้องพูดว่า"ทำไมไม่ไปขอให้พวกนักการเมืองทำให้แทนเล่า?" แน่นอน

แต่ยังไง ยัยนี่ก็มาพร้อมกับความคิดไร้สาระเป็นประจำอยู่แล้ว ผมอดคิดไม่ได้ว่า
ในสมองของเธอมีไวท์โฮล(White Hole)ตั้งอยู่แทนหรือเปล่านะ
เพราะสามัญสำนึกของเธอเหมือนจะมาจากคนละจักรวาลกับของคนธรรมดาเขายังไงชอบกล

"แหม คงไม่ถูกต้องไปซะหมดหรอกครับ"

โคอิสึมิพูดเหมือนค้านความเห็นของฮารูฮิ แต่เขาพูดเบามากจนมีแค่ผมเท่านั้นที่ได้ยิน

"มันก็จริงอยู่ที่พฤติกรรมและสุนทรพจน์ของคุณสึซึมิยะน่ะไม่มีใครเหมือน
แต่ถ้าเราลองตัดสินจากสถานการณ์ปัจจุบันก็ชัดเจนแล้วล่ะว่า
เธอรู้ว่าอะไรคือสามัญสำนึก"

โคอิสึมิเผยรอยยิ้มอย่างเคยให้ผม และพูดต่อ

"ถ้ารูปแบบความคิดของเธอมันไม่ปกติจริงๆ โลกใบนี้คงไม่ปกติอยู่แบบนี้หรอก
และถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าจริงๆ โลกนี้คงกลายเป็นโลกที่แปลกไปจากปกติไปในทางใดทางหนึ่งแล้ว"

"นายรู้ได้ไง" ผมถาม



(จบส่วนที่ 1 โปรดติดตาม ส่วนที่ 2 นะครับ) | ส่วนที่ 3 | ส่วนสุดท้าย |

*Bamboo Leaf Rhapsody คัดมาจากนิยายเล่มที่ 3 ใน Suzumiya Haruhi Series [The Boredom of Suzumiya Haruhi]

(ต่อจากส่วนที่แล้ว)
"คุณสึซึมิยะอยากให้โลกเปลี่ยนไปเล็กน้อย และตัวเธอเองก็ใช้พลังสร้างโลกใหม่จากจุดนั้น
ซึ่งคุณเองก็เห็นมา
กับตาตัวเองแล้ว"

เออ รู้แล้วน่า ถึงจะยังข้องใจก็เถอะ

"ที่ผ่านมา การที่โลกยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด
นั่นเพราะเธอยังยึดติดกับสามัญสำนึก
มากกว่าคำขอส่วนตัวของเธอ"

"อาจจะฟังดูเหมือนเด็กๆ แต่ว่า" โคอิสึมิเงยหน้าและพูดขึ้นว่า

"ลองยกตัวอย่างดูนะ เช่น เธออยากให้ซานตาคลอสมีอยู่จริง แต่จากความรู้ทั่วไป
ซานตาคลอส
ไม่มีอยู่จริง เพราะเอาแค่ประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียว
มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ใครบางคนที่จะบุกเข้าบ้านที่ล็อก
อยู่ในช่วงกลางดึก
ทิ้งของขวัญไว้และจากไปโดยไม่มีใครรู้ แล้วซานตาคลอสรู้ได้ไงว่า
เด็กทุกคนอยากได้อะไร
ในช่วงคริสมาสต์ และยิ่งไม่มีทางใหญ่เลย
ที่จะส่งของขวัญไปให้เด็กทั่วโลกในช่วงเวลาแค่ 1 คืน
ในทาง
กายภาพมันไม่มีทางเป็นไปได้"

แต่สำหรับใครซักคนที่เอาเรื่องนี้มาคิดจริงจัง คงมีปัญหาทางความคิดเหมือนกันแหละ
"แน่นอน นั่นแหละ ทำไมซานตาคลอสจึงไม่มีอยู่จริง"
เหตุผลที่ผมค้านหมอนี่ เพราะหมอนี่ถือหางฮารูฮิอยู่ และนั่นทำให้ผมหงุดหงิดมาก
ผมเลยยิงคำถามออกไป

"ถ้าเหตุผลของนายถูกต้อง มันจะหมายความว่า การมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาว ,
นักเดินทางข้ามเวลา
และ มนุษย์พลังจิต ไม่มีทางมีอยู่จริงงั้นสิ แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ไงล่ะ?"

"เหตุผลที่ผมพอจะนึกออกนะ คุณสึซึมิยะน่ะรู้สึกไม่พอใจกับสามัญสำนึกที่ติดอยู่ในหัวเธอ
ซึ่ง
เจ้าสามัญสำนึกที่ว่าก็ปฏิเสธคำขอของเธอมาตลอด คำขอที่ว่า อยากให้โลกนี้มีสิ่งเหนือธรรมชาติน่ะ"

จะบอกว่าความคิดเถื่อนๆของยัยนั่น เริ่มทำลายสามัญสำนึกของตัวเองแล้วงั้นสิ

"บางทีเธอคงไม่อาจจะเลิกคิดเรื่องแบบที่ว่าได้ นั่นก็เลยทำให้ผม , คุณอาซาฮินะ และคุณนางาโต้
ถูกตามตัวมาที่นี่ และเป็นเหตุให้ผมได้รับพลังเหนือธรรมชาติ แต่ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณคิดยังไง?"

