Novel

หลายคนคงงง ว่าทำไมจ่ากบถึงเชยแบบนี้ก็ไม่รู้ เดือนหน้านิยายอินเดกซ์ภาค 2 เล่ม 3 (ถ้านับต่อเนื่องกัน ก็เป็นเล่มที่ 25) จะวางขายแล้วแท้ๆ ไหงเพิ่งมาพูดถึงนิยายเล่ม 16 ล่ะ? มันมีอะไรดีงั้นหรือ?

คำตอบ ----------- ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ แค่อยากเขียนถึงนิยายที่เพิ่งมาอ่านเอาวัน-2 วันนี้ครับ จะบอกว่า อินเดกซ์เล่ม 16 เป็นนิยายอินเดกซ์เล่มแรกที่ผมอ่านรวดเดียวจบ ไม่ได้พักไปอ่านเล่มอื่นก่อนเลย คงต้องยกความดีความชอบให้ผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษของเล่มที่ 16 ที่ใช้คำได้ดี ไม่ยากจนต้องเปิดดิกทุกคำแบบ นิยาย Love Letter SS ที่ผมเพิ่งแปลให้อ่านกันไป หรือจะพูดง่ายๆคือ "คนแปลเขาไม่ดัดจริต" จ่ากบเลยอ่านได้สนุกมากๆครับ เมื่ออ่านจบแล้ว จึงมาเล่าสู่กันฟัง

นิยายเล่ม 16

เรื่องหลักของเล่มนี้คือ
(1) อควา แห่งเบื่้องหลัง , 1 ใน 4 สมาชิกของ God's Right Seat หรือคือพวกที่อยู่บนยอดพีระมิดของศาสนจักรโรมัน ตามมาชิง "แขนขวา" ของโทมะ ถึงเมืองแห่งการศึกษา หลังจากที่โทมะไปเปิดตัวเป็น "ภัยคุกคาม" หลังจากเก็บ สมาชิก God's Right Seat อีกคน (เททล่า แห่งเบื่องซ้าย) ที่ฝรั่งเศสไปเมื่อเล่ม 14
(2) อิทสึวะ และ กลุ่มลัทธิอามาคุสะ ที่มองโทมะเป็น "ผู้ช่วยให้รอด" และ "สหาย" จึงรับคำสั่งจากเนซเซสซารีอุส ให้มาปกป้องโทมะ
(3) โทมะ VS อควา
(4) เซนต์ VS เซนต์
(5) อิตสึวะ แล้วก็อิตสึวะ

ครับ เนื้อหาหลักก็มีเท่านี้แหละครับ ที่สำคัญคือ มันเป็นนิยายกำลังภายในไปซะ 80% ของเล่ม ดังนั้นแล้ว จึงอ่านจบได้ไวมาก เพราะเกือบทั้งหมดเป็นการบรรยายการต่อสู้ของอควาที่ถึกเกินมนุษย์มนา อ่านไปอ่านมา เฮียอควาเนี่ย แกเป็นจอมยุทธ์จากเรื่องฟงอวิ๋นหรือไง เพราะมันต่างจากที่ผ่านมาเหลือเกิน ที่ผ่านมา เราจะได้เห็นฉากต่อสู้ของเหล่าเอสเปอร์ที่ใช้สมองมากๆ ไม่ก็การต่อสู้ของเหล่าผู้ใช้เวทที่ แน่นอนว่าใช้เวทมนตร์

แต่อควาไม่ใช่ครับ เฮียแกไม่ต้องใช้เวทมนตร์ก็อัดโทมะไปนอนเป็นมัมมี่ได้ตั้งแต่หน้าแรกๆ ของเล่ม!! เฮ้ย!! มันจะเทพไปไหนล่ะนั่น ว่าแต่ พอโทมะไปนอนโรงพยาบาล แล้วใครจะสู้ล่ะ? เหอๆ ไปอ่านกันเองเถอะครับ รับรองว่าน่าติดตามไม่น้อยเลยล่ะ

อีกอย่างคือ สาวๆ ครับ อันที่จริง หนูอิตสึวะที่โนตมคนนั้น เป็นที่ต้องตาจ่ากบมาตั้งแต่เล่ม 14 แล้วล่ะครับ เอิ้กๆ พอดีเล่มนี้หนูอิตสึวะมาเป็นทั้งบอดี้การ์ดและภรรยา เอ้ย คนดูแลพี่เม่น ซึ่งทำให้อิตสึวะเป็นสาวๆ ที่หลายคนอวยกันให้ลงเอยกับพี่เม่น แม้ตัวจริงที่พ่อแม่เป็นใจอย่างบิริบิริจะมาแรงแซงโค้งสุดท้าย (ทั้งๆที่จืดจางมากๆในช่วงหลังเล่มที่ 16 เป็นต้นไปก็ตามที) ก็เถอะนะ แต่เชื่อว่า อิตสึวะจะโกยคะแนนได้ในอนิเมภาคหนังโรง และ ซีซั่น3 ที่น่าจะตามมาในปี 2012 หรือ 2013 ล่ะนะ

ตอนแรกว่าจะอ่านเล่ม 16 ไปแปลไป หรืออ่านจนจบแล้วมาแปล แต่ไปๆมาๆ สงสัยต้องคิดอีกทีครับ เพราะถึงผมจะอ่านได้ไวมาก แต่เชื่อว่า กว่าจะถอดเป็นไทยได้จบเล่ม ภาค 2 เล่ม 3 น่าจะออกมาก่อนเป็นแน่แท้ครับ แถมแปลไปก็ไม่รู้จะมีใครอ่านมั้ย? ก็เลยสองจิตสองใจอยู่ครับ

คงไม่มีอยากอ่านสำนวนเห่ยๆของจ่ากบใช่มั้ยครับ?

งั้นไว้เจอกันเมื่อผมอ่านนิยายเล่มต่อๆไป ละกันครับ Cry

(นิยายแปล) Toaru Love Letter SS

posted on 16 Nov 2011 18:55 by overtime in Novel
ไม่ได้แปลมานาน อาจจะขาดตกบกพร่อง มีพิมพ์ผิดบ้าง จะพยายามแก้ไขนะครับ

นิยายสั้นเรื่องนี้ とある魔術の禁書目録 ラブレター争奪戦  เป็นส่วนหนึ่งในเรื่อง "อินเดกซ์ คัมภีร์คาถาต้องห้าม" ครับ ซึ่งลงเป็นนิยายสั้นๆในหนังสือรวมภาพสี Rainbow Spectrum ของ ไฮมูระ คิโยทากะ ผู้วาดภาพประกอบนิยายของ"อินเดกซ์ คัมภีร์คาถาต้องห้าม" 

โดยเซ็ตเวลาอยู่หลังจากจบอนิเมซีซั่น 2 ไปแล้ว ดังนั้นตัวละครจะครบเครื่องกว่าช่วงแรกๆ ยังไงๆก็ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ

(อนึ่งผมแปลมาจากภาษาอังกฤษ ถ้ามีอะไรผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยนะครับ)
 

บทที่ 1

“คามิโจ”

วันหนึ่งในช่วงเวลาปลายใบไม้ร่วงย่างเข้าเหมันต์

ถ้าให้เฉพาะเจาะจงอีก ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เวลาช่วงพักเที่ยงมีสีสันขึ้น

คามิโจ โทมะ อยู่มั้ย?”

