Volume.2 สึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 5 (ส่วนที่ 2-จบบท)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
 

(ต่อจากส่วนที่แล้ว)

สรุปก็คือ สิ่งที่แกอยากพูดก็คือ เหตุผลที่ต้องชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบายการมีอยู่ของแมวพูดได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องนั้นจริงๆล่ะนะ แกจะอธิบายถึงการมีตัวตนของแก , ของนางาโต้ และ ของคุณอาซาฮินะ ยังไงล่ะ? ไม่ใช่ว่าตัวแกและอีก 2 สาวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติหรอกเร้อ?

"สำหรับคุณแล้วมันอาจจะดูเป็นแบบนั้น แต่คงไม่ต้องคำอธิบายแล้วมังครับ? สำหรับคุณ โลกมันได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ว่าโลกที่คุณรู้จักเมื่อสมัยเข้ามาเรียนม.ปลายวันแรกแตกต่างจากโลกที่คุณรู้จักตอนนี้หรือครับ? คอนเซ็ปต์ของความเป็นจริงของคุณก็เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่คุณได้พบกับความเป็นจริงใหม่แล้วหรอกเหรอ? ไม่ใช่ว่าคุณได้ยืนยันตัวตนของพวกผมว่ามีจริงๆไปแล้วเหรอครับ?"

"นายอยากจะพุดอะไรกันแน่?"
"งั้นขอย้อนกลับไปที่หัวข้อของภาพยนตร์นะครับ ภาพยนตร์ที่คุณสึซึมิยะพยายามจะสร้างอยู่นี้
น่าจะจัดอยู่ในประเภทนิยายแฟนตาซี ในหนังเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าแมวพูดได้ยังไง
หรือ ทำไมคุณอาซาฮินะ หรือ คุณนางาโต้มีเวทมนตร์ ถ้าเป็นแนวนี้มันก็พอรับได้ล่ะครับ"

งั้น สิ่งที่เราต้องการจริงๆก็คือการเพิ่มที่ไปที่มาของการมีตัวตนของแมวผี , สาวเสิร์ฟจากโลกอนาคต และ แม่มดชั่วร้ายจากต่างดาวงั้นสิ ?

"ก็ไม่เชิงหรอกครับ เพราะการใส่ความมุ่งหมายแรกเริ่มของพวกเขาลงไปด้วย น่าจะมีปัญหา
กับโลกภายนอกอีกล่ะครับ ถ้าคนดูที่ดูตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเกิดรู้สึกขึ้นมาได้ว่า "โลกถูกเปลี่ยนไปแล้ว"
ล่ะก็ ตัวตนของพวกเขาก็จะถูกยอมรับขึ้นมา และโลกก็จะเปลี่ยนไปจนเรื่องแมวพูดได้ยังเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ
เลยล่ะครับ ผมไม่ต้องการใหโลกมันยุ่งเหยิงมากไปกว่านี้อีกแล้วครับ"

ฉันก็ไม่อยาก แต่คนที่ไม่มีปัญหาอะไรเลยคงจะเป็นนางาโต้กับพรรคพวกของเธอ ล่ะมั้ง?

"ผมเคยบอกไปแล้วนะครับว่า เราต้องตัดสินใจเลือก setting ของภาพยนตร์ ที่เราต้องทำก็แค่ถามเธอว่า ทิศทางของภาพยนตร์จะเป็นยังไง สภาพแวดล้อมนั้นจะช่วยไขกระจ่าง ทั้งคำถามที่จะเกิดจากเรื่องพิศวง และเหตุการณ์ไม่ปกติที่เกิดในภาพยนตร์ได้ และด้วยตอนจบที่สมเหตุสมผล ก็จะสามารถดึงโลกที่บิดเบือน
กลับสภาพเดิมของมันได้ มีเพียง setting แบบเดียวที่จะอนุญาตให้โลกฟื้นฟูตอนที่มันใกล้จะเปลี่ยน และเป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลสำหรับเหตุพิศวงได้ทั้งหมด"