ทางที่ดีก็ปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้ละกัน อย่างน้อยฉันก็ไม่เหมือนนาย
ฉันมั่นใจสุดๆ ว่าฉันเป็นคนธรรมดา 100%

แต่ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่า นี่เป็นพรจากสวรรค์หรือคำสาปจากนรกกันแน่?
"นี่พวกนาย อย่าแบคุยกันสิ ฉันกำลังพูดเรื่องซีเรียสอยู่นะ"
ความไม่พอใจที่พวกเราแอบคุยกันเอง แสดงออกทางดวงตาที่กลายเป็นทรงสามเหลี่ยม
และน้ำเสียงของฮารูฮิที่
ตะโกนมาหาพวกเรา
และเราก็ได้รับกระดาษอธิษฐาน และดินสอจากฮารูฮิและกลับมานั่งที่ของตัวเอง

ฮารูฮิฮัมเพลงและเริ่มเขียน นางาโต้นั่งนิ่งพลางมองกระดาษอธิษฐาน
คุณอาซาฮินะดูเหมือนกำลังกลุ้มใจในการ
เผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากกว่าการแก้โจทย์เลข
โคอิสึมิพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า "อืม..คราวนี้ลำบากแฮะ" พลาง
ก้มหัวลง
เอ่อ..พวกนาย 3 คนต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ขนาดนั้นเลยเหรอ?
แค่เขียนอะไรลงไปก็ได้ ไม่
ง่ายกว่าเหรอ?

อย่าบอกนะ ว่าไอ้คำอธิษฐานที่เขียนอยู่เนี่ยจะกลายเป็นจริงได้น่ะ?

ผมหมุนดินสออยู่บนนิ้ว แล้วก็เหลือบมองต้นไผ่ที่ฮารูฮิ "ขโมยมา"
วางอยู่พาดออกไปทางช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่

ใบไผ่มันดูรุงรังเหลือเกิน แต่ลมที่พัดผ่านใบไผ่ทำให้เกิดเสียงที่รู้สึกเย็นๆและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน
"ทุกคนเขียนเสร็จยัง?"
เสียงของฮารูฮิดึงวิญญาณผมกลับสู่ความเป็นจริง ที่หน้าโต๊ะของเธอมีกระดาษ 2 ใบ ที่เขียนไว้ว่า
"ขอให้โลกพัฒนาไปโดยมีฉันเป็นศูนย์กลาง"
"ฉันขอให้โลกพลิกกลับด้าน"

สิ่งที่เขียนเหมือนเรื่องที่เด็กๆอยากเขียน ถ้าเป็นเรื่องล้อกันเล่นก็คงไม่เป็นไร
แต่ยัยฮารูฮิตอนแขวนกระดาษ
อธิษฐานเข้ากับกิ่งไผ่ดูเอาจริงเอาจังเหลือเกิน..

คุณอาซาฮินะเขียนคำอธิษฐานด้วยลายมือน่ารักๆว่า
"ขอให้เย็บปักร้อยเก่งขึ้น"
"ขอให้ทำอาหารเก่งขึ้น"
คำอธิษฐานของคุณอาซาฮินะน่ารักมาก เธอประสานมือและอธิษฐานกับกระดาษอธิษฐาน
ก่อนที่จะแขวน
กระดาษกับกิ่งไผ่ ผมคิดว่าเธอคงเข้าใจผิดอะไรซักอย่างมั้ง?

ไม่มีอะไรน่าสนใจกระดาษอธิษฐานของนางาโต้ เพราะเธอเล่นเขียนด้วยตัวพิมพ์ดีดตามเคย
แถมความหมาย
คลุมเครืออย่าง "การปรองดอง" และ "การปฏิรูป" อีก

ของโคอิสึมิก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนางาโต้ พี่แกเขียนคำความหมายกว้างๆ ด้วยลายมือธรรมดาๆว่า
"ขอให้โลกมีสันติ"
"ครอบครัวมีภราดรภาพ"

แล้วของผมล่ะ? ของผมก็เขียนง่ายๆเหมือนกัน เพราะมันเป็นของอีก 25 และ 16 ปีข้างหน้า
ตอนนั้นผมคง
กลายเป็นตาลุงไปแล้วแหล่ะ ผมเลยเดาว่าตัวเองในตอนนั้นคงอยากจะขอว่า
"ผมอยากได้เงิน"
"ผมอยากได้บ้านเดี่ยวที่มีสวนให้ผมอาบน้ำให้หมาได้"

"เป็นคำอธิษฐานที่น่าเบื่อจริงๆ"
ฮารูฮิโพล่งความคิดในหัว หลังจากประหลาดใจที่เห็นกระดาษอธิษฐานของผม ก็ช่างหัวเธอเถอะ
เพราะถ้าดูกันจริงๆ คำอธิษฐานของผมดูจะสมบูรณ์พูนสุขกว่า การขอให้โลกพลิกกลับเยอะ

"ช่างเหอะ! พวกเราขอให้จำให้แม่นนะว่าตัวเองเขียนอะไรลงไป ช่วงเวลาแรกที่จะมาถึงคืออีก 16
ปี
มาแข่งกันว่า อัลฟ่า อควีเล่ จะทำให้คำอธิษฐานของใครเป็นจริงก่อนกัน"
"เออ..แน่ล่ะ"

ผมมองไปที่คุณอาซาฮินะผงกหัว พร้อมกับทำกับทำหน้าจริงจัง และพอผมแลไปที่นางาโต้
ก็เห็นว่าเธอกลับสู่
โลกหนังสือของเธอเรียบร้อยแล้ว

ฮารูฮิผูกต้นไผ่ยาวออกไปนอกหน้าต่าง และยึดมันอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ลากเก้าอี้ไปนั่งข้างหน้าต่าง
พร้อมวาง
ข้อศอกไว้ที่กรอบหน้าต่าง และมองออกไปที่ท้องฟ้า
หน้าด้านข้างของเธอห่อเหี่ยวชอบกล เหมือนไม่รู้จะทำ
อะไรต่อดี ยัยนี่เป็นคนที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆเร็วอยู่แล้วด้วย
ขนาดเมื่อกี้ยังโวยวายเสียงดังอย่างมีความสุขอยู่เลย
แท้ๆ

ผมกลับไปเปิดหนังสือเรียนและทบทวนบทเรียนเตรียมสอบอีกครั้ง
แล้วก็พยายามนั่งจำคำคุณศัพท์
(adjective) ชนิดต่างๆต่อไป

