จ่ากบเจอหนี้ ตอน 1.2 เข็นครกข้ามชินจูกุ
posted on 14 Sep 2009 21:42 by overtime in Just-talk
เมื่อส่งของผ่านทางขนส่งเอกชนไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจจะขึ้นลีมูซีนบัส ซึ่งเขามีเจ้าหน้าที่ยกของขึ้นรถให้ สบายมาก แต่ต้องแลกกับเงินค่าตั๋ว 3000 เยน (จริงๆค่าตั๋วนาริตะ เอกเพรส ก็ไม่ต่างกันนะ แต่ไวกว่าเยอะ) ผมใช้เวลาบนรถ 1 ชั่วโมงครึ่ง และก่อนจะขึ้นรถก็ไม่ลืมที่จะเติมมือถือญี่ปุ่น ยี่ห้อ softbank เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ผมนัดเจอเขาเช้านี้
09.32
หลังจากนั่งสบายๆ มาชั่วโมงครึ่งก็ถึงเวลาลำบากแล้ว เมื่อผมลงมา ผมรีบยืดรถเข็นพับมาใส่ใต้กล่องทันที แต่ขนาดมันใหญ่ใช้ได้ แขนผมเลยต้องรับน้ำหนักทั้งหมดของมันไว้และพอจะลากมันก็ลืมว่า ผมมีห่อกรอบรูปที่มีแต่คนรังเกียจอยู่ และการพาทั้ง 2 อย่างไปด้วยไม่สนุกเลยครับ
ทางเลือกของผมมี 2 ทาง คือ
1. ฝากของในตู้ล็อกเกอร์ในชินจูกุ
2. ฝากที่โรงแรมที่ผมจองไว้
ทางที่ 1 มันออกมารูปนี้ครับแม้ตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ (coin locker)จะมีเป็นร้อยๆตู้ในสถานี แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะขนาดมันใหญ่กว่าตู้ล็อกเกอร์ครับ จริงๆมันเกือบใส่ตู้ใหญ่ที่สุดคือ 800 เยน ได้แล้ว แต่ดันปิดฝาไม่ได้ งานก็เข้าเลยครับ จากนั้นผมพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทุกแผนกในสถานีเลยครับ มีพนักงานทำความสะอาด,เจ้าหน้าที่ตู้ขายตั๋ว และ ตำรวจ ผลปรากฎว่า ไม่มีใครช่วยผมได้เลยครับ เสียเวลามากๆ
สุดท้ายผมก็ต้องเลือกทางที่ 2 นั่นคือลากมันไปไว้ที่โรงแรม ซึ่งใช้เวลาไม่มากไปกว่า 5 นาทีจากสถานี ซึ่งจะว่าไปผมน่าจะเลือกวิธีนี้แต่แีรกครับ (น้องๆหนูๆอย่าเลียนแบบความโง่) แต่ยังไงมันก็ไม่ง่ายเลยครับ เพราะล้อลากที่ผมใช้นั้น ไม่มีโช้คหรืออะไรรับแรงกระแทกเลย ดังนั้นลากๆไป มือผมก็ล้าขึ้นเรื่อยๆ และกรอบรูปเจ้ากรรมก็เกือบตกแตกกลางทางข้ามใหญ่ โชคยัีงดีที่ผมคว้าไว้ทัน (ยังใจหายไม่หาย)