Setting ที่ว่าคืออะไรล่ะ?
"Settingของบทสรุปครับ และต้องเป็นบทสรุปที่พื้นๆที่สุดด้วยครับ พอเราได้จัดเจ้าsetting ที่ว่านี้แล้ว เจ้าฉากที่ดูไม่เป็นธรรมชาติทั้งหลายจะมีเสียงตอบรับจากคนดูว่า "ฉันไม่เชื่อหรอก" และเหตุการณ์
ที่ไม่ปกติก็จะถูกเมินได้ง่ายขึ้น สิ่งที่เราต้องทำต่อก็แค่ทำให้ฉากที่แมวพูด และ ลำแสงของร่างกาย
ของคุณอาซาฮินะนั้นเหมือนเป็นการโม้เหม็นอย่างประณีตเท่านั้น ทีนี้ความเป็นจริงของเราก็ยังคงอยู่ ถูกมั้ยครับ?"

สาวเสิร์ฟของคาเฟ่คงลำบากใจน่าดู เพราะเธอพยายามทำเป็นมองไม่เห็นชุดของคุณอาซาฮินะ
ตอนที่เธอมาเก็บแก้วเปล่ากลับไปล่ะนะ ส่วนโคอิสึมิก็รอจนสาวเสิร์ฟผละออกจากโต๊ะเราและพูดต่ออีก

"ที่ชัดๆคือ การที่แมวพูดได้น่ะ มันอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกไปหน่อย แต่แมวพูดได้ก็มีจริงขึ้นมาแล้ว
หรือจะพูดอีกแบบคือ สิ่งที่ไม่ควรจะมีก็ดันมาปรากฏขึ้นต่อหน้าเราแล้ว สำหรับโลกของเราแล้วนี่เป็น
ความจริงที่ไม่สะดวกเลย"

หมอนั่นดีดหยดน้ำบนแก้วออกแล้วพูดต่อ

"ทางที่จะแก้ไขปัญหานั้น ตัวหนังของมีตอนจบที่สมเหตุสมผล
ซึ่งทุกคนต้องให้ทุกคนยอมรับความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องนี้ได้
หรือ อย่างๆน้อยก็ยอมรับโดยคุณสึซึมิยะ ตอนจบที่แมวพูดได้ ,
นักเดินทางข้ามเวลา และ แม่มดต่างดาวก็มีอยู่จริงได้"

"นั่นจะเป็นตอนจบได้เหรอ?"

"ได้สิครับ มันธรรมดามากเลย ที่เหลือก็คือเราต้องหาคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบ
เพื่อปิดท้ายพวกเหตุการณ์ที่ไม่มีเหตุมีผลที่เกิดขึ้นในหนังก่อนหน้านี้"

แล้วนายจะอธิบายยังไง?

"ทุกอย่างเป็นความฝันไงล่ะครับ"
"........"

ทุกคนอยู่ในภาวะนิ่งอึ้งจนไม่พูดไม่ออก อีกครู่หนึ่ง โคอิสึมิก็พล่ามต่อ

"ผมไม่ได้เล่นมุก..."

ผมรู้สึกดูถูกเจ้าสภาพบุรุษคนที่กำลังเล่นกับผมของตัวเองคนนี้และพูดว่า

"นายคิดว่าฮารูฮิจะยอมรับคำอธิบายนั่นได้เหรอ? ยัยนั่นเขาเอาจริงกับรางวัลนา
ไม่มีทางสนหรอกว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าน่ะ แถมตอนนี้นายยังมาบอกว่านี่เป็นฝันอีก?
ต่อให้ยัยนั่นโง่แค่ไหน ยัยนั่นไม่มีทางทำหนังที่ดูโง่ๆแบบนั้นแน่"

"ตอนทำผมทำข้อสรุปเนี่ย ผมคำนวณความรู้สึกของเธอไว้แล้วครับ นี่ล่ะครับ
เป็นตอนจบที่สะดวกพวกเรามากที่สุด การที่มีเธอมาประกาศว่าเรื่องไม่มีอะไรนอกจากเป็นความฝัน,
การหลอกกันขำๆ หรือ ทุกอย่างมันMakeขึ้นทั้งนั้นก็เป็นหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว"

