Just-talk

ช่วงนี้แทบไม่ได้แตะคอมเลยครับ กลับมาบ้านเที่ยงคืนทุกวัน

และปวดเมื่อยมากจนไม่มีเวลานั่งพิมพ์อะไรมากมาย

กว่าจะมีเวลาคงวันจันทร์ล่ะครับ เฮ่อ

ขอบคุณครับ

จ่ากบ

 

เช้าวันต่อมา แม้จะเหนื่อยแค่ไหนและยังไม่ชินเวลาที่เร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง ผมต้องหาทางกินข้าวเช้าให้ได้ก่อนจะ 8 โมงครึ่ง (เมืองไทยคือ 6 โมงครึ่ง) ซึ่งไม่ใช่ว่าผมจะไม่ตื่นเช้าขนาดนั้นนะครับ ปกติตื่นแล้วด้วย(ตามประสาคนกรุงเทพฯ ตื่นมาสู้กับรถติด) แต่เมื่อคืนผมนอนดึกและเพลียกับการเดินทางมากๆครับ ได้หลับน้อยมากบนเครื่องแล้ว ยังเดินทั้งวันอีกต่างหาก (ปกติจ่ากบเฝ้าบ่อ เอ้ย เฝ้าหน้าคอมไม่ค่อยได้เดิน) ผมเลยนอนจนถึง 8 โมงและหลังจากอาบน้ำเสร็จก็รีบไปกินมื้อเช้าที่มาพร้อมกับห้องพัก โดยเป็นอาหารแบบไวกิ้ง หรือแบบที่บ้านเราคุ้นเคยว่า "บุฟเฟ่ต์"  (ดังนั้นหากไปญี่ปุ่นแล้วเห็นป้ายว่า ไวกิ้ง จะไม่ได้หมายถึงอาหารแบบไวกิ้งหรือชาวนอร์สนะครับ แต่หมายถึงบุฟเฟ่ต์) ผมเองระวังตัวเรื่องอาหารการกินมากในทริปนี้ เพราะต้องทานอาหารที่ไม่ไปเร่งระบบขับถ่าย อย่างอาหารรสเปรี้ยวมากมายนัก และ ไม่เน้นอาหารที่ย่อยง่ายแบบข้าวต้ม โทษทีนะครับ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปมื้อเช้าให้เห็นเพราะคนเยอะมาก และผมก็ง่วงมากจนลืม แต่ผมก็ทานสลัดโดยราดน้ำสลัดแบบญี่ปุ่น เพราะหลีกเลี่ยงเดรสซิ่งสีขาวข้นซึ่งชาวบ้านร้านตลาดมักทำมาขายในบ้านเรา ซึ่งเดรสซิ่งนี้จะออกใสๆ รสเปรี้ยวนิดๆ และตามด้วยพวกแฮมนึ่ง สแครมเบิ้ลเอ้ก และเดินไปตักพวกนึ่งๆ ต้มๆมาตุนใส่ท้อง

ธุระเช้านี้คือไปรับ "สินค้าลิมิเต็ด" (ซึ่งหลายคนเดาว่านู่นนี่ ก็ตามแต่จะเดา) ที่บริษัทแห่งหนึ่งย่านอาซากุสะ ซึ่งการเดินทางในอดีตผมจะนั่งรถไฟไปอุเอโน่และไปเปลี่ยนลงรถไฟใต้ดินสาย GINZA และนั่งต่อไปจนถึงแถบนั้น ซึ่งการเดินทางของผมในครั้งนี้นั้นผมสารภาพเลยครับว่า "ลองของ" โดยลองนั่งรถไฟสายใหม่ และของก็เข้าตัวครับ ผม "หลงทาง" จนได้ครับ  เพราะแม้จะมาถึงใกล้ๆได้ แต่ผมทะลึ่งออกผิดทางออกของรถไฟ เลยเดินหาบริษัทนานมากๆ จนเลยเวลาที่นัดเขาไว้ที่ 10 โมงครึ่ง ไปเกือบชั่วโมง พอไปถึงก็ต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ที่มารับของช้า แต่ที่เขาไม่โมโหเพราะผมหิ้วเงินมาจ่ายค่าของด้วย แถมเป็นเงินสดอีกต่างหาก ก็ไม่ได้เงินยิ่งใหญ่อะไรแค่ 60,000 เยน (เงินไทยเวลานั้นก็ ร่วมๆ 23,000 บาท) ซึ่งพอเห็นขนาดแล้ว ผมรีบขอให้เขาช่วยพาไป บริษัทขนส่งเอกชนทันที โดยบริษัทที่ผมเลือกใช้คือ "ขนส่งยามาโตะ" ที่มีเครื่องหมายการค้าคือ "แมวดำคาบลูกแมว" (ในไทยก็มีบริษัทนี้นะครับ ตั้งอยู่แถวๆ ศรีนครินทร์) และให้ช่วยส่งไปที่ สนามบินนาริตะ ภายใน 4 โมงเย็นวันพรุ่งนี้ วิธีนี้ผมจะได้ไม่ต้องหิ้วกล่องยักษ์นั่นตะลอนไปมา ค่าขนส่งผมไม่ค่อยคิดมาก เพราะเป็นงบบริษัท แต่ที่ตกใจกว่าก็คือ น้ำหนักรวมของมันคือ 12 kg ซึ่งน้ำหนักพอๆกับของที่ผมเอามาส่งและต้องแบกกลับเลย นั่นคือ ผมมีน้ำหนักต้องแบกกลับถึง 24 kg และยังไม่รวมกระเป๋าเดินทางอีกใบที่เจ้านายหวังดีให้มาหิ้วของอื่นๆกลับบ้านอีกใบ