" 16 ปี นานจริงๆ"
ผมได้ยินฮารูฮิพึมพำกับถอนหายใจอยู่ทางด้านหลังของผม

นางาโต้นั่งอ่านนิยายภาษาต่างประเทศไปเรื่อยๆ โคอิสึมิยังเล่นหมากรุกฝรั่งตามลำพัง
ในขณะที่
ผมง่วนกับการจำคำแปลภาษาอังกฤษอยู่ ส่วนฮารูฮินั่งข้างหน้าต่างมองท้องฟ้าอยู่ตลอด
จริงๆถ้ายัยนี่นั่งหุบ
ปากอยู่เฉยๆก็น่ามองอยู่หรอก ตอนแรกผมคิดว่าเธออาจจะลองเลียนแบบ
พฤติกรรมสงบปากสงบคำของนางาโต้
แต่ไม่รู้ทำไม การที่เห็นฮารูฮินั่งเงียบๆอยู่ตรงนั้น
มันทำให้ผมอึดอัดใช้ได้เลยล่ะ ผมเดาว่าฮารูฮินั่งคิดอะไร
ใหม่ๆ ที่จะทำให้ผมปวดหัวอีกแหงๆ
แต่มาคิดอีกที ไม่รู้ทำไมวันนี้ฮารูฮิดูไม่ค่อยร่าเริงเลย บางทีเธอก็แหงนมองท้องฟ้าและถอน
หายใจยาวๆ
มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นไปอีก มันเหมือนความเงียบก่อนที่พายุจะมาเยือน ยิ่งคิดยิ่งขนลุก
จักรพรรดิซูโตคุคงรู้สึกอย่างนี้ใน 2-3 วันแรก หลังจากถูกเนรเทศไปจังหวัดซานูกิล่ะนะ

พั่บๆ ผมได้ยินเสียงพลิกกระดาษไปมา เลยลองเงยหน้าดู คุณอาซาฮินะที่นั่งตรงข้ามกับผม
กำลังตั้งใจแก้โจทย์เลขมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว คุณอาซาฮินะเอานิ้วไปแตะที่ปากตัวเอง
และปิดเปลือกตาขวาลง แล้วก็
ยื่นกระดาษอธิษฐาน (ที่เธอแอบหยิบเผื่อไว้)มาให้ผม
เธอเหลือบมองฮารูฮิ แล้วก็ลดมือลงพร้อมกับก้มหน้าลงให้
เห็นหน้าตาของสาวน้อยที่ทำสิ่งที่อยากทำได้สำเร็จ
ความตื่นเต้นที่ได้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดมันจะเกือบจะออกนอกหน้า
ผมรีบดึงกระดาษอธิษฐานที่
คุณอาซาฮินะให้มาและอ่านอย่างระวัง

"ช่วยอยู่ในห้องชมรมหลังจากจบกิจกรรมด้วยค่ะ --- มิคูรุจัง"

ข้อความข้างบนเขียนด้วยลายมือเล็กๆ กลมๆ
แน่นอนผมต้องทำตามอยู่แล้ว

"วันนี้พอแค่นี้แหละ"
พอฮารูฮิพูดจบก็หยิบกระเป๋าและออกจากห้องไป วันนี้ยัยนั่นทำตัวแปลกจริงๆ
ยังกับรถกระบะ
เครื่องดีเซล โดนเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ยังไงยังงั้น
แต่สำหรับผมแล้ว มันก็โอเคล่ะนะ

"งั้นผมก็ขอตัวกลับบ้านก่อนนะ"
โคอิสึมิพับกระดานหมากรุกแล้วก็ยืนขึ้น หลังจากสบตาผมกับคุณอาซาฮินะ
หมอนั่นก็เดินออก
จากห้องชมรมวรรณกรรมไป

นางาโต้ปิดหนังสือเล่มหนาจนเสียงดัง โฮ่ เธอก็จะกลับบ้านแล้วเหรอ? ขอบคุณที่เข้าใจนะ
..แต่
ในตอนที่ผมกำลังรู้สึกขอบคุณเธอ นางาโต้ก็เดินมาหาผมอย่างเงียบเชียบเหมือนแมวเดิน
"รับนี่ไป"
เธอหยิบกระดาษออกมาใบนึง มันเป็นกระดาษอธิษฐานอีกใบ
"ถึงเธอจะให้ไอ้นี่กับฉัน ฉันก็ส่งมัน
ไปอวกาศไม่ได้หรอก"
ผมคิดกับตัวเองในตอนที่รับกระดาษอธิษฐานนั่นมา
บนกระดาษมีรูปทรงเรขาคณิตหน้าตาแปลกๆอยู่ นี่มันภาษาสุเมเรี่ยนรึไง?
ผมเกรงว่าเครื่องแปล
ภาษาก็คงถอดความหมายของข้อความนี้ไม่ได้หรอก
ผมหน้านิ่วพยายามมองสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นรูปวาดหรือตัวหนังสือที่มีรูปสามเหลี่ยม , วงกลม ,
และ
ภาพยึกยืออยู่เต็มไปหมด ในระหว่างที่ผมมองอยู่นางาโต้ก็หันกลับไปเก็บกระเป๋า
และเดินออกจากห้องเรียบ
ร้อยไปแล้ว

ช่างเถอะ ผมสอดกระดาษอธิษฐานเก็บในกระเป๋าเสื้อนอก และหันหน้าไปทางคุณอาซาฮินะ
"ขอโทษนะคะ แต่ฉันอยากให้คุณตามฉันไปที่ที่นึง"

คำเชื้อเชิญที่ไม่ได้มาจากใครอื่นหรอก ก็คุณอาซาฮินะเองนี่แหละ ถ้าผมปฏิเสธเธอไป
สวรรค์คง
ลงโทษผมแน่ ถ้าตอนนี้เธอบอกให้ผมไปโดดลงหลุมเหล็กหลอมผมก็ไปได้
"ได้สิ เราจะไปไหนกันล่ะ?"
"ก็แบบว่า ซัก 3 ปีก่อนน่ะค่ะ"

ผมถามสถานที่ แต่เธอดันบอกเวลาเฉยเลย เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน
"3 ปีก่อนอีกแล้ว?" ผมคิดในใจแล้วก็สนใจขึ้นมาทันที
ที่ผ่านมาคุณอาซาฮินะอ้างตัวว่าเป็นนัก
เดินทางข้ามเวลาจากอนาคตในช่วงเวลาไหนซักช่วง
ผมเกือบลืมเรื่องนั้นไปแล้ว ก็เพราะเธอน่ารักมากนี่นา แต่ 3
ปีก่อน? เราจะกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อนเหรอ?
หมายความว่า เราจะเดินทางข้ามเวลาไปงั้นสิ?