สำหรับนายอาจจะใช่... กรณีนั้นคงไม่ยากเกินไปสำหรับฉันเหมือนกัน แต่ฮารูฮิเขาจะคิดยังไงล่ะ? ยัยนั่นอาจจะมีตอนจบที่ช็อกคนทั้งโลกอยู่ก็ได้นะ ไอ้ตอนจบแบบที่ยัยนั่นจะภูมิใจ้ภูมิใจน่ะ
อีกอย่าง ฉันน่ะไม่อยากไปข้องแวะกับเหตุการณ์ที่เหมือนฝันอีกแล้วล่ะ และเหนืออื่นใด ฉันไม่อยากฟังแกพล่ามยืดยาวกับเราแบบนี้เลยนะ เพราะมันไม่สนุกเลยซักนิดเฟ้ย!



ตอนขากลับ ผมตัดสินใจจะแวะที่ร้านขายอาหารสัตว์ ผมซื้ออาหารแมวที่ถูกที่สุด
และ อาหารแมวลดราคาอื่นๆ ผมถึงขนาดขอใบเสร็จก่อนจะออกจากร้านอีกต่างหาก ชามิเซ็นเช็ดหน้าตัวเองด้วยขาหน้าและมองมาทางผม พอผมเดินเจ้าเหมียวก็เดินตามผมมาด้วย

"นี่ฟังนะ พอเรากลับถึงบ้าน อย่าได้พูดอะไรออกมาซักคำเลยนะ และทำตัวให้สมกับแมวด้วย"
"ฉันไม่รู้ว่าเธอหมายถึงอะไรเวลาบอกให้ทำตัวให้สมกับเป็นแมว
แต่ไหนๆเธอก็ขอร้องมาแล้ว ฉันก็มีแต่ทำตามเท่านั้นล่ะ"

"นี่ อย่าคุยกับฉัน และตอบทุกอย่างด้วย "เมี้ยว"
"เมี้ยว"

พอผมกลับบ้านไปพร้อมกับพาแมวจรจัดมาด้วย แม่กับน้องสาวผมก็ทำตาโตทันทีที่เห็น
ผมเลยใช้ข้ออ้างที่คิดเผื่อไว้แล้วว่า "เจ้าของของเจ้านี่ต้องไปเที่ยวทางไกลและขอให้ผมช่วยดูแลให้หน่อย"
แค่นั้นแหละที่บ้านก็ยอมรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะน้องผม ที่เอาชามิเซ็นไปลูบเนื้อลูบขน เล่นอย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าแมวผีของเราก็ดูจะสบายเหลือเกิน แถมเอาแต่ร้อง "เมี้ยว" ตอบอีก แมวปกติเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกนะ

 
หลังจากได้หลับอย่างสบายไปหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นผมก็ยังต้องไปโรงเรียนอีก
ผมไม่ค่อยสบายใจที่จะปล่อยชามิเซ็นทิ้งไว้ที่บ้าน ผมเลยพามาโรงเรียนด้วย
ผมเซ้าซี้เจ้านั่นให้ซ่อนในกระเป๋าผม

ชามิเซ็นก็ตอบอย่างเชิดหน้าว่า "งั้นก็ได้" และคลานเข้าไปในกระเป๋าใส่ชุดกีฬาของผม
ซึ่งผมก็ไม่ปล่อยให้ออกมาจนกว่าจะถึงโรงเรียน

เหลืออีกแค่ 2-3 วันก่อนที่งานโรงเรียนจะเริ่ม บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มจะคึกคัก
พอๆกับความกระตือรือร้นของฮารูฮิเลย แล้วไอ้บรรยากาศสบายๆ เมื่อวานมันหายไปไหนหมดฟะ?