เมื่อลากมาถึงโรงแรมชินจูกุ พรินส์ โฮเทล, ผมก็รีบฝากมันไว้ที่เคาน์เตอร์ฝากของและมือถือก็ดัง เป็นสัญญาณเรียกว่าผมต้องไปทำงานต่อแล้ว
-------------------------------------------------------------------------------
10.41
งานส่งของที่ต้องมาทำแต่แรก ก็มาเริ่มตรงนี้ครับ
คนที่โทรหาผมเมื่อกี้ มาจากบริษัทคู่ค้าของผมครับ คือ ผมคิดว่าถ้าเราทำงานกันแบบคนไทย คนไทย ผมคงไม่ต้องคิดมากเรื่องการแบกมันเดินทางไปหรอกครับ เพราะต้องมีการยืมรถในบริษัทมารับผมไปยังสถานที่ที่ต้องไปส่งแล้วล่ะครับ แต่กลับกลายเป็นว่า ผมต้องแบกมันไปเอง คนที่มาเจอแค่พาผมไปเท่านั้น ผมต้องออกแรงขนแต่เพียงลำพังแบบว่า หมอนั่นแทบไม่ช่วยเลย แต่เอาเถอะ เราก็ไม่้ได้ง่อยเปลี้ยเสียขาที่ต้องให้เขาทำให้ทุกอย่าง ผมเลยต้องทั้งลากทั้งยกมัน ขึ้นรถไฟใต้ดินต่อบนดิน ลงเสร็จยังต้องลากมันต่ออีก 8 นาทีกว่าจะไปถึงโรงเก็บ
เมื่อถึงโรงเก็บ มินามิทามะ ผมก็ทำได้แค่รอให้คนญี่ปุ่นเขาบ่นใส่กันไปเรื่อยๆ และมีการถามรายละเอียดผมอีกหลายอย่างซึ่งเป็นเนื้อหาของงานครับ คงเปิดเผยไม่ได้ หลังจากนั้นผมก็ฝากให้เจ้าหน้าที่จัดการต่อไป จนกว่าผมจะไปรับมันกลับในวันพุธ
13.00
ผมกับเจ้าหน้าที่คนนั้น นั่งรถไฟกลับไปและแวะลงที่สถานีโนโบริโตะซึ่งอยู่กลางทางพอดี เพื่อหาร้านอาหาร ซึ่งเราเลือกทาอาหารจีนกัน ซึ่งโชคดีที่ผมไปกับเขา เพราะเขาจะช่วยอ่านเมนูที่แต่ภาษาจีนให้ ซึ่งเมนูที่ผมเลือกคือ หมูผัดเปรี้ยวหวาน

และเราก็ยังคุยงานกันต่อ กินกันต่อ จนเกือบๆ 2 โมง 40 เราจึงจ่ายเงินและออกจากร้านและนั่งรถกลับที่ชินจูกุอีกครั้ง....
09.32
หลังจากนั่งสบายๆ มาชั่วโมงครึ่งก็ถึงเวลาลำบากแล้ว เมื่อผมลงมา ผมรีบยืดรถเข็นพับมาใส่ใต้กล่องทันที แต่ขนาดมันใหญ่ใช้ได้ แขนผมเลยต้องรับน้ำหนักทั้งหมดของมันไว้และพอจะลากมันก็ลืมว่า ผมมีห่อกรอบรูปที่มีแต่คนรังเกียจอยู่ และการพาทั้ง 2 อย่างไปด้วยไม่สนุกเลยครับ
ทางเลือกของผมมี 2 ทาง คือ
1. ฝากของในตู้ล็อกเกอร์ในชินจูกุ
2. ฝากที่โรงแรมที่ผมจองไว้
ทางที่ 1 มันออกมารูปนี้ครับแม้ตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญ (coin locker)จะมีเป็นร้อยๆตู้ในสถานี แต่มันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะขนาดมันใหญ่กว่าตู้ล็อกเกอร์ครับ จริงๆมันเกือบใส่ตู้ใหญ่ที่สุดคือ 800 เยน ได้แล้ว แต่ดันปิดฝาไม่ได้ งานก็เข้าเลยครับ จากนั้นผมพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทุกแผนกในสถานีเลยครับ มีพนักงานทำความสะอาด,เจ้าหน้าที่ตู้ขายตั๋ว และ ตำรวจ ผลปรากฎว่า ไม่มีใครช่วยผมได้เลยครับ เสียเวลามากๆ
สุดท้ายผมก็ต้องเลือกทางที่ 2 นั่นคือลากมันไปไว้ที่โรงแรม ซึ่งใช้เวลาไม่มากไปกว่า 5 นาทีจากสถานี ซึ่งจะว่าไปผมน่าจะเลือกวิธีนี้แต่แีรกครับ (น้องๆหนูๆอย่าเลียนแบบความโง่) แต่ยังไงมันก็ไม่ง่ายเลยครับ เพราะล้อลากที่ผมใช้นั้น ไม่มีโช้คหรืออะไรรับแรงกระแทกเลย ดังนั้นลากๆไป มือผมก็ล้าขึ้นเรื่อยๆ และกรอบรูปเจ้ากรรมก็เกือบตกแตกกลางทางข้ามใหญ่ โชคยัีงดีที่ผมคว้าไว้ทัน (ยังใจหายไม่หาย)