ที่ทางเข้าห้องเรียนมีร่างของ “รุ่นพี่” ที่ดูยังไงก็ไม่ได้แอบมองมาจากทางระเบียง เธอคนนั้นมีผมดำยาวประบ่า รูปร่างสูง อวบอึ๋ม และแน่นอนว่าเป็นคนสวย กระโปรงยาวจากเครื่องแบบนักเรียนชุดกลาสีดูแข็งแกร่งราวเป็นปราการเหล็ก บางคนอาจจะเห็นสะดือของเธอจากช่องว่างระหว่างเสื้อและกระโปรงของเธอ เธอผุ้นี้ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนหัวดีและเล่นกีฬาเก่ง  แถมเธอผู้นี้ยังไม่เคยที่จะเดือดร้อนในเรื่องเงินทอง ยกเว้นแต่เรื่องชาแดงกับเค้กแสนอร่อยเท่านั้นที่เธอคิดจะแคร์ แม้เธอจะเป็นเพียงวัยรุ่น แต่เธอก็แยกรสชาติบรั่นดีรสเลิศออก และ ถึงแม้จะเห็นเธอขับรถสปอร์ตสีแดงสดมาก็คงไม่มีใครรุ้สึกแปลกแยกเป็นแน่แท้ แน่นอนว่าอันหลังสุดเป็นแค่เรื่องสมมติ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่คนทั่วไปอาจจะมองเห็นได้ไม่ยาก

 

เธอคือ คุโมคาวะ เซริอะ

นักเรียนเกือบทุกคนในโรงเรียนนั้นเห็นเธอเป็น “รุ่นพี่สาวสวย” และยังให้ความรู้สึกไปถึงขนาดว่า “หากเราลอกหนังชั้นนอกของเธอออกเราอาจจะเจอสุดยอดหุ่นยนต์ก็เป็นได้” จะเห็นว่าไม่มีใครสามารถคบหากับเธอผู้นั้นได้เลย มีเพียงแต่เสียงร่ำลือว่า “อะไรนะ?” “คนสวยที่ยิงบิวตี้เลเซอร์ออกมาได้” และ “เอาอีกแล้วครับทั่น,เธอมาหาคามิโจอีกแล้ว” พวกเขารู้จักแค่ชื่อของคามิโจเท่านั้น

อย่างน้อยๆ นักเรียนในห้องนี้บางส่วนก็สามารถที่จะมองข้ามความงามของเธอไปได้ แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ทำให้เป็นแบบนั้นได้ ก็เพราะเรื่องที่ “รุ่นพี่สาวสวย” มาหาคนๆหนึ่งมันลามไปทั่วห้องแล้วมากกว่า

“หืม? ไม่เห็นอยู่ในห้องเลย วันนี้ตานั่นลาหยุดเหรอ?”

คิ้วของคุโมคาว่าขมวดปมบ่งบอกว่า “หาคนๆนั้นไม่เจอ”

ท่าทางเธอจะผิดหวังไม่น้อย

จากนั้น เธอได้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ไปยังใครบางคน

“เอาเถอะ ฝากใครซักคนไปละกัน อืม เอาใครดีนะ? เอาคนที่ผมดำยาว หน้าผากกว้าง อกใหญ่ คนที่ทำตัวเลียนแบบฉันคนนั้นละกัน”

“เธอนี่เสียงดังไปแล้ว หนวกหูจริงๆ”

คุโมคาวะมองไปยังคนที่ถูกยกให้เป็น “ว่าที่ดาวของชั้น ม.4” ฟุคิโยเสะ เซริ

ตอนนี้เสียงพึมพำในห้องจึงเปลี่ยนเป็น “อ้อ พี่เขามาหาฟุคิโยเสะน่ะเอง” ไปซะงั้น

ขอนอกเรื่องสักนิด ส่วนไหนที่เธอถูกยกให้เป็น “ว่าที่” นั้น คงไม่พ้นส่วนที่อยู่ใต้ไหปลาร้า หรือส่วนหน้าอกหน้าใจนั่นเอง

ฟุคิโยเสะที่ดูไม่สบอารมณ์เริ่มฮึดฮัดและลุกจากที่นั่ง เดินปรี่ไปยืนต่อหน้าคุโมคาวะ

“ฉันไว้ผมทรงนี้ตั้งแต่ฉัน 5 ขวบ เลิกตัดสินคนจากมาตรฐานส่วนตัวคุณได้มั้ยคะ?”

“แหม บังเอิญจังเลย ฉันก็ไว้ทรงนี้มาตั้งแต่ 5 ขวบเหมือนกัน”

“แล้วฉันไปเลียนแบบคุณตอนไหนไม่ทราบ?”
“แต่ว่านะ ฉันเป็นรุ่นพี่เธอ เธอก็อายุน้อยกว่าฉัน 1 ปีไม่ใช่หรือไง”

อึก.. ฟุคิโยเสะได้แต่ยืนฮึดฮัดไม่พอใจและจ้องมองคุโมคาวะ ทางคุโมคาวะเองก็รู้สึกสนุกจึงใช้นิ้วดันหน้าผากของฟุคิโยเสะไปพลาง

ไม่ใช่แค่นั้น อวัยวะอันโดดเด่นใต้กระดูกไหปลาร้าที่พวกเธอมีล้นเหลือตั้งแต่สมัยอนุบาล กำลังโรมรันกันอยู่นั้นทำให้พวกเธอไม่รับรู้ถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่คนรอบข้างรู้สึกเลย

 และเพราะเรื่องนี้ที่มุมหนึ่งของห้อง อาโอกามิ เพียซ กับ สึจิมิคาโดะ โมโตฮารุ จึงจดจ้องเธอทั้งสองด้วยสายตาอกุศล และพูดขึ้นมาว่า

“เห..ถึงประเทศนี้จะพบสภาวะเศรษฐกิจซบเซา หรือ อะไรก็เถอะ แต่ไม่น่าเชื่อว่า ยังมีส่วนที่ขยายตัวได้อีกนะนั่น”

“แถมยังขยายตัวในแถวที่ควรขยายด้วยนะนั่น”


นอกจาก 2 หน่อนั่นแล้ว บรรยากาศดำมืดยังแอบปรากฏแถวๆ สาวผู้มีผมยาวคล้าย 2 คนนั่นอย่าง ฮิเมกามิ ไอสะ (ผู้ที่อกไม่ใหญ่) อีกคนด้วย

ฟุคิโยเสะเลิกหน้าผากของเธอออกและโต้กลับ

“แล้วรุ่นพี่ผู้มากประสบการณ์มีธุระอะไรในห้องของเด็กน้อยด้อยประสบการณ์ล่ะคะ?”

“ก็ เพราะสิ่งนี้...น่ะสิ!”

คุโมคาว่าพูดอย่างฉับไว พร้อมชักซองกระดาษสีขาวที่มีรูปร่างเหมือนคีย์การ์ด และ หยุดมันระหว่างหน้าของพวกเธอเอง และด้วยความร้อนจากการเสียดสี ฟุคิโยเสะตะโกนออกมา

“ร้อนๆๆ”

“หืม ยังต้องไปฝึกมาอีกนะเธอ”

ไม่รู้ทำไม หน้าผากของคุโมคาว่าสะท้อนแสงพร้อมกับที่เธอยิ้มอย่างมีชัย จากนั้นเธอก็ส่งต่อซองจดหมายจากนิ้วมือเธอให้ฟุคิโยเสะในขณะที่ยิ้มอยู่อย่างนั้น

สิ่งที่ส่งต่อให้เธอนั้น

“อ๋า?”