แม้จะเป็นช่วงเช้ามากแต่โรงเรียนก็เต็มไปด้วยเสียงของเครื่องดนตรี , และเสียงคนร้องเพลง แล้วก็ยังมีเสียงงานช่างไม้ดังไปทั่วทุกแห่งในโรงเรียน มีกระทั่งคนใส่ชุดแปลกๆ
เดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วโรงเรียน ผมเดาไม่ออกเลยว่า พวกนั้นจะเอาไปโชว์อะไรกันแน่?
ถ้าดูจากสถานการณ์แล้ว หากจะมีสไลเดอร์ซักคนสองคนจากต่างมิติเดินปะปน
อยู่ในฝูงคนก็คงไม่แปลกอะไร แต่มีเพียงนักเรียนห้อง ม.4/5 ที่ไม่มีความกระตือรือร้นเอาซะเล้ย หรือเพราะยัยฮารูฮิดูดเอาความกระตือรือร้นเข้าตัวหมดแล้วล่ะ?

พอผมเดินเข้าห้อง 5 ผมก็เห็นฮารูฮินั่งรออยู่ที่โต๊ะของตัวเองและเขียนอะไรซักอย่าง
อย่างขะมักเขม้นอยู่ก่อนแล้ว

"สุดท้ายก็ตัดสินใจเขียนบทแล้วเหรอ?"

ผมถามระหว่างที่เดินไปที่โต๊ะของตัวเอง ยัยฮารูฮิฮัมเพลงซะเสียงดังและเงยหน้าซะสูงและตอบกลับว่า

"ใครบอกยะ! นี่สำหรับใบปลิวโปรโมทหนังตะหากเล่า!"
"ดูหน่อยซิ"

ฮารูฮิยื่นสมุดโน้ตใส่หน้าผม ซึ่งในนั้นเขียนว่า

[ ภาพยนตร์ลับสุดๆ ของคนดังอาซาฮินะ มิคูรุจัง มาแล้ว!
ถ้าพลาดไปเสียดายแย่! หน่วย SOS ภูมิใจเสนอ- ภาพยนตร์สุดทึ่งในรอบปี! มาดูให้ได้นะ!]

ในนั้นเต็มไปคำโฆษณาชวนเชื่อ และ อะไรอื่นๆที่เกี่ยวกับปีนี้กำลังจะหมดลงไป
ผมไม่ได้สนใจอะไรนัก แต่มันจะไม่ทำให้ชาวบ้านเขาเข้าใจผิดว่า หนังทั้งเรื่องจะมีแต่คุณอาซาฮินะออกมาเร้อ? ถ้ามีใครแค่อ่านไอ้ใบปลิวนี้แล้วรู้ว่า มันจะเป็นหนังแนวไหนจริงๆล่ะก็ ผมคงต้องมองคนๆนั้นเป็นแสงแห่งความหวังของมนุษยชาติเลยล่ะ

พูดตรงๆนะในฐานะตากล้อง ผมยังไม่รู้เล้ยว่า ไอ้หนังที่ถ่ายๆอยู่เนี่ยมันแนวไหน แถมผมเองก็ยังไม่เคยมีโอกาสพูดในสิ่งที่ผมคิดกับที่ทำอยู่เลย ยัยนี่เองก็คงไม่แน่ใจในตัวเองเหมือนกันมั้ง?

แต่จะว่าไปรู้สึกว่ายัยนี่ก็มีความรู้ในการเขียนคำโฆษณาเหมือนกันนี่นะ

"ฉันจะไปถ่ายเอกสารใบปลิว และจะแจกที่หน้าโรงเรียนในช่วงวันงาน
ผลลัพธ์มันต้องเยี่ยมแน่นอน ฉันว่าโอคาเบะต้องไม่พูดอะไรแน่
ถ้าฉันจะใส่ชุดบันนี่เกิร์ลในงานโรงเรียนน่ะ เนอะ!"

ไม่หรอก ฉันยังคิดว่าโอคาเบะคงมีอะไรจะว่าอีกแน่ ยังไงที่นี่มันก็โรงเรียนมัธยมปลาย
ของเขตที่มีกฎระเบียบเข้มงวดนะ อย่าไปทำให้ ผ.อ. โรงเรียนเขาแสบกระเพาะอีกเลยน่า!