"ค..ค่ะ"
"ดีเลย ผมอยากไปมากเลย แต่ทำไมเป็นผมล่ะ? เราจะไปทำอะไรที่นั่นล่ะ?"
"เรื่องนั้นคิดว่า พอไปถึงก็คงรู้เองล่ะค่ะ ฉันว่านะคะ"

หา?
สงสัยตอนนั้นผมคงทำหน้างง คุณอาซาฮินะเลยลนลานโบกไม้โบกมือ และแก้ตัวกับผมพร้อมๆ
กับน้ำในตาของเธอ

"ขอร้องล่ะค่ะ ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรและไปด้วยกันก่อนเถอะค่ะ!
ไม่งั้นแล้วฉันคงเอ่อ..จะมี
ปัญหาทีหลังน่ะค่ะ"
"งั้น..ก็ได้ไปกันเถอะครับ"
"จริงเหรอคะ? ขอบคุณมากค่ะ"

คุณอาซาฮินะดีใจมากและบีบมือผมอย่างมีความสุข
อา.. ความสุขของคุณอาซาฮินะ ก็คือความสุขของผม ฮ่า ฮ่า
ฮ่า

ตอนนี้ผมคิดดูดีๆ ตอนที่คุณอาซาฮินะอ้างตัวว่ามาจากอนาคต ตอนนั้นไม่มีใครมายืนคำพูดของ
เธอเลย
จนกระทั่งผมได้พบกับคุณอาซาฮินะที่เป็นสาวใหญ่แล้วนั่นแหละ ผมถึงเชื่อเรื่องราวของเธอ แต่ก็ปฏิเสธ
ไม่ได้ว่า
ผมยังสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ดีนั่นแหละ

ดังนั้นตอนนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะพิสูจน์ว่า "คุณอาซาฮินะมา
จากอนาคตจริงๆ"

"แล้วไทม์แมชชีนอยู่ไหนล่ะครับ ?"
ที่ผมนึกออกก็คือ เราแค่โดดลงไปในลิ้นชักก็เจอะไทม์แมชชีนแล้ว
แต่คุณอาซาฮินะบอกว่าไม่มีอุปกรณ์แบบนั้นหรอก งั้นเราจะ
เดินทางข้ามเวลาได้ยังไงล่ะ?
คุณอาซาฮินะสาวกระโปรงและผ้ากันเปื้อนขึ้นมาและบอกว่า
"จากที่นี่ค่ะ"

หา? เหอ ? ผมหันไปหันมามองไปทั่วห้องชมรม แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรอยู่ข้างตัวเราเลย
"งั้นก็เชิญนั่งค่ะ แล้วช่วยหลับตาลงได้มั้ยคะ? ค่ะ แล้วก็อย่างเกร็งไหล่นะคะ"
ผมตามที่เธอบอก ผมหวังว่า จู่ๆผมคงไม่โดนฟาดท้ายทอยเอาหรอกนะ

"เคียวน์คุง"
คุณอาซาฮินะกระซิบเบาๆจากหลังหูของผมเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก

"ขอโทษนะคะ"
ผมมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับประโยคนี้เลยแฮะ และพอผมจะเปิดตาขึ้นมา
จู่ๆทุกอย่างรอบตัวผมก็
มืดไปหมด และผมก็ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้เฉยเลย
ก่อนที่ความมืดจะมาเยือน ผมบ่นกับตัวเองว่า ถ้ารู้ว่าจะ
เป็นแบบนี้ไม่ตกลงจะดีกว่ามั้ยเนี่ย ?

ตอนที่ผมได้สัมผัสคืนมา ตาของผมก็มองเห็นทุกอย่างตะแคง 90 องศา
ทุกสิ่งที่น่าจะตั้ง ตอนนี้
กลับนอนราบ ตอนที่ผมที่ผมเห็นไฟถนนผ่านเลยตัวผมจากซ้ายไปขวา
ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวผมนอนตะแคงอยู่ แล้วผมก็
รู้สึกอุ่นๆอยู่ทางซีกซ้ายของหัวผม

"อ๊ะ ตื่นแล้วเหรอคะ?"
เจ้าของเสียงของนางฟ้าเป็นคนพูด ตอนนี้ผมตื่นเต็มตาแล้ว ว่าแต่ตอนนี้มีอะไรหยุ่นๆอยู่หลังหู
ซ้ายของผมนะ

"เอ่อ.. ถ้าคุณไม่ยกหัวขึ้นมา..เดี๋ยวมันจะ"
น้ำเสียงของคุณอาซาฮินะฟังดูร้อนรน ผมยกตัวผมขึ้นไปทางขวา และลองเช็คที่ๆผมอยู่
บนม้านั่งในสวนสาธารณะตอนกลางคืน ?
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ? ผมนอนหนุนตักคุณอาซาฮินะอยู่? และเพราะผมหลับ
ผมเลยจำอะไรไม่ได้เลย
ซักอย่าง เศร้าจริงๆ

"ขาฉันเป็นเหน็บมาซักพักแล้วล่ะค่ะ และก็เพลียมากเลย"
คุณอาซาฮินะยิ้มอย่างอายๆ และค้อมศีรษะลง ผมไม่รู้ว่าเธอไปเปลี่ยนชุดตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ชุดเห
มดของเธอตอนนี้กลายเป็นเครื่องแบบของ โรงเรียน ม.ปลายเขตเหนือ(โรงเรียนที่พวกฮารูฮิเรียน)ไปแล้ว
ช่วง
เย็นจนถึงช่วงหัวค่ำ เธอก็มีเวลาเปลี่ยนเสื้อถมเถล่ะนะ แต่ยังไงผมก็หลับตลอดศกอยู่ดี
เฮ่อ..ว่าแต่ผมหลับได้ไง ?