“ก็แค่จดหมาย จะตกใจอะไรนักหนา?”

ใครเห็นก็รู้ว่า มันคืออะไร แต่ที่ปลายจมูกของฟุคิโยเสะกลับมีสติ๊กเกอร์น่ารักๆรูปหัวใจติดอยู่ หรือว่า “ไอ้นั่น” จะอยู่ในซองนั้น?

คุโมคาว่าที่เป็นผู้หญิงส่งจดหมายรักให้ฉันเนี่ยนะ จากผู้หญิงเนี่ยนะ? ฟุคิโยเสะนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง และพลันนึกออกว่าคุโมคาว่ามาหา “ตานั่น” ไม่ใช่หรือ?

พูดง่ายๆ ก็คือ

“มันเป็นจดหมายรัก ท่าทางตานั่นจะไม่มาใช่มั้ยล่ะ? งั้นฝากส่งให้ฉันทีสิ”

ตอนนั้นเอง

ในหัวของฟุคิโยเสะ เซริขาวโพลนไปหมด

รุ่นพี่โนตมยิ้มให้รุ่นน้องโนตมที่ยังไม่ฟื้นสติ และพูดต่อ

“โอ้ ขอเตือนไว้ก่อนนะ ห้ามอ่านเนื้อหาในจดหมายนี้และ ขอแนะนำว่าอย่าทำอะไรโง่ๆ นอกเหนือจากการส่งเจ้านี่ให้อีตานั่นเด็ดขาด”

“เอ่อ”

“จด..”

“จดหมายรัก!?”

“หา? ให้ไอ้คามิโจ? ไม่ใช่เราเรอะ?”

ทุกคนในชั้นเรียนเริ่มกระพือข่าวลือกันเสียงขรม

คุโมคาวะกระซิบข้างหูฟุคิโยเสะที่ยังอึ้งไม่หายว่า

“ อ้าว? ทำไมเธอต้องช็อกขนาดนั้นด้วยล่ะ? หรือมีเรื่องที่ทำให้เธอส่งจดหมายนี่ให้ตานั่นไม่ได้”

“ไม่”

“ถ้าไม่มีอะไรขัดข้องล่ะก็ ฉันฝากด้วยก็แล้วกัน กับอีแค่เอาสมุดจดไปให้เพื่อนที่เป็นหวัดอยู่กับบ้าน เด็กประถมที่ไหนก็ทำได้ เรื่องง่ายๆ แค่นี้เองเนอะ”

จากนั้นคุโมคาวะโบกมือลาอย่างสบายอารมณ์ และ เดินลับจากห้องเรียนไป

ส่วนทางฟุคิโยเสะที่ยังอึ้งไม่หาย ยังคงถือจดหมายที่ไม่รู้จะเอายังไงกับมันดีไว้ในมือ หลังจากที่รวบรวมสติได้ ความไม่สบอารมณ์ของเธอก็ปะทุออกมา

“อะไรของเขาเนี่ย?”

เรื่องใหญ่เกิดขึ้นซะแล้ว!!

 

 

บทที่ 2

จดหมายรัก

“คามิโจ” “ไอ้เวรคามิโจ” “ทำยังไงให้มันเลิกคบกับคนสวยคนนั้นได้วะ” ความโกลาหลอบอวลไปด้วยเสียงก่นด่าของนักเรียนในห้อง มีเพียงฟุคิโยเสะที่จ้องมองจดหมายในมือเธอ

 

ฟุคิโยเสะนึก มีทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับ นั่นสินะ ถ้ามองในเรื่องของความประทับใจ ถ้ามีใครสักคนใช้วิธีการแบบล้าสมัยอย่างการเขียนบนกระดาษ ก็คงจะสร้างความทับใจให้ไม่น้อยล่ะนะ

ถ้ายกตัวอย่างในแง่ลบล่ะก็ มันไม่ต่างอะไรกับจดหมายลวงทางการเงิน กว่าที่จะมีใครตอบกลับไป ผู้รับบางคนคงได้ใช้เวลาในการพิจารณาไตร่ตรองไปสักครั้งแล้ว ในตรงกันข้ามคือ ผู้ส่งที่เขียนจดหมายนั้นต้องมีความมั่นใจไม่น้อยว่า “ไม่มีทางถูกปฎิเสธอยู่แล้ว” และเหมือนได้บังคับฝ่ายตรงข้ามไปกลายๆแล้ว

 

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ข้อความที่อยู่ในจดหมายก็ยังได้ทำหน้าที่ของมัน

“การส่ง” ของจดหมายเป็นการแสดงเจตนาของผู้ส่ง แถมยังเหมือนบังคับให้ผู้รับต้องตอบกลับก่อนจะเปิดจดหมายเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับรับจดหมายรักแล้วล่ะก็ เมื่อเรื่องพรรค์นี้ได้เกิดขึ้นกับตัว ยังไงๆผู้รับก็ต้องหวั่นไหวบ้างแหละ เรียกว่ายังไม่ทันที่ผู้ส่งจะสงบใจได้ คนอื่นอาจจะร้องขอถึงคำตอบทันทีเลยก็ได้ และกว่าผู้รับจะตั้งสติได้ บางทีก็ทุกอย่างก็แสดงผลลัพธ์ไปเรียบร้อยแล้ว แบบนี้มันไม่ธรรมดาแล้วไม่ใช่เหรอ?

(เดี๋ยวๆๆๆ นี่เราสติแตกเพราะกับอีแค่รุ่นพี่วานให้ส่งจดหมายเนี่ยนะ?)

“นั่นน่ะเหรอ จดหมายที่ว่าน่ะ”

เพื่อนร่วมชั้น ฮิเมกาว่า ไอสะ จดจ้องมาที่ฟุคิโยเสะ

ฟุคิโยเสะเอาจดหมายมาโบกเล่นและบ่นว่า

“ฉันเพิ่งโดนวานให้ทำเรื่องที่ชวนหงุดหงิดนะจะบอกให้ หอของพวกผู้ชายอยู่คนละฟากของทางที่เรามาโรงเรียนเลยนะจะบอกให้”

“พอพูดถึงเรื่องนั้น มันก็ใช่ล่ะนะ”

“หอนักเรียนชายกับหอนักเรียนหญิงที่ถูกแยกกันอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องไปที่นั่นเนี่ยนะ พูดแล้วก็เหมือนโดนเกมลงโทษยังไงก็ไม่รู้สิ เหมือนถูกส่งไปเข้ารกเข้าพงชัดๆ”

“เหรอ? พอดีฉันเคยได้ไปอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกัน”

หลังจากจ้องหน้าฮิเมกามิที่เพิ่งพูดจบ ฟุคิโยเสะก็หันมาจ้องที่ซองจดหมายอีกครั้ง

น่าหงุดหงิดเป็นบ้า ฉันไม่เห็นอยากเป็นเด็กเดินสารให้ซักหน่อย โดยเฉพาะยัยคนนั้น ถ้าฉันต้องยอมเป็นลูกไล่ยัยบ้านั่น อย่างน้อยฉันต้องขอเช็คอุปนิสัยยัยนั่นก่อนแล้วล่ะ ต้องหาใครมาทำแทน แล้วจะให้ใครทำให้ดีล่ะเนี่ย?