"อีกอย่างนะ คุณอาซาฮินะคงต้องเตรียมแผงลอยของห้องเขา นี่ยังไม่ได้พูดถึงโคอิสึมิกับนางาโต้ที่มีกิจกรรมกับชั้นเรียนของตัวเองเลยนะ
วันงานน่ะคงมีแต่พวกเราเท่านั้นแหละที่ว่าง"


ฮารูฮิเหล่ผมด้วยสายตาสงสัย

"งั้นนายจะบอกว่า นายอยากแต่งเป็นบันนี่-เกิร์ลด้วยงั้นสิ?"

ใครจะไปทำฟระ? เจ๊ใส่คนเดียวก็พอแล้ว เพราะตัวฉันน่ะจะยืนข้างหลังถือป้ายโปรโมตให้เจ๊ด้วยไง
"จะว่าไป เธอรู้ใช่มั้ยว่า เราเหลืออีกแค่ 2-3 วันก่อนงานโรงเรียนที่จะมีในวันเสาร์-อาทิตย์นี้น่ะ"
"แน่น้อน"

"อ่ะ จริงดิ? แต่เห็นเธอทำตัวสบายๆ แบบนี้ ฉันยังนึกสงสัยเลยว่า เธอจะจำวันผิดไปหรือเปล่า?"
"ฉันเนี่ยนะสบายๆ? นายไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังใข้สมองนั่งคิดคำโปรโมตอยู่เนี่ยน่ะ?"

"นอกจากโฆษณาแล้ว ยังมีอย่างอื่นที่สำคัญยิ่งกว่า ให้ใส่ใจด้วยนา? เราจะถ่ายทำหนังจบเมื่อไหร่ล่ะ?"
"ใกล้ๆนี้ล่ะ ที่เหลือก็คือ การถ่ายทำซ่อม 2-3 ฉาก แล้วเราต้องมาตัดต่อหนังด้วยกัน
และจากนั้นเราก็แค่ใส่เพลงประกอบ และ วิช่วลเอฟเฟ็คในช่วงท้ายของการทำงานแล้วก็เสร็จงานแล้วล่ะ"

เล่นเอาผมอึ้งไปเลย ส่วนตัวแล้วผมว่า เรามีฉากที่ต้องถ่ายทำใหม่มากกว่าที่เราถ่ายๆไปแล้วซะอีก ยัยผู้กำกับนี่อยากทำหนังแบบไหนกันแน่? นี่ยังไม่รวมเรื่องที่ว่า เราต้องมาเสียเวลานั่งตัดต่อกันอีกนานด้วยนะ...
ผมได้แต่หวังว่า ผมจะคิดผิดไปเอง



ช่วงพักระหว่างคาบเรียนที่ 3 กับ 4
"เคียวน์คุง!"
เสียงของคุณเธอดังสุดๆชนิดที่ว่า สามารถเป่าชาวบ้านในห้องเรียน
ให้กระเด็นออกจากห้องไปได้เลยทีเดียว และไม่ต้องสงสัยผมหันหน้าไปมองที่มาของเสียงนั่น และเห็นคุณสึรึยะโผล่หน้ามาที่ประตูห้องเรียน และแน่นอนว่าสาวผมนุ่มสลวยข้างๆ
เธอก็คือ คุณอาซาฮินะ คนนั้นนั่นเอง

"มาทางนี้หน่อยสิ"

ผมพุ่งไปเหมือนโดนรอยยิ้มของคุณสึรึยะเชื้อเชิญ ส่วนใครที่สงสัยนะครับ ตอนนี้ยัยฮารูฮิกำลังทำตามพฤติกรรมที่จะหายหัวไปจากห้องเรียนในช่วงพักของตัวเองอยู่ ป่านนี้คงไปเถลไถลอยู่ที่ไหนซักแห่งในโรงเรียนนี้แหละ เพราะฉะนั้นตอนนี้ปลอดฮารูฮิคร้าบ

พอผมมาถึงระเบียง คุณสึรึยะก็ดึงชายเสื้อผมทีนึงและพูดว่า
"มิคูรุมีอะไรอยากบอกเธอแน่ะ"