ผมลาพนักงานบริษัทที่ผมไปรับของและมุ่งหน้ากลับไปอากิฮาบาระ โดยมีความกังวลใจที่ผมจะไม่มีที่แบกของเล่นกลับบ้านให้หนักใจตลอดการเดินไปลงสถานีรถไฟใต้ดิน... ระหว่างทางการเดินผมได้เดินผ่านร้านขายของเล่นส่งย่านคุรามาเอะ แต่ผมมารู้ตัวทีหลังว่า ด้วยความเครียดผมเลยไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดช่วงเช้า และเลือกซื้อของเล่นเบาๆ ตามที่มีเพื่อนฝากซื้อ อันไหนหนักก็เอาออกไป ก็ต้องขอโทษเพื่อนๆอีกทีเมื่อกลับล่ะนะ
ไปอากิฮาบาระงวดนี้ผมไปแบบไม่ค่อยคิดอะไรมาก เพราะมีเป้าหมายคือ ไปซื้อของครับ อย่าหวังว่าจะไปเที่ยว Maid Cafe เลย ผมไปหาของเข้าออฟฟิศครับ เลยไม่มีเงินไปฟุ่มเฟือยอ่ะ เอาง่ายๆ จนครับพี่น้อง

ก่อนจะถึงสถานีอากิฮาบาระ ผมได้เห็นตู้น้ำน่าสนใจเลยเอารูปมาให้ดูครับ

เอ๊ะ? นั่นอะไร

นั่นคือ สาวน้อยการรถไฟนั่นเองครับ ผมล่ะอยากได้จังเลย แต่ไม่รู้ว่าจะเอาสองนางมาได้อย่างไร เลยถ่ายรูปพาเธอกลับมาแทน  T T

ผมไปตั้งหลักที่สถานีชินจูกุ East Exit เช่นเคยครับ และขึ้นรถไฟสาย JR สาย Chuo (中央線) ซึ่งเป็นสายที่ค่อนข้างตรงมาก และถ้าเลือกขึ้นแบบ Rapid หรือ Express จะจอดเพียง 3 สถานี  โดยจะผ่านสถานี 四ツ谷駅 (สถานีโยทสึยะ) , 御茶ノ水駅 (โอจาโนะมิสึ) และลงที่ 神田駅 (คันดะ) ครับ ที่สถานีคันดะ คุณก็เลือกเปลี่ยนไปขึ้นสายยามาโนะเทะ (山手線) และโดยสารเพียง 1 สถานีเท่านั้นก็ถึง สถานีอากิฮาบาระ (秋葉原) แล้วครับ

เส้นสีแดง คือ ด่วน , เส้นสีฟ้าคือ rapid ส่วนสีม่วงคือ semi rapid ครับ

และพอเดินออกจากสถานีอากิฮาบาระ ผมก็เดินอ้อมๆสถานีออกมากลางถนนใหญ่ก็เจอะป้ายนี้ครับ