“อ้อ นึกออกแล้ว!”

“?”

 

บทที่ 3

ถึงมันจะเป็นช่วงหลังเลิกเรียน และไม่มีกิจกรรมพิเศษนอกหลักสูตรให้ทำแล้วก็ตาม แต่ถ้าใครคิดว่าชีวิตอาจารย์ระดับชั้น ม.ปลายจะหวานหมูล่ะก็ ผิดถนัดเลยล่ะ

เพราะตอนนี้ อาจารย์ประจำชั้นเจ้าของส่วนสูง 135ซ.ม. นาม สึคุโยมิ โคโมเอะ ยังอยู่ในห้องพักครูเพื่อรบรากับแป้นคีย์บอร์ดของเจ้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่หน้าจออุดมไปด้วยสารพันคำถามสำหรับสอบย่อยอยู่อย่างไม่วางมือ

อาจารย์สาวที่มีสีหน้าเบื่อหน่ายและนั่งหมุนเก้าอี้ไปเรื่อยๆ อยู่ข้างๆเธอ พูดว่า

“เอ๋ อาจารย์สึคุโยมิ ทำไมวันนี้ดูเธอทุ่มเทกับงานกว่าปกติอย่างนี้ล่ะ?”

“ฉันอยากจะทำมันให้เสร็จๆ และไปถล่มร้านน่ะสิ ฉันน่ะอยากไปฟาดเบียร์ในบาร์นั้นให้เหี้ยนเลย วันนี้ฉันถึงไม่ขับรถมาทำงานไงล่ะคะ   ถ้าขืนโดนการบ้านมากดดันล่ะก็ฉันคงไม่กล้าเรียกตัวเองว่าอาจารย์แล้วล่ะค่ะ”

อ้อ อย่างนี้นี่เอง

ตอนนั้นเองที่ฟุคิโยเสะ เซริเดินเข้ามา

“นี่ค่ะ อาจารย์ มีคนฝากสิ่งนี้มาให้หนู ช่วยเอาไปส่งที่บ้านของคามิโจคุงได้มั้ยคะ?”

“กรี้ด”

อาจารย์โคโมเอะหลุดปากตะโกนออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

ฟุคิโยเสะเมินสีหน้าอาจารย์และพูดต่อ

“หนูไม่ได้ยินว่า มันควรไปถึงเมื่อไหร่ แต่ดูแล้วถ้าไม่ถึงมือเขาในวันนี้ มันคงจะไม่เหมาะแน่ค่ะ ยังไงก็ช่วยส่งให้หนูด้วยนะคะ อาจารย์”

“แต่, แต่เธอก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าอาจารย์กำลังยุ่งอยู่ ว่ากันตามตรงนะ ทำไมอาจารย์ต้องไปส่งของให้นักเรียนด้วยล่ะคะ? แถมน้องเบียร์ดำยังรออาจารย์อยู่ด้วยนะคะ ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ...อะไรคะนี่? จดหมายรัก?”

ตาของอาจารย์โคโมเอะจับจ้องไปยังจดหมายที่นักเรียนส่งให้และกระโดดตัวเหยงตอบรับความตกใจ

ฟุคิโยเสะถอนหายใจและพูดต่อ

“บ้าบอใช่มั้ยล่ะคะ? ถึงผู้หญิงเพี้ยนๆคนนั้นจะทิ้งไอ้นี่ไว้กับหนูแล้วก็เผ่นไปเฉยเลยก็เถอะ แต่เราไม่ควรจะทำเฉยกับเรื่องนี้ใช่มั้ยล่ะคะ?”

“........”

แย่แล้ว อาจารย์โคโมเอะคิด

ความสัมพันธ์ชาย-หญิงของนักเรียน เป็นเรื่องที่อันตรายสุดๆ และเป็นเรื่องที่เปราะบางมากสำหรับอาจารย์ ถึงจะบอกว่า หน้าที่ของนักเรียนคือการเรียนก็ตามทีเถอะ แต่เจตนาไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายมันเป็นเรื่องต้องห้ามนะ สมัยนี้หนุ่มๆสาวๆอาจจะถูกรักทำพิษเอาก็ได้ ถ้าอาจารย์ไม่ระวัง นักเรียนก็อาจจะไม่มาเรียนก็ได้ ดีไม่ดี อาจถึงขั้นฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ

แต่ถึงอย่างนั้น

หวา นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะเนี่ย นี่เรากำลังถูกนักเรียนดูถูกว่าปฎิเสธคนไม่เป็นใช่มั้ยเนี่ย? แต่ถ้าเราปฎิเสธไปอย่างไร้เหตุผลล่ะก็ สุดท้ายเราอาจจะทำให้เกิดเรื่องด่างพร้อยในอนาคตของนักเรียน ดีไม่ดีอาจลามไปถึงชีวิตเลยก็ได้ ถ้าเป็นงั้นเราไม่มียอมรับได้แน่

ขณะที่อาจารย์โคโมเอะกำลังกลัดกลุ้ม เพื่อนร่วมงานในชุดกีฬาที่นั่งข้างๆก็พูดออกมาอย่างสบายๆว่า

“เหอ? เท่านี้ก็ยังโอเคไม่ใช่เหรอ?”

“ใครว่ายังโอเคกันล่ะคะ? แล้วเท่าไหนถึงจะไม่ได้ล่ะคะ?

“ตราบใดที่ไม่ป่องซะก่อน ก็โอเคหมดแหละ”

“เป็นอาจารย์พละแท้ๆ ไหงมาพูดแบบนี้ได้ล่ะคะ!?”

ฟุคิโยเสะสบโอกาสจึงปลีกตัวออกจากห้องพักครูในระหว่างที่อาจารย์โคโมเอะเหวี่ยงแขนแสดงน้ำโห

“ถ้างั้นก็ หนูฝากอาจารย์ต่อเลยนะคะ หน้าที่หนูหมดแล้วค่ะ”

“อ๋า อย่าเพิ่งไปสิฟุคิโยเสะจัง อาจารย์ยังมีงานต้องทำอีกเพียบเลยนะ แถมคุณยังเป็นคนมาขอให้อาจารย์ทำอีก กลับมาก่อนสิคะ”

“หา?”

สาวผมยาวโนตม ฟุคิโยเสะแสดงสายตาระแวดระวังและตัดพ้อว่า

“งั้นอาจารย์จะให้หนูไปที่หอชายตอนหลังเลิกเรียนในช่วงโพล้เพล้ แถมที่นั่นยังเป็นห้องของคามิโจคุงอีกหรือคะ?”

“...อาจารย์พอจะจินตนาการถึงปัญหาออก แต่ถ้าเป็นคามิโจจังล่ะก็ อาจารย์ว่าเจ้าตัวเขาคงไม่มีพิษภัยหรอกค่ะ”

“หืม? อย่างนี้ถึงท้องก็ไม่มีพิษภัยงั้นสิ?”