เมื่อลากมาถึงโรงแรมชินจูกุ พรินส์ โฮเทล, ผมก็รีบฝากมันไว้ที่เคาน์เตอร์ฝากของและมือถือก็ดัง เป็นสัญญาณเรียกว่าผมต้องไปทำงานต่อแล้ว
-------------------------------------------------------------------------------
10.41
งานส่งของที่ต้องมาทำแต่แรก ก็มาเริ่มตรงนี้ครับ
คนที่โทรหาผมเมื่อกี้ มาจากบริษัทคู่ค้าของผมครับ คือ ผมคิดว่าถ้าเราทำงานกันแบบคนไทย คนไทย ผมคงไม่ต้องคิดมากเรื่องการแบกมันเดินทางไปหรอกครับ เพราะต้องมีการยืมรถในบริษัทมารับผมไปยังสถานที่ที่ต้องไปส่งแล้วล่ะครับ แต่กลับกลายเป็นว่า ผมต้องแบกมันไปเอง คนที่มาเจอแค่พาผมไปเท่านั้น ผมต้องออกแรงขนแต่เพียงลำพังแบบว่า หมอนั่นแทบไม่ช่วยเลย แต่เอาเถอะ เราก็ไม่้ได้ง่อยเปลี้ยเสียขาที่ต้องให้เขาทำให้ทุกอย่าง ผมเลยต้องทั้งลากทั้งยกมัน ขึ้นรถไฟใต้ดินต่อบนดิน ลงเสร็จยังต้องลากมันต่ออีก 8 นาทีกว่าจะไปถึงโรงเก็บ
เมื่อถึงโรงเก็บ มินามิทามะ ผมก็ทำได้แค่รอให้คนญี่ปุ่นเขาบ่นใส่กันไปเรื่อยๆ และมีการถามรายละเอียดผมอีกหลายอย่างซึ่งเป็นเนื้อหาของงานครับ คงเปิดเผยไม่ได้ หลังจากนั้นผมก็ฝากให้เจ้าหน้าที่จัดการต่อไป จนกว่าผมจะไปรับมันกลับในวันพุธ
13.00
ผมกับเจ้าหน้าที่คนนั้น นั่งรถไฟกลับไปและแวะลงที่สถานีโนโบริโตะซึ่งอยู่กลางทางพอดี เพื่อหาร้านอาหาร ซึ่งเราเลือกทาอาหารจีนกัน ซึ่งโชคดีที่ผมไปกับเขา เพราะเขาจะช่วยอ่านเมนูที่แต่ภาษาจีนให้ ซึ่งเมนูที่ผมเลือกคือ หมูผัดเปรี้ยวหวาน

และเราก็ยังคุยงานกันต่อ กินกันต่อ จนเกือบๆ 2 โมง 40 เราจึงจ่ายเงินและออกจากร้านและนั่งรถกลับที่ชินจูกุอีกครั้ง....

...เห็นรูปอาหารตอนดึก ๆ งี้ หิวจริง ๆ แฮะ T^T(ขนาดไม่ชอบหมูผัดเปรี้ยวหวานนะเนี่ย แต่ข้าวน่ากินมาก
#1 By saisuna on 2009-09-14 23:03