คุณอาซาฮินะยื่นกระดาษให้ผมทั้งมื่อสั่นๆ
"นี่...เอ่อ คูปองโปรโมชั่นค่ะ"
"คูปองนี่ใช้ในร้านยากิโซบะของห้องเราน่ะ" คุณสึรึยะอธิบายเพิ่มเติม

ผมรับมาโดยไม่ได้คิดอะไร ก็คงเป็นบัตรลดราคาอะไรพวกนั้นมั้ง?
เพราะเท่าที่อ่านบนคูปอง ผมว่าผมได้ลด 30 เปอร์เซ็นต์เมื่อสั่งยากิโซบะนะ

"พาเพื่อนมาด้วยนะ"

คุณอาซาฮินะโค้งคำนับอย่างเรียบร้อย ส่วนคุณสึรึยะอ้าปากกว้างอย่างกับตัวละครในการ์ตูนและยิ้ม
"รบกวนแค่นี้ล่ะ ไปนะ!"

คุณสึรึยะพูดจบก็เตรียมเผ่นทันที คุณอาซาฮินะก็เดินตามไปด้วย แต่จู่ๆก็หันกลับมาทางผม
คุณสึรึยะหัวเราะคิกๆ ตอนที่เห็นเราและหยุดรอตรงนั้น

คุณอาซาฮินะประสานนิ้วทำท่าวิงวอนและพูดว่า
"....เคียวน์คุง"
"ครับ?"

"เรื่องที่โคอิสึมิคุงพูดเมื่อวันก่อนน่ะ ฉันว่าถ้าคุณไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นน่าจะดีกว่านะคะ
ได้ยินฉันพูดแบบนี้ คุณอาจจะคิดว่าฉันขัดแย้งกับโคอิสึมิคุง... คือ
ฉันไม่อยากให้เรื่องราวมันเป็นไปแบบนั้นเลย แต่ว่า.."

"คุณหมายถึงเรื่องที่หมอนั่นเรียก ฮารูฮิว่า พระเจ้าสินะ?"

ถ้าคุณกังวลเรื่องนั้นล่ะก็ ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่เชื่อหมอนั่นซักกะติ้ด

"ฉัน..เอ่อ..มีมุมมองที่ต่างออกไปน่ะค่ะ ก็คือ เอ่อ...มันต่างจากที่โคอิสึมิคุงเขาอธิบายน่ะค่ะ"

คุณอาซาฮินะถอนหายใจและมองผมด้วยตาเบิกกว้าง
"คุณสึซึมิยะน่ะมีพลังที่จะเปลี่ยนปัจจุบันได้อย่างแน่นอนค่ะ แต่ฉันไม่คิดว่า
เธอจะมีพลังที่จะสร้างโลกใหม่หรอกค่ะ โลกเราก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก และไม่ได้ถูกสร้างโดยคุณสึซึมิยะค่ะ"

ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่ามุมมองของคุณขัดแย้งกับหมอนั่นสินะ?

"ฉันว่าคุณนางาโต้เองก็คิดเห็นแตกต่างจากนี้แน่นอนค่ะ"

คุณอาซาฮินะพูดไปม้วนชายเสื้อเครื่องแบบไป

"เอ่อ... ถ้าฉันพูดออกมา คนอื่นๆคงรู้สึกไม่ดีแน่ แต่มัน..."

คุณสึรึยะยืนห่างๆ มองมาทางเราด้วยความยิ้มแย้ม และมองด้วยสีหน้าของแม่นกนางแอ่นที่มองไปไกล
ดูลูกน้อยของเธอบินออกจากรัง ผมว่าเธอคงเข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะมั้ง?

น้ำเสียงของคุณอาซาฮินะเริ่มรั้นขึ้นเรื่อยๆ
"มุมมองของโคอิสึมิคุงแตกต่างไปจากพวกฉัน ถ้าฉันจะขอให้คุณ เอ่อ..
อย่าปักใจเชื่อโคอิสึมิคุงง่ายๆ พูดไปเหมือนฉันกำลังวิจารณ์เขาอยู่ แต่ว่า..."