และผมก็เดินย้อนไปหัวถนน (เดินไปทางซ้ายมือ เหมือนจะเดินไป GAMERS น่ะครับ ก็เจอะ


แต่ที่น่าเศร้าคือ เวลาที่ผมเดินเล่นแถวนั้นมัน 19.30 น. แล้ว ร้านรวงแถวนั้นมันปิดไปเกือบหมดแล้วอ่ะครับ ธ่อเว้ย อุตส่าห์เดินไป MANDARAKE อากิบะแท้ๆ เข้าไม่ได้อ่ะ T T
<-- เศร้าอ่ะ เข้าไม่ได้ มือก็สั่นเพราะหิวข้าวอ่ะ T T

ด้วยความช้ำใจเลยต้องเดินกลับไปทางสถานีอีกที เพื่อไปห้าง Yodobashi Camera AKIBA เพราะที่ันั่นปิดตั้ง 4 ทุ่มแน่ะ และระหว่างเดินย่ำต๊อกก็ไปพบกับร้านที่น่าจะเปิดในปีนี้นะครับ (อย่าถือสา จ่ากบไปญี่ปุ่นปีละครั้งเอง) นั่นคือ ร้านนี้ครับ



ใช่ครับ ร้านM's ร้านนี้เขาจะขายแต่ของ Eroi คือ ลามกๆ ทั้งร้านครับ มีทั้งชุดคอส ชุดเมด ฟิกเกอร์ และสารพัดสินค้าแนวนี้ครับ น้องๆที่อายุน้อยๆ อย่าเพิ่งเข้านะครับ มันร้านแบบเหมือนควงแฟนเข้าไปเลือกชุดอ่างอ๊างเสร็จก็ไปยุ่งกันต่ออ่ะ อย่าเข้าคนเดียวเด็ดขาด มันเขินๆ พอๆกะไปเดิน sex shop เลยอ่ะ

และเดินต่อไปจนถึึงหน้าห้าง Yodobashi Camera เอ้อ ซึ่งลืมถ่ายรูปหน้าห้างอ่ะ มีแต่กลุ่มคนพวกนี้ที่ไปถ่ายมาอ่ะ

ใช่ครับ พวกเขาคือเหล่าเทวดาตกสวรรค์ที่ลงมาปกป้องโลกจากเกมสุดฮิต DQ IX นั่นเองครับ โดยหน้าร้านนั้นเป็นที่ปล่อย Hot spot เรียกว่า "ร้านลุยด้า" ครับ เราจะเห็นหนุ่มสาวออฟฟิศมายืนเล่นกัน ทำไมต้องมายืนเล่นน่ะเหรอ? ก็จะได้หาเพื่อนไงครับ เพราะถ้ามีเพื่อนในสต็อกเยอะพอจะเปิดห้องใหม่ๆได้ ซึ่งผมที่ไม่ได้ติด NDS ไป เลยอดแจมกับเขาเลยอ่ะ และเมื่อขึ้นไปชั้น 6 ก็ยังเจอเหล่าสาวก DQ IX อีก แต่พวกนี้เขาเป็นพวกลุยดันเจี้ยนลับกันแทน เห็นว่าเปิดบอสลับได้เพียบเลยล่ะครับ และแน่นอนคนเล่นมีแต่ผู้ใหญ่ล้วนๆครับ จะสามทุ่มแล้วนะครับ ยังไม่กลับบ้านกันเลย นี่คืนวันจันทร์นะครับพี่

และเมื่อหาซื้อของที่ต้องการได้แล้วผมก็จับรถไฟกลับโรงแรมก่อนที่รถจะหมดโดยลากสังขารหิวโหยกลับไปชินจูกุตามเคย และไปแวะกินข้าว Yoshinoya กินเติมพลังก่อนจะกลับไปอาบน้ำนอน เพื่อทำงานในวันต่อไป

เฮ่อ จบวันที่ 1
----------------------------------------------------------------
ย้อนไปอ่านตอนก่อนหน้านี้
- จ่ากบเจอหนี้ วันที่ 0 : เที่ยงๆ วันออกเดินทาง
- จ่ากบเจอหนี้ ตอน 0.5 จะขึ้นเครื่องแล้ว
- จ่ากบเจอหนี้ ตอน 1.1 ซวยต่อเนื่อง
- จ่ากบเจอหนี้ ตอน 1.2 เข็นครกข้ามชินจูกุ
- จ่ากบเจอหนี้ ตอน 1.3 หนีตามกันดั้ม