"นั่นเป็นเพราะฉันไม่อยากให้คุณรู้ถึงวิธีการที่ใช้เดินทางข้ามเวลา
เพราะมันเป็นข้อมูลที่บอกไม่ได้
โกรธหรือเปล่าคะ?"

ไม่ ผมไม่โกรธเลย แต่ถ้าเป็นยัยฮารูฮิ ผมคงโวยวายไปเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะนี่เป็นคุณอาซาฮินะ
ผมย่อมไม่ถือโทษอะไรอยู่แล้ว แต่จะว่าไป ผมแค่นั่งหลับตาในห้องชมรมเมื่อซักพักก่อนเอง
แล้วไหงผมมานอนอยู่ในสวน
สาธารณะตอนกลางดึกแบบนี้ล่ะ? แถมผมยังรู้สึกว่า
ผมเคยมาที่นี่มาก่อนนะ ผมจำได้ว่านางาโต้เองก็เคยนัดผม
มาเจอกันที่สวนนี้นี่นะ
ที่นี่มันแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนประหลาดหรือไงนะ?
ผมเกาหัว คือ ผมมีอะไรอยากถาม

"ตอนนี้คือช่วงเวลาไหนครับ?"
คุณอาซาฮินะที่นั่งข้างๆผม ตอบกลับมาว่า
"ถ้านับจากเวลาของเรา ตอนนี้คือ วันที่ 7 กรกฎาคม ของ 3 ปีก่อน เวลาประมาณ 3 ทุ่มล่ะมั้งคะ?
"เหรอครับ?"
"ค่ะ"
เธอดูจริงจังมาก

ผมไม่เคยนึกเลยว่า เราจะมาถึงง่ายดายแบบนี้ แน่นอนผมไม่ได้หัวอ่อนพอที่จะเชื่อในทุกๆเรื่องที่
เธอพูด
ผมว่าจะลองโทรไปศูนย์พยากรณ์อากาศเพื่อเช็คให้แน่ใจ
แต่ในตอนที่ผมกำลังบอกคุณอาซาฮินะว่าผมจะทำอะไร ไหล่ซ้ายของผมจู่ๆก็หนักขึ้นมา เอ๊ะ?

คุณอาซาฮินะเอาหัวของเธอมาหนุนไหล่ผม
คุณอาซาฮินะดูเพลียมาก จนตอนนี้นั่งพิงไหล่ผมแทนแล้วนั้น จริงๆมันเกิดอะไรขึ้นนะเนี่ย?
"คุณอาซาฮินะ"

ไม่มีคำตอบ
"เอ่อ."
"ฟี้ฟี้"

กรน?
ผมค้อมหัวไปด้านหน้าและหันไปทางซ้าย 85 องศา และเห็นคุณอาซาฮินะหลับตาพริ้ม
ปากของ
เธอเผยอเล็กน้อย ผมเลยได้ยินเสียงกรนเบาๆ มันยังไงกันเนี่ย ?

แซ่กๆ
จู่ๆพุ่มไม้ด้านหลังผมก็เกิดเสียงขึ้นมา ผมตกใจจนเหมือนหัวใจจะทะลุออกมาทางปาก อะไรน่ะ?
"เธอหลับอยู่เหรอ?"
คนที่ออกมาจากพุ่มไม้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคุณอาซาฮินะอีกคนหนึ่งคนนั้น!!


(จบส่วนที่ 2 โปรดติดตามส่วนต่อไปเร็วๆนี้ครับ)


อ่าน ส่วนที่ 1 | ส่วนที่ 3

(ต่อจาก ส่วนที่แล้ว)

"สวัสดีจ้ะ เคียวน์คุง"
คุณอาซาฮินะในเวอร์ชั่นสาวเต็มตัว สวยน่ารักและอายุมากกว่าคุณอาซาฮินะที่กำลังหลับบนไหล่ผม คุณอาซาฮินะคนนี้โตขึ้นในทุกๆส่วน แต่ก็ยังรู้สึกน่ารัก เสน่ห์ของเธอเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ผมเคยเจอเธอมาแล้วครั้งนึง และ เธอมาในเสื้อเชิ้ตขาว กับมินิสเกิร์ตพอดีตัวสีน้ำเงินเหมือนกับครั้งก่อน คุณอาซาฮินะคนที่ว่าเดินมาทางด้านหน้าของผม

"ฮิ ฮิ จากมุมนี้"

คุณอาซาฮินะที่โตกว่าจิ้มแก้มคุณอาซาฮินะที่กำลังนอนแล้วพูดว่า
"เหมือนเด็กๆเลยเนอะ"

รู้สึกแปลกๆแฮะ คุณอาซาฮินะ(โต) กำลังเล่นกับเครื่องแบบนักเรียนแบบกะลาสีของคุณอาซาฮินะ (เด็ก)
"สมัยก่อน ฉันหน้าตาอย่างนี้เองเหรอเนี่ย?"

เพราะสัมผัสนุ่มๆจากหน้าอกของคุณอาซาฮินะ(เด็ก)ที่อยู่ที่แขนผมทำให้ขยับไปไหนไม่ได้
แถมรู้สึกเสียววาบเวลามองคุณอาซาฮินะ(โต)อีกต่างหาก

"ภารกิจของหล่อนคือ พาคุณมาที่นี่ แต่ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของฉันแล้วล่ะ"

ผมรู้สึกเหมือนไอ้หน้าโง่ แต่ยังไงก็ต้องถามคุณอาซาฮินะที่มีออร่าของสาวใหญ่แผ่ออกมาตอนยิ้มว่า..
"เอ่อ คือว่า…"
"ฉันคงจะอธิบายรายละเอียดไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลที่บอกไม่ได้
เรื่องที่ฉันทำได้ตอนนี้คือ นำทางคุณค่ะ"