ฟุคิโยเสะอาศัยจังหวะที่โคโมเอะโมโหเพื่อนอาจารย์ด้วยกันอีกครั้ง หลบฉากจากห้องพักครูอย่างรวดเร็ว

“งั้นหนูกลับก่อนนะคะ ยังไงคามิโจคุงก็คงไม่ทำอะไรอาจารย์หรอกค่ะ”

“ฟุคิโยเสะจังอาจารย์บอกแล้วไงคะว่า อาจารย์มีนัดดวลกับน้องเบียร์ดำ แล้วจะให้อาจารย์ทำยังไงกับเจ้าจดหมายนี่ล่ะเนี่ย?”

 

ก็อย่างที่ว่า ตอนนี้ไม้ผลัดได้ส่งต่อจากฟุคิโยเสะไปยังอาจารย์โคโมเอะเรียบร้อย

แล้วสิ่งที่อยู่ในหัวของฟุคิโยเสะที่หลอกล่ออาจารย์ได้สำเร็จมันคืออะไรกันนะ?

พระเจ้าขา ช่วยดลบันดาลให้ตาบ้าคามิโจรับผลกรรมอย่างเลวร้ายและเจ็บแสนสาหัสด้วยเถ้อะ

 

บทที่ 4

ลาก่อนน้องเบียร์ดำ

“เฮ่อ ฮ่าห์ อ๊าย ฉันไม่ขับรถมาเพราะตั้งใจจะเมาเละแท้ๆ เลยต้องเดินซะเมื่อยเลยเนี่ย”

อาจารย์โคโมเอะถอนหายใจเฮือกใหญ่ไปพร้อมกับการเดินไปพักเหนื่อยไปบนถนนยามโพล้เพล้

คนที่เดินเป็นเพื่อนเธอก็คืออาจารย์ในชุดกีฬาคนเดิมที่พูดอย่างติดตลกว่า

“ฮ่าๆๆ สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องยอมทิ้งน้องเบียร์ดำและตั้งใจทำข้อสอบไปอย่างเดียว”

“...ทำไมอาจารย์โยมิคาว่าดูมีความสุขจังล่ะคะ?”

“ก็เพราะสวรรค์ลงโทษคนที่ไปดื่มโดยไม่ชวนฉันแล้วน่ะสิ”

“ฉันไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ”

“เอาเถอะน่า สุดท้ายเธอก็แค่หย่อนจดหมายลงในกล่องรับแล้วก็ปลีกตัวเลยก็จบแล้วนี่” “ว่าไงดีล่ะ? มันคงไม่ดีกับภาพลักษณ์ของอาจารย์ล่ะนะ ไม่ว่าจะส่งถึงมือ หรือ ยึดเอาไว้กับตัวก็ตาม”

ถึงจะเป็นอาจารย์แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายชีวิตของนักเรียนนัก แต่ในเวลาเดียวกันก็ควรจะจับตามองนักเรียนบ้างเหมือนกัน

“เดี๋ยวสิ”

จู่ๆ อาจารย์ในชุดพละก็ถามออกมา

“หรือว่าอาจารย์โคโมเอะรีบร้อนไปหานักเรียนจะมีเหตุผลพิเศษอะไรอยู่? อย่าบอกนะว่า  โดยส่วนตัวแล้วเธอไม่อยากส่งจดหมายเนี่ยให้นักเรียนคนนั้น?”

“พูดอะไรคะนั่น? รีบไปส่งจดหมายให้คามิโจคุงแล้วเราก็กลับกันเถอะค่ะ”

ทั้ง 2 คนยังคงต่อล้อต่อเถียงกันไปพร้อมกับมุ่งหน้าไปยังหอนักเรียนชายต่อไป

 

บทที่ 5

ใกล้ๆกันนั้นเอง มีนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่งได้ยินเรื่องที่อาจารย์คุยกัน

เธอคือ มิซากะ มิโคโตะ

“.....”

“คุณพี่ขา มีอะไรเหรอคะ?”

รุ่นน้องของมิซากะ มิโคโตะ , ชิราอิ คุโรโกะถาม  เธอ 2 คนกำลังกลับจากโรงเรียนอยู่ แต่มิโคโตะกลับไร้คำตอบต่างจากแรงตอบรับจากหัวใจเธอ

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่...”

มิโคโตะหันไปมองอาจารย์พละร่างสูง กับ เด็กหญิงคู่นั้น

( มันยังไงกันเนี่ย? เมื่อกี้เด็กคนนั้นพูดชื่อตาบ้านั่นออกมางั้นเหรอ..?  รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดียังไงก็ไม่รู้ ทำไมถึงคิดไปว่าจดหมายในมือเด็กคนนั้นไม่ควรจะไปถึงมืออีตาบ้านั่นได้ล่ะ?)

ในจังหวะที่มิโคโตะกำลังคิดเรื่องเด็กหญิง(?)คนที่ถือจดหมายที่จะส่งถึงนักเรียนนั้น

“อ๋า อาจารย์โคโมเอะ จดหมายไปไหนแล้วล่ะ?”

“ว้าย  จดหมายโดนลมพัดไปแล้ว”

แม้ทั้งคู่จะรีบไล่ตามจดหมายไปก็ตาม แต่บนถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยสะพานที่อยู่เหนือหัวแล้ว จดหมายจึงลับตาทั้งคู่ไปยังอีกฟากของสะพาน และ ร่อนไปยังพื้นหน้ามิโคโตะ

นั่นก็คือ นี่เป็นโอกาสของเธอแล้ว

อย่างน้อยก็พอจะได้โอกาสล่ะนะ

“มิซากะไม่ยอมให้คุณพี่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ มิซากะกล่าว”

“!?”
เมื่อได้ยินเสียงจากด้านหลัง มิซากะรีบเอานิ้วทิ่มตาทั้ง 2 ของชิราอิเพื่อบดบังสายตา และใช้แขนเพื่อเข้าท่ายูโดทุ่มชิราอิข้ามไหล่ให้เธอหมดสติ

“แอ้ก คุ...คุณพี่ขา นี่เป็นวิธีการแสดงความรักของคุณพี่เหรอคะ”

ชิราอิเพ้อเยี่ยงคนละเมอ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม ทำไมจู่ๆก็มีฉากแอ็คชั่นในเหตุการณ์แบบนี้ได้ล่ะ? แต่ถ้าไม่คิดเรื่องความแปลกแล้ว จะเห็นได้ว่ามิโคโตะไม่ต้องการให้ชิราอิมีส่วนในเรื่องนี้นั่นเอง

มิโคโตะหันกลับไป

อย่างที่เธอกะไว้ ผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือ หนึ่งในโคลนของมิโคโตะ ผู้มีซีเรียลนัมเบอร์ 10032

“เมื่อตัดสินจากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับของจดหมายสำคัญนั้นคือ “คนคนนั้น” ดังนั้นแล้วจดหมายฉบับนี้จึงไม่ควรตกอยู่มือของคุณพี่ มิซากะพูดพร้อมกับแสดงเจตนาที่จะต่อสู้”

“...เธอ, เธอรู้หรือเปล่าว่าตัวเองพูดอะไรออกมา”

“มิซากะมีความมั่นใจในสิ่งที่ตนเองพูด”

10032 ถอนหายใจขึ้นจมูก

“มิซากะจะสร้างความเป็นจริงที่ว่า ‘จดหมายได้ถูกคุณพี่ชิงไป และตัวเองได้ชิงมันกลับมาได้และส่งไปถึงมือผู้รับ’ และจะพูดกับเขาว่า ‘ฉันพยายามอย่างหนักเพื่อชิงมันคืนมา ช่วยชมเชยฉันด้วย’ มิซากะอวดอ้างอย่างได้ใจ”

“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า เธอจะมีนิสัยแบบนี้!”