จู่ๆเธอก็โบกไม้โบกมือแบบเสียสติ
"ขอโทษนะคะ ฉันเองก็อธิบายไม่ค่อยถูก คือ ฉันพูดไม่เก่งน่ะค่ะ...แบบว่า...."

แล้วเธอก็เอาแต่ผงกหัวและมองผมอย่างต่อเนื่อง
"พวกของโคอิสึมิคุงมีการเตรียมการและทฤษฎีของตัวเอง พวกของฉันก็ใช่ค่ะ
ทางคุณนางาโต้ก็คงเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้น.."

คุณอาซาฮินะมองผมเหมือนกับว่า เธอรวบรวมความกล้าที่จะตัดสินใจได้แล้ว
ถึงจะทำหน้าตาแสนจะซีเรียสแต่ยังไงก็ดูน่ารักอยู่ดี ใจผมเต้นตึ้กตั้กเพราะ
ได้เฝ้ามองหน้าตาสุดน่ารักของเธอในระยะใกล้แสนใกล้ และผมก็ตอบเธอไปอย่างมั่นใจว่า

"ผมเข้าใจครับ อย่างฮารูฮิจะเป็นพระเจ้าได้ไงเนอะ?"

แทนที่จะเข้าลัทธิของเจ้าบ้านั่น ผมว่าผมยุให้คุณอาซาฮินะไปก่อตั้งลัทธิใหม่
และปวารณาตัวเธอเป็นผู้นำลัทธิซะเลย ผมว่ายังไงผู้นำคนนี้คงเรียกผู้เชื่อถือหน้าใหม่ๆ
มาเข้าลัทธิได้บานเบอะ ผมว่าเราไปทำตรายางกันตอนนี้ก็ยังได้นะ

"สำหรับผมแล้ว คำอธิบายของคุณอาซาฮินะเข้าใจกว่าของโคอิสึมิเยอะเลยล่ะ"

พอได้ยินคุณอาซาฮินะก็เผยยิ้มแสนสุขออกมา ผมว่าถ้าขนมหวานยิ้มได้ ก็คงจะยิ้มแบบเธอล่ะนะ
"อื้ม ขอบคุณมากค่ะ แต่อย่าเอาฉันไปเปรียบกับโคอิสึมิเลยนะคะ โปรดเข้าใจด้วย"

เธอพูดอะไรกำกวมออกมา แล้วก็เงยหน้ามองผม จากนั้นก็รีบหันกลับไปเหมือนเตรียมจะวิ่งหนีผม
แหม ผมไม่ได้กะจะโอบกอดคุณซักหน่อยนะ

คุณอาซาฮินะโค้งคำนับผมนิ่มๆ และก็เดินตามคุณสึรึยะเหมือนลูกเป็ดน้อยเดินตามแม่มันไปทันที


เราต้องรีบเร่งทำงานแล้วล่ะ ผมเดินไปห้องชมรม พร้อมกับสงสัยว่าทำไมผมต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ด้วยนะ? ผมว่าผมจะใช้เครื่องคอมซักหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนใส่หมวกทรงแหลมและผ้าคลุมดำ
นั่งอ่านหนังสือรอในห้องอยู่ก่อนแล้ว

และก่อนที่ผมจะอ้าปากพูด
"ฉันว่า นี่คือสิ่งที่ อาซาฮินะ มิคูรุคิด"