ผมหันกลับไปมองคุณอาซาฮินะที่หลับอยู่ที่ไหล่ผม
"ฉันทำให้เธอคนนั้นหลับเองแหล่ะ เพราะฉันให้เธอเห็นฉันไม่ได้"
"ทำไมล่ะครับ"
"เพราะตอนที่ฉันเป็นเธอคนนั้น ฉันไม่ได้เห็นตัวเอง"

ฟังเหมือนจะเข้าใจและงงในเวลาเดียวกัน คุณอาซาฮินะผู้ทรงเสน่ห์หลับตาข้างนึงแล้วพูดว่า

"เดินไปทางทิศใต้ เลียบรางรถไฟตรงนั้น คุณจะเห็นโรงเรียน ม.ต้น
แล้วคุณก็เข้าไปช่วยคนที่ยืนอยู่นอกรั้วโรงเรียนได้มั้ย? รีบไปตอนนี้เลยได้มั้ยคะ?
และหวังว่าคุณคงไม่รังเกียจที่จะอุ้มฉันอีกคน คงไม่ค่อยหนักหรอกค่ะ"

เธอพูดอย่างกับเป็นพวกชาวบ้านตัวประกอบในเกมRPG
ผมล่ะอยากรู้จริงๆว่า ผมจะได้รางวัลอะไรตอบแทน
"รางวัล? อืม…"

คุณอาซาฮินะ(โต)ขยับมือไปวางที่ใต้คางอย่างน่ามอง และคิดสักครู่
แล้วเธอก็ยิ้มแบบสาวใหญ่ให้ผม

"ฉันคงไม่มีอะไรจะให้ แต่คุณจะแอบจูบฉันเบาๆ ตอนที่ตัวฉันกำลังหลับก็ได้นะ
แต่ต้องให้แน่ใจนะคะว่าฉันกำลังหลับจริงๆ"

เป็นข้อตกลงที่สุดยอดมาก! นี่แหละ สิ่งที่ผมฝันถึงมาตลอด
เพราะคุณอาซาฮินะตอนกำลังหลับเนี่ยน่ารัก จนผมอดใจไม่ไหวแล้ว แต่ว่า

"แบบนี้มันไม่…"

แต่จะเพราะสถานการณ์หรืออารมณ์พาไปก็เถอะ แต่ผมก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
พูดตรงๆ ผมเซ็งตัวเองจริงๆ ที่ดันมีคุณธรรมเอาตอนนี้

"เวลาไม่มีแล้ว ฉันต้องไปแล้วค่ะ"

นั่นเป็นคำใบ้ของคราวนี้เหรอเนี่ย ?

" อ้ะ เกือบลืม อย่าให้เธอรู้นะคะว่าฉันเคยมาที่นี่ มาเกี่ยวก้อยสัญญากันนะ"

ผมยกนิ้วก้อยไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของคุณอาซาฮินะ(โต)โดยไม่รู้ตัว
เอ่อ ผมขอเกี่ยวก้อยซักนาทีนึงจะได้มั้ยครับ?

"ไปก่อนนะจ๊ะ เคียวน์คุง"

คุณอาซาฮินะ(โต) พูดอย่างร่าเริง และเดินหายไปในความมืดแทบจะในทันที
เธอหายตัวไปอย่างแนบเนียนจริงๆ คราวนี้

"ต่อไปก็.." ผมพูดกับตัวเอง และคิดว่าผมจะได้เจอคุณอาซาฮินะ(โต)อีกครั้งมั้ยนะ?
ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากตอนที่เราได้พบกันครั้งก่อนเลย
บางทีคุณอาซาฮินะคนนี้อาจจะมาจากอนาคตที่ใกล้กว่าคนที่มาบอกใบ้ผมก็ได้
แต่ก็งงอยู่ดี ยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่ดูจากรูปการแล้ว มันคงเป็นไปได้ที่ผมจะ
ได้พบคุณอาซาฮินะคนอื่นๆ จากช่วงเวลาที่ต่างกันอีกนะเนี่ย

คุณอาซาฮินะที่ผมแบกขึ้นหลังล่ะ ตัวไม่ได้เบาแต่ก็ไม่ได้หนักมากเท่าไหร่
แต่ก้าวเดินของผมแต่ละก้าวมันช้าลงเรื่อยๆ
ลมหายใจจากหน้าตานางฟ้าที่พ่นใส่หูผมนี่มันทำร้ายกันชัดๆ
ลมหายใจของเธอทำผมจั๊กจี๋ที่คอจะตายอยู่แล้ว

ผมพยายามระวังสายตาของคนแถวๆนั้น (แม้จะแทบไม่เห็นคนเดินถนนเลยก็ตาม)
และรีบเดินตรงไปยังทางที่คุณอาซาฮินะ(โต)บอกผม
ผมคิดว่าพอผมเดินมาประมาณ 10 นาที คนเดินถนนก็น้อยลงเรื่อยๆ
แล้วพอเลี้ยวตรงมุมถนน เราก็มาถึงที่หมาย
โรงเรียน ม.ต้น เขตตะวันออก ผมเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
ที่นี่คือ โรงเรียนเก่าของทานิงูจิ กับฮารูฮิ และพอพูดถึงก็มีคนหน้าคุ้นๆยืนอยู่หน้ารั้วโรงเรียน
ผมมั่นใจว่า ผมรู้จักร่างกายเล็กๆ ที่กำลังปีนรั้วเหล็กแน่

"นี่"

หลังจากตะโกน ผมก็ตกใจตัวเอง ผมรู้จักคนๆนั้นได้ไง มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
ผมมองด้านหลังของคนๆนั้น แม้ส่วนสูงจะลดลง แต่ผมยาวสีดำกับยาวมากกว่าจะสั้น

ใช่แน่คนที่กล้าแอบออกมากลางดึก และปีนรั้วโรงเรียนแบบนี้ ผมนึกออกอยู่คนเดียว

อะไรกันเนี่ย?