มิโคโตะจับจ้องไปที่10032 หากเธอสู้กัน ผลลัพธ์มันย่อมเด่นชัดแต่แรก ถ้าแพ้ร่างโคลนเราคงสู้หน้าใครไม่ได้แล้ว

“คุณพี่คิดอย่างนั้นอยู่สินะคะ”

“เธอไปอ่านใจใครมายะ? ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นซักหน่อย”

“มิซากะอ้างอิงจากลักษณะการโต้ตอบของคุณพี่ แม้ว่ามันจะไม่แน่ชัดว่าใครจะชนะ แต่ถ้าหากมิซากะใช้พลังของเน็ตเวิร์กทั้งหมดเพื่อจำลองยุทธวิธีรบของคุณพี่แล้วล่ะก็ มิซากะพอจะทำในสิ่งที่พูดได้แน่”

โฮะโฮ่ ถ้ามีจดหมายรักหรืออะไรน่าสนุกล่ะก็ มิซากะจะไม่หลีกทางไห้จนกว่าจะได้อ่านเนื้อหาข้างใน มิซากะพูดอธิบายในฐานะมิซากะ ถึงสิ่งที่สร้างความกระตือรือร้นตรงนั้น

“ถึงเธอจะพูดอย่างนั้น อยากให้บันทึกไว้ว่า เธอไม่ควรพูดผ่านสมองของมิซากะ”

จริงเหรอ? แต่มิซากะเน็ตเวิร์คทั้งมวลนั้นถูกควบคุมด้วยความคิดมวลรวมนะ ทำไมพูดจาเข้มงวดแบบนั้นล่ะ 10032 และตัวมิซากะเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดมวลรวม มิซากะพูดพร้อมกับเชิดคางของมิซากะขึ้น ตกลงว่ามิซากะทั้งหมดจะซัพพอร์ตคามิโจ โทมะ หรือ แอ็คเซลาเลเตอร์กันนะ? มิซากะใคร่รู้ในฐานะมิซากะที่อยากจะประมวลผลของเรื่องนี้

“เชอะ ถ้าเธอไม่พูดอะไร  มิซากะก็กำลังจะยิงนัดเดียวได้นก 2 ตัวแล้วแท้ๆ ---มิซากะบ่น อ๊ะ ซิมิวเลชั่น โหมดมัน...”

“นี่ ทำอะไรของเธอน่ะ? เมินฉันแล้วเอาเวลาไปคุยกันเองเนี่ยนะ?”

“มิซากะแค่อยากอธิบายว่า มิซากะทำได้”

เนื่องจากคิดวนไปวนมาและไม่ได้รับการสนับสนุนจากเน็ตเวิร์ค 10032 ก็พ่ายต่อผู้มีพลังจิตลำดับที่ 3  ไปอย่างง่ายดาย


บทที่ 6

ซองจดหมายปลิวลอยขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่แยแสการต่อสู้ในมุมหนึ่งของเมืองแห่งการศึกษา

แต่เพราะมันไม่ใช่บอลลูนที่ลอยด้วยฮีเลี่ยม มันคงไม่มีทางจะปลิวไปมาได้เรื่อยไปหรอก

แล้วจดหมายก็มีคนเก็บมันขึ้นมาจากพื้นถนน

“โอ๊ะ ดูเหมือนจะมีจดหมายน่าสนใจตกบนพื้นด้วยล่ะ”

เธอคนนี้คือเหมดฝึกหัดของเมืองแห่งการศึกษา สึจิมิคาโดะ ไมกะ

เธอนั่งอยู่บนหุ่นยนต์ทำความสะอาดทรงกระบอกที่เกือบจะดูดเอาจดหมายเข้าไปแล้ว ไมกะรีบใช้ไม้กวาดพลิกซองจดหมายขึ้นมาก่อนที่มันจะถูกดูดเข้าไป แม้การคว้าจับจดหมายกลางอากาศด้วยมือเดียวดูจะเป็นเรื่องที่ยากไปหน่อยก็ตามที แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ใส่ใจมันนัก

ไมกะมองซองจดหมาย ดูหน้าซองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พลิกกลับไปดูอีกด้าน

“หืม? ท่าทางจะเป็นจดหมายที่สำคัญไม่น้อยนะเนี่ย”

นอกจากเธอแล้ว พี่ชายของเธอ สึจิมิคาโดะ โมโตฮารุ ก็เดินเคียงข้างไมกะอยู่ และยืนชะงักเมื่อเห็นซองจดหมายในมือน้องสาว

“ไม, ไมจัง ให้พี่อ่านจดหมายนั่นหน่อยได้มั้ย?”

“หืม? ไม่ได้ไม่ได้ นี่เป็นของส่วนตัวของคนอื่นนะคะ  ถึงเป็นพี่ หนูก็ให้อ่านไม่ได้หรอก

“พี่,พี่ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆนะ มันมีอะไรบอกอย่างบอกพี่ว่า จดหมายฉบับนี้มันไม่เหมือนสิ่งที่เธอคิดนะ มันสำคัญมาก”

“ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้”

ในขณะที่คนพี่กำลังคว้าจับจดหมาย ไมกะก็เหวี่ยงแขนไปมาเพื่อเอาจดหมายหลบให้พ้นการคว้าจับที่ผิดปกติของพี่ชายเธอ

“อ๋า”

แล้วมือที่ถือจดหมายก็เหวี่ยงไปโดนเด็กสาวที่เดินอยู่แถวนั้นจนล้มเสียหลัก

“โอ๊ะ ขอโทษนะคะ”

ไมกะโค้งศีรษะให้ และเพิ่งสังเกตเห็นว่า

“อ้าว จดหมายไปไหนแล้ว?”

 

บทที่ 7

เด็กสาวที่ถือจดหมายเดินฝ่าฝูงชน แต่เธอไม่ได้เปิดอ่านจดหมายในซองนั้น

ก่อนหน้านี้เล็กน้อย ท่ามกลางฝูงชน มีใครบางคนยื่นมือออกไปคว้าจับโดยไม่ให้ใครรู้ตัว

คว้าได้อย่างเงียบงัน ดุจฝีมือของภูตผี

ตัวจริงของผู้ที่ชิงจดหมายไปนั้น เป็นเด็กสาวผมยาวสวมแว่น ดูท่าทางบอบบางคนหนึ่ง

ชื่อของเธอคือ คาซาคิริ เฮียวกะ

คาซาคิริชูซองจดหมายเหนือศีรษะเพื่อหาตัวผู้รับ

“เป็นของคนที่ฉันรู้จักนี่...”