ตอนนี้ผมเพิ่งนึกออกว่าผมกำลังเผชิญหน้ากับตัวจริงเสียงจริงของเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ตลกนะเนี่ย นี่ผมย้อนเวลากลับไปที่ 3 ปีก่อนจริงๆเหรอเนี่ย ?

พอแหงนหน้ามองไปที่รั้ว หน้าของคนที่หันมามองผม เป็นหน้าของหัวหน้าหน่วยSOSที่เด็กลงจริงๆ และดวงตาคู่นั้นก็เป็นตาของฮารูฮิจริงๆ ถึงเธอจะใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เธอก็ยังเป็นเธออยู่ดี 3 ปีก่อน...ฮารูฮิคงกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ยัยนี่เป็นคนที่คุณอาซาฮินะอยากให้เจองั้นเหรอ?

"นายเป็นใคร? พวกฆ่าข่มขืน , ผู้ร้ายลักพาตัว? ยังไงก็น่าสงสัยอยู่ดี"

แสงสลัวๆจากไฟถนนที่เป็นสีขาว ทำให้ผมมองเห็นหน้าเธอไม่ชัดนัก แต่ที่แน่ๆ ดวงตาของฮารูฮิวัย ม.1 ที่จ้องผมอยู่เป็นดวงตาที่กำลังเห็นคนน่าสงสัย ใครน่าสงสัยกว่ากันล่ะเนี่ย? ระหว่างเด็กหญิงที่กำลังปีนรั้วโรงเรียนกลางดึก กับ ผมที่เดินเพ่นพ่านแบกผู้หญิงที่กำลังหลับอยู่ ยังไงผมก็ไม่คิดจะถามอยู่แล้วล่ะ

"เธอนั่นแหละน่าสงสัยกว่า ไปทำอะไรตรงนั้น?"
"ถามได้มาทำอะไร ก็ปีนเข้าโรงเรียนสิยะ"

ฮารูฮิสมัยอายุ 12-13 ปี ผูกริบบิ้นสีเหลืองที่
เราคุ้นตากันดี เอ๊ะ? มันจะเกี่ยวข้อง กับ
เรื่องราวในปัจจุบันกันมั้ยนะ?

ยังมีหน้ามาประกาศตัวเองอีก มีความละอายบ้างมั้ยเนี่ย?

"แต่นายมาได้จังหวะพอดี เราไม่รู้จักกันก็จริง แต่ถ้านายว่าง
ช่วยฉันหน่อยสิ ไม่งั้นฉันโทรบอกตำรวจนะ"

ทางนี้ต่างหากล่ะที่ควรจะเรียกตำรวจมา แต่ผมสัญญากับคุณอาซาฮินะอีกคนไว้แล้ว
แต่มาคิดอีกที ทำไมผมต้องโดนสิ่งมีชีวิตที่ชื่อ สึซึมิยะ ฮารูฮิ มาพัวพันด้วยนะเนี่ย แม้แต่ในสมัยนี้ก็ตามที

ฮารูฮิลอดเข้าไปในรั้วได้สำเร็จ และเปิดล็อกรั้วด้วยกุญแจ
ไปเอากุญแจมาจากไหนเนี่ย?

"ฉันจิ๊กมาตอนที่ไม่มีใครเห็นไง ง่ายจะตาย"

ยัยนี่มันพวกล้วงกระเป๋าหรือไงฟะ? ฮารูฮิค่อยๆเปิดรั้วเหล็กออก
และกวักมือเรียกผม ผมเดินตรงไปที่เด็กคนนั้น คนที่ดูเตี้ยกว่าตัวเธอในอนาคต 3 ปีต่อจากนี้
พร้อมกับอุ้มคุณอาซาฮินะไปอย่างระวัง

ใกล้กับรั้วโรงเรียน ก็เป็นลานกรีฑา ตึกเรียนตั้งอยู่ทางฝั่งตรงข้าม
ฮารูฮิเดินทแยงข้ามลานกรีฑาที่มืดสนิท โชคดีที่มันมืดมาก
เธอก็เลยเห็นหน้าผมกับคุณอาซาฮินะได้ไม่ถนัดนัก อีก 3 ปีต่อจากนี้
ฮารูฮิจะได้ไม่คิดว่าเธอเคยพบกับคุณอาซาฮินะ ตั้งแต่ตอนเรียน ม.1 แล้ว

แบบนี้แหละดี ไม่งั้นคงเป็นปัญหาทีหลังแน่

ฮารูฮิเดินตรงไปที่หัวเลี้ยวของลานกรีฑา และพาผมไปด้านหลังของโรงเก็บอุปกรณ์พละ
ที่นั่นมีรถเข็นขึ้นสนิม และเครื่องตีเส้นด้วยชอล์กแขวนอยู่ กับถุงชอล์ก 2-3 ถุงหลังล้อ

"ฉันเอาเจ้านี่มาซ่อนที่นี่ ตั้งแต่เมื่อตอนเย็นแล้ว ฉลาดใช่มั้ยล่า?"

ฮารูฮิส่องไฟ และถือถุงชอล์กที่ดูท่าจะหนักไปหน่อยสำหรับเธอ ไปใส่ไว้ในรถและผลักคันบังคับ
การที่เธอดันรถเข็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ผมนึกออกว่าเธออายุน้อยแค่ไหน
ผมเดาเอาว่า เด็ก ม.1 เรี่ยวแรงคงไม่ต่างไปจากเด็กซะเท่าไหร่

ผมค่อยๆปล่อย คุณอาซาฮินะ ที่กำลังหลับลง
แต่ปล่อยให้เธอนั่งพิงกำแพงโรงเก็บของ ช่วยนั่งให้เรียบร้อยหน่อยนะครับ

"ให้ฉันเข็นรถเอง เธอไปเอาเครื่องตีเส้นมาสิ"

ผมควรจะช่วยเธอจริงๆเหรอ? ที่ผ่านมาผมโดนใช้งานอย่างกับทาส
ยัยนั่นเหมือนหุ่นยนต์บ้าอาละวาด และจะไม่หยุดจนกว่าจะทำลายทุกสิ่งอย่างลงได้
ยัยนี่ก็ยังเป็นแบบนี้มาตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน
ดูเหมือนว่าสันดานคนนี่ไม่เปลี่ยนง่ายๆภายใน 3 ปีสินะ

"เข็นรถไปตามทางที่ฉันบอก และก็ตีเส้นไปด้วย นั่นแหละ
อยู่ตรงนั้นแหละ เพราะฉันต้องดูจากที่ไกลๆ และดูว่านายจะทำผิดตรงไหนมั้ย?
อ๋า --! นายวาดผิดแล้ว ทำอะไรของนายน่ะ?"

คนที่สามารถสั่งเด็กม.ปลายที่ไม่รู้จักมาก่อนได้อย่างไม่เกรงใจเนี่ย
สมเป็นฮารูฮิจริงจริ้ง ถ้าผมเพิ่งเคยเจอเด็กหญิง ม.ต้นที่ทำแบบนี้เป็นครั้งแรกล่ะก็
ผมคงคิดว่ายัยนี่เพี้ยนไปแล้วแหงๆ
ถ้าผมได้รู้จักยัยนี่ก่อนนางาโต้, คุณอาซาฮินะ และโคอิสึมิน่ะนะ

หลังจากทำตามที่ฮารูฮิสั่ง ผมตีเส้นสีขาวไปทั่วทั้งฝั่งซ้ายและขวา
ของสนามกรีฑาเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง
ไม่มีครูเวรกลางคืนโผล่มา หรือแม้แต่รถตำรวจเข้ามาตรวจตราตามคำร้องเรียนของชาวบ้านเลย

ไอ้สัญลักษณ์ประหลาดๆ ที่ทานิงูจิเคยเล่าว่า จู่ๆก็โผล่อยู่บนลานกรีฑาน่ะ
จริงๆแล้วผมเป็นคนวาดเองเหรอเนี่ย?
ผมมองดูผลงานที่ผมลำบากวาดมันขึ้นมาอย่างเงียบๆ
แล้วฮารูฮิก็เดินมาข้างๆผม เธอดึงเครื่องตีเส้นจากมือผม แล้วก็เริ่มวาดอีก 2-3 เส้น พร้อมกับถามว่า

"นี่ นายว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงมั้ย?"

ผมตอบในทันที
"ฉันว่ามีนะ"
หน้าของนางาโต้แว่บเข้ามาในหัวผม

"งั้นแล้วพวกเดินทางข้ามเวลาล่ะ?"
"อืม ถ้าจะมีก็ไม่แปลกนะ"
เพราะตอนนี้ ผมก็เพิ่งเดินทางย้อนเวลามา

"แล้วผู้มีพลังพิเศษล่ะ?"
"ก็มีอยู่เยอะแยะไปหมดแหละ"
ผมนึกถึงจุดแดงๆมากมาย บินไปบินมาทันที

"และพวกที่มาจากต่างมิติล่ะ?"
"ยังไม่เคยเจอพวกนั้นแฮะ"

ฮารูฮิโยนเครื่องตีเส้นทิ้ง และปัดชอล์กออกจากหน้าและไหล่
"หืม แบบนี้ก็สวย"

ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี หรือเพราะผมเพิ่งจะพูดอะไรที่ไม่ควรพูดไปหรือเปล่านะ?
ฮารูฮิมองผมและถามว่า

"นี่เครื่องแบบของ ม.ปลายเขตเหนือใช่มั้ย?"
"อือ"

"ชื่อของนายล่ะ?"
"จอห์น สมิธ"

"บ๊องหรือไงนาย?"
"ขอใช้ชื่อปลอมซักครั้งไม่ได้หรือไง?"

"แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ?"
"นั่นน้องสาวฉัน เธอป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการนยอนที่เรียกว่า
นาโคลิปซี่น่ะ เธอเป็นแบบนั้นมาพักนึงแล้ว จู่ๆก็ง่วงหลับได้ทุกทีทุกเวลา
ฉันเลยต้องแบกเธอไปไหนต่อไหนไงล่ะ"

"เหอ…"

ฮารูฮิเบ้ริมฝีปากล่าง และหันไปด้านข้าง แสดงท่าทางไม่เชื่อเต็มสตรีม
ผมเลยต้องเปลี่ยนเรื่องพูด

"ว่าแต่ทำไอ้นี้ไปทำไม?"
"ดูไม่ออกเหรอ ส่งข้อความไง"
"ให้ใครดูล่ะ อย่าบอกนะว่าเป็นฮิโคโบชิกับโอริฮิเมะ?"

ฮารูฮิทำท่าทางตกใจและถามกลับ
"นายรู้ได้ไง?"
"…ก็ วันนี้เป็นวันทานาบาตะนี่ ฉันบังเอิญรู้จักใครบางคนที่ทำแบบนี้เหมือนกัน"

"จริงดิ? ฉันอยากเจอคนๆนั้นจัง มีคนแบบนั้นเรียนที่โรงเรียนนายด้วยเหรอ?"
"อือ"

จากตอนนี้ถึงเวลานั้น คนที่ทำแบบนี้มีเธอคนเดียวแหละ
"หืม ม.ปลาย เขตเหนือสินะ"

ฮารูฮิพึมพำกับตัวเองในลำคอ แล้วจู่ๆก็เงียบไปพักใหญ่ๆ แล้วจู่ๆก็หันกลับมา
"ฉันจะกลับบ้านล่ะ เพราะฉันได้ทำอย่างที่คิดแล้ว ไปล่ะ"

ยัยนั่นเดินก้าวยาวๆจากไป จะไม่ขอบคุณซักคำเลยเรอะ?
ไม่มีมารยาทเอาซะเลย แต่ยัยนี่ก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

อีกอย่างยัยนั่นไม่ได้บอกชื่อเราเลยซักครั้ง ซึ่งผมก็คิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ

(จบส่วนที่ 3 รออ่านส่วนสุดท้ายเร็วๆนี้ครับ)


ล่วงหน้าไปอ่าน ส่วนที่ 4 (จบ)
ย้อนกลับไปอ่าน ส่วนที่ 1 | ส่วนที่ 2