ดูเหมือนว่า จดหมายฉบับนี้ได้วนเวียนไปทั่ว ทั้งเกือบจะโดนขโมย และ เป็นเหตุให้ทะเลาะวิวาท เราเองก็รู้จักผู้รับ

น่าจะรีบส่งต่อให้เขามากกว่าจะปล่อยให้มันตกอยู่ในมือของคนร้ายล่ะนะ

ดังนั้น คาซาคิริจึงออกเดินทางไปยังหอพักนักเรียนชายที่คามิโจ โทมะอาศัยอยู่

ที่หน้าทางเข้าหอพัก ก็มีห้องของผู้ดูแลหอ แต่กลับไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่จริงจังนัก ดังนั้นคาซาคิริจึงสามารถใช้ลิฟต์ไปยังชั้นที่ต้องการได้ง่าย เธอเดินผ่านระเบียงทางเดิน ผ่านประตูหลายบานและหยุดตรงประตูหน้าห้องของผู้รับ

ที่ประตูมีช่องรับจดหมาย สิ่งที่เธอต้องทำมีเพียงหย่อนจดหมายลงไปเท่านั้น

(หืม “เด็กคนนั้น” ก็อยู่ที่นี่นี่ , ถ้าเราหย่อนจดหมายนี่ลงไป เด็กคนนั้นอาจจะหยิบไปอ่านต่อก็ได้)

คาซาคิริหยุดคิดครู่หนึ่ง

(เอาเถอะ)

คาซาคิริตัดสินใจอย่างไม่ยากเย็น และหย่อนซองจดหมายน่ารักฉบับนั้นลงไปในช่อง

 

บทที่ 8

เด็กสาวผู้จดจำคัมภีร์เวท 103,000 เล่มเอาไว้ในสมองเล็กๆ ของเธอได้ยินเสียง ‘ตุบ’ เบาๆ จากช่องรับจดหมาย

“?”

เธอหันไปมองไปที่ประตู และมองไปรอบๆ แล้วอินเดกซ์ก็พบซองใส่ของที่ติดเอาไว้ใต้ประตู ที่ปกติเอาไว้เก็บจดหมายและหนังสือพิมพ์

แล้วเธอก็มองลึกลงไปอีก

ยังมีเวลาอีก 3 วินาทีก่อนที่อารมณ์นึกสนุกจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี

“หือ?”

อินเดกซ์เงยหน้า

เธอได้ยินเสียงแน่ๆ แต่กลับไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย

สิ่งที่อยู่ตรงนั้นมีเพียง

เส้นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆรอยข่วน

 

บทที่ 9

เด็กหนุ่มม้วนลวดทองแดงที่เขาเพิ่งยืดมันออกแล้วเก็บใส่ปลอกหุ้มแล้วเดินออกจากตึก

เส้นลวดนี่สะดวกดีจริง

มันสามารถใช้มัดคนทั้งรัดคอคนให้ถึงตายได้ มันสามารถใช้เป็นอาวุธที่พุ่งไปยังขาของคู่ต่อสู้ และแม้กระทั่งใช้เพื่อเอื้อมไปยังช่องแคบๆที่มือเอื้อมไม่ถึงได้อีก

ในที่สุดเขาก็ได้จดหมาย และเขาใช้นิ้วของเขาคลี่ดูชื่อบนซองจดหมาย

“นี่น่ะหรือการติดต่อที่ “ที่ปรึกษาของผู้อำนวยการ” ต้องการจะส่งถึงมือคามิโจ โทมะ” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ ในระหว่างที่ลอกสติ๊กเกอร์น่ารักๆ นั่นออก

ในตอนนั้นเอง

“เดี๋ยวสมองก็ไหลออกมาหรอก”

เสียงเด็กสาวถูกเอ่ยมาจากด้านหลัง

มันเย็นยะเยือก

จากนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกๆ ในกะโหลกของเขาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนมันหายไป

มันเหมือนไม้กระดานที่เต็มไปด้วยถั่วข้นๆถูกยกขึ้นและปล่อยให้มันไหลออก

แน่นอนว่า นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิดไปเอง

แต่เขาไม่อาจฝืนความรู้สึกนั้นได้

ในขณะเดียวกัน

เสียงแตกหักก็ดังออกมาจากกระดูกสันหลังของเขา

แม้จะไม่น่าเชื่อ ความเจ็บปวดที่ไม่น่าจะอยู่ตรงนั้นทำให้นิ้วของเขาชะงัก เขาขยับตัวไม่ได้ เขานิ่งจนเกือบเป็นท่อนไม้

ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เข้าใจ

(...คำพูดของยัยนั่น ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น)

เด็กหนุ่มรู้สึกถึงเหงื่อที่ปลายจมูกของเขา แต่เขาเช็ดมันออกไปไม่ได้

(...ยัยนั่นต้องการให้เรารู้สึกช็อกและเปิดช่องว่างงั้นหรือ?)

นี่ไม่ใช่พลังพิเศษที่เกิดขึ้นในเมืองแห่งการศึกษาแน่

มันเป็นเพียงกลเรียบง่าย

เด็กสาวผู้ใช้สมองของเธอแสดงความสามารถในความมืด เข้าควบคุมโดยใช้คำพูดของตนส่งให้เกิดผลอย่างหนึ่งขึ้น

เด็กหนุ่มที่ไม่อาจหันหลังไปมอง ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง

เขารู้

ถึงเขาจะไม่ได้หันไปมอง จิตของเขาก็สามารถจินตนาการได้ถึงรอยยิ้มของยมทูต

“จริงๆเล้ย ฉันเดาว่านายคงจะรู้นะว่า อารมณ์ของคนที่โดนคนอื่นมาเกะกะ เขาจะรู้สึกยังไง?”

ช่างเป็นวิธีพูดที่ไม่เหมือนใครจริงๆ

ลมหายใจของเธอลอยมาถึงหูของเด็กหนุ่ม

“แต่มันก็ง่ายสำหรับฉันล่ะนะ ลองคิดดูสิ ฉันจะเก็บนายเมื่อไหร่ก็ได้. ฉันแค่อยากจะคงเอาไว้ซึ่งเส้นสายที่ไว้ต่อต้านเจ้าหมอนั่น ดังนั้นฉันก็เลยจงใจปล่อยให้จดหมายส่งผ่านไปเรื่อยๆ เพื่อจับตาดูสถานการณ์ แล้วที่เหลือก็ล่อนายออกมา , แต่จริงๆ แล้วตอนนี้ , ฉันก็มีเหตุให้ทำลายแท่นที่นายยืนอยู่แล้วล่ะ”

“งะ..งั้น”

ฮอร์โมนที่ไม่ยอมให้เกิดการปฎิเสธถูกส่งออกมา

ปากของเขาหยุดอย่างสิ้นเชิง

“ก่อนหน้านั้น ฉันมีอะไรที่อยากลองอยู่”

มีเพียงเสียงหวานๆของเธอเท่านั้น ที่ผ่านเข้าโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง

มันผ่านมาลึกถึงในหูของเขา

มันผ่านไปลึกถึงในสมองของเขา

“นายคงเคยได้ยินบ่อยๆ ทั้งในหนังและในหนังสือการ์ตูนว่า ไอ้การสะกดจิต มันไม่มีอำนาจพอมั่งล่ะ, มันไม่มีผลกับคนที่ถูกควบคุมแต่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง หรือเวลาอันตรายถึงชีวิตมั่งล่ะ”

สิ่งที่เธอพูดมาไม่มีความหมายอะไรเลย

เนื้อหาจริงๆ ที่ทำให้เด็กหนุ่มต้องสะท้านก็คือ

การเปิดด้วยการใช้จิตวิทยาให้คิดว่า “เปิด” ทำให้เด็กหนุ่มตกอยู่ภายในใจของเขาเอง

“มันจะจริงหรือเปล่านะ?”

อย่างไรก็ตาม

ถึงเขาจะรู้ เขาก็หลีกเลี่ยงมันไม่ได้

มันเหมือนเป็นกล่องแพนโดร่า

ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่าห้ามไปเปิดมัน แต่ก็มีเสียงที่บอกให้ทำ,บังคับให้ทำอยู่ดี

“มันจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ก็มาลองดูหน่อยแล้วกัน”

 

บทที่ 10

วันต่อมา

หลังจากลาหยุดด้วยเหตุผลส่วนตัว ในที่สุดคามิโจ โทมะก็กลับไปเรียน

ดังนั้น

“เฮ้ยๆ คามิโจ แกจะตอบว่าไงวะ?”

“จดหมายรักเป็นไงบ้างวะ?”

“ตรูกะแล้ว ความสามารถของเอ็งก็คือ การทำให้สาวรุ่นพี่หลงรัก,ใช่ป่ะ”

คามิโจรู้สึกแปลกมากๆ ,อาโอกามิ เพียซ กับ สึจิมิคาโดะ โมโตฮารุ ต่างก็จ้องมองเขา ก็เพราะ “รุ่นพี่สาวสวย” ฮิเมกามิเองก็ดูท่าทางน่าสยองเมื่อเธอพึมพัม “ผมดำ, ผมยัยนั่น...” และจุดเดือดความโกรธของฟุคิโยเสะก็จะดูต่ำกว่าก่อนหน้านี้ยังไงไม่รู้

เมื่อเขาถามถึงสาเหตุเท่านั้นแหละ ปัง!! ทุกคนในชั้นเรียนก็โวยวายเรื่องนี้กันไม่หยุดปาก คามิโจจึงต้องใช้เวลาทั้งเช้ารวบรวมข้อมูลทั้งหมด

และสุดท้าย เขาก็มาถึงบทสรุป

เขารอจนเวลาพักเที่ยงก่อนจะเดินไปโรงอาหารของโรงเรียนเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้

“รุ่นพี่ , รุ่นพี่”

“...ไม่ต้องมาหลอกฉันให้ยากเลย ฉันมาช้า และของกินในร้านสะดวกซื้อก็ขายหมดแล้ว”

“แล้วทำไมไม่ไปโรงอาหารหรือร้านเครื่องดื่มล่ะครับ? เอาเถอะ ผมไม่ได้มาคุยเรื่องนี้หรอกนะ”

คามิโจปรับอารมณ์เพื่อพูดต่อ

“รุ่นพี่ คุณเอาชื่อผมมาใช้เพื่ออะไรกันแน่?”

“ก็ไม่มีอะไรนี่”

“จริงหรือครับ?”

เสียงพูด “คามิโจ...” , “รุ่นพี่” “รุ่นพี่คนสวย” แบบที่ว่านี้ได้ยินมาจากทางด้านหลังของเขา และในจังหวะนี้เอง คุโมคาวะ เซริอะ ยังยิ้มอยู่

“ไม่มีเลย ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ”

“ผมไม่เชื่อหรอกครับ ตอนนี้ผมคงฝ่าการป้องกันของรุ่นพี่ไม่ได้หรอก สิ่งที่ผมจะทำ...”

“พูดอะไรของเธอน่ะ ฉันไม่ได้ป้องกันอะไรทั้งนั้นแหละ”

“?”

ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน คุโมคาวะยังคงซึ่งไหวพริบอยู่เสมอ

เธอยังคงรอยยิ้มนั่นอยู่ และ พูดออกมาในที่สุดว่า

“ก็แค่มีเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายในที่ๆ เธอไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ? ใช่แล้ว อย่างสถานที่ที่ว่างเปล่าในความทรงจำของเธอเองไง”

จบ
---------------------------------
เป็นยังไงบ้างครับ? ถ้าถูกใจผมจะพยายามหาอะไรมาให้อ่านกันอีก เพราะจริงๆ ผมก็ตามอ่านนิยาย อินเดกซ์ อยู่ แต่หลายครั้งมันน่าเบื่อที่ต้องมาเปิดดิกหาคำมันทุกครั้งที่อ่าน เลยว่าจะแปลไปเลย น่าจะสะดวกในการกลับมาอ่านมากกว่า แต่ก็ทำให้ลำบากไม่น้อยในการเรียบเรียงให้คนอื่นได้อ่านด้วย ก็หวังว่าจะไม่ย่ำแย่จนอ่านไม่ได้นะครับ แหะๆ 



ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า นิยายฮารูฮิ เล่ม 10 และ 11 「涼宮ハルヒの驚愕(เรื่องน่าตกใจของสึซึมิยะ ฮารูฮิ ภาคต้น / ภาคจบ) 初回限定版」 ทิ้งห่างจากนิยายเล่ม 9 ที่วางขายเมื่อเมษายน 2007 มา 4 ปีแล้ว!! โดยนิยายเล่ม 10 และ 11 นั้น ได้วางขายแบบแพ็คคู่ไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2011 ในสนนราคา 1200 เยน โดยมีความหนาของทั้ง 2 เล่ม รวมกันถึง 300 หน้า และยังมาพร้อมนิยายเล่มแยกแบบตอนเดียวจบ Rainy Day ซึ่งเป็นเรื่องของเคียวน์กับซาซากิ ในสมัย ม.3 ซึ่งพิมพ์ 4 สีถึง 64 หน้า ซึ่งนิยายมีประมาณครึ่งหนึ่ง ที่เหลือเป็นภาพประกอบ ซึ่งถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยล่ะนะ แต่สำหรับคนที่อยากอ่านเนื้อหาไวๆ โดยไม่อ่านจากภาษาญี่ปุ่น คงยากแล้วครับ เพราะฉบับแปลเถื่อนของภาษาอังกฤษนั้น โดน Cancel ไปแล้ว เพราะมีฉบับลิขสิทธิ์ใน USA เรียบร้อยไปแล้ว ก็คงต้องรอทาง บงกชล่ะครับ ไม่รู้ว่า ตุลาคม 2011 จะออกฉบับภาษาไทยเล่ม 7 หรือไม่ ? ถ้าออก ปีหน้า เราจะได้อ่านเล่ม 8 และ 9 ปี 2013 ก็ได้อ่านเล่ม 10+11 ล่ะนะ เหอๆๆ ดีนะที่ห่างกันน้อย เพราะญี่ปุ่นหยุดไป 4 ปีแล้วด้วยล่ะนะ


ซาซากิจัง ตอน ม.3 นี่โมเอะซะมิคูรุชิดซ้ายเลยแฮะ

เอาเป็นว่า เก็บข่าวเก่ามาเล่าละกันนะ พอดีตอนนิยายออกวันแรก งานยุ่งๆ ไปลุยโตเกียวมาเพิ่งกลับ จึงเพิ่งจะว่างมา up กันวันนี้แหละครับ