นางาโต้พุดเหมือนกับว่าเธออ่านใจผมได้และพูดต่อว่า

"สึซึมิยะ ฮารูฮิไม่ใช่ผู้สร้าง และ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสรรสร้างโลกใบนี้
โลกเกิดและเป็นอยู่แบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร การมีอยู่ของเรื่องเหนือธรรมชาติอย่าง
ผู้มีพลังพิเศษ , กลุ่มก้อนของ "ของผิดที่ผิดทาง" หรือ แม้แต่การมีตัวตนของเอเลี่ยน
ไม่ได้ถูกสร้างโดยสึซึมิยะ ฮารูฮิ และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นมีตัวตนอยู่ก่อนนานแล้ว
สิ่งที่สึซึมิยะ ฮารูฮิทำได้ก็คือ เธอสามารถค้นพบของสิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
เธอผู้นั้นเริ่มใช้ความสามารถพิเศษนั่นเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เธอคนนั้นกลับไม่รู้ตัวเลยว่า
เธอทำเรื่องแบบนั้นได้ เธอสามารถค้นหาพวกพิเศษได้อย่างง่ายดาย แต่มันแย้ง
กับโลกของพวกพิเศษในความคิดของเธอ ซึ่งนั่นก็เป็น 1 ในปัจจัยที่ป้องกันไม่ให้เธอรู้ตัวด้วย"

นางาโต้พูดอย่างใจเย็นโดยไม่เผยรอยยิ้ม นางาโต้มองผมด้วยหางตาตลอดเวลาที่เธออธิบายืดยาวอยู่ และเธอก็พูดต่อไปก่อนที่จะปิดปากลง
"และนั่นก็คือเรา"

"คุณอาซาฮินะมีเหตุผลที่ต่างจากโคอิสึมิ สมมติว่าฮารูฮิกลายเป็นพยานรู้เห็นของเรื่องเหนือธรรมชาติตัวจริงล่ะ แบบนั้นที่คิดๆกันมาก็ผิดหมดเลยสิ"
"ใช่"

นางาโต้หันกลับไปมองหนังสือที่อ่านค้างอยู่ เหมือนกับว่าเรื่องที่เราคุยกันอยู่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร
"เธอคนนั้นมาสู่ยุคนี้เพื่อจะปกป้องอนาคตที่เธอจากมา"

ผมรู้สึกเหมือนนางาโต้กำลังจะอธิบายอะไรที่สำคัญมากออกมา
"สำหรับในยุคของอาซาฮินะ มิคูรุแล้ว สึซึมิยะ ฮารูฮิเป็นตัวแปรตัวหนึ่ง
การที่ปรับสมดุลให้กับอนาคตนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใส่ค่าจำนวนที่ถูกต้อง
ให้กับตัวแปร ภารกิจของอาซาฮินะ มิคูรุ ก็คือ
การปรับค่าของตัวแปรให้เป็นค่าที่ทางอนาคตยอมรับได้"


นางาโต้พลิกหน้ากระดาษอย่างไร้เสียง ดวงตาไร้อารมณ์สีดำคู่นั้นไม่ได้กระพริบเลยแม้เธอจะเริ่มพูดต่อก็ตาม
"โคอิสึมิ อิตสึกิ กับ อาซาฮินะ มิคูรุ มีวิธีเข้าหาต่างกันในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับสึซึมิยะ ฮารูฮิ ทั้งคู่ไม่มีทางยอมรับการตีความของฝ่ายตรงข้ามแน่ นั่นเพราะทฤษฎีของทั้ง 2 ฝ่ายล้วนแต่เป็นการสั่นคลอนตัวตนของอีกฝ่ายนึงนั่นเอง"

เดี๋ยวสิ... ไม่ใช่ว่าเจ้าโคอิสึมิบอกว่าตัวมันได้พลังมาเมื่อ 3 ปีก่อนหรอกเหรอ?

นางาโต้รีบตอบคำถามของผมทันที
"ไม่มีใครยืนยันได้ว่า สิ่งที่โคอิสึมิ อิตสึกิพูดนั้น เป็นเรื่องจริง"

ภาพของรอยยิ้มสุดเท่ของหมอนั่นแว่บเข้ามาในหัวผม นั่นสิ ไม่มีใครยืนยันได้ว่าหมอนั่นน่ะเชื่อถือได้ซะหน่อย มันก็แค่เจ้าโคอิสึมิมันสามารถพร่ำบ่นอธิบายหลายๆ เรื่องที่ผมไปเผชิญหน้ามาได้เท่านั้นนี่หว่า? ไม่มีใครฟันธงซะหน่อยว่าที่เจ้าบ้านั่นพล่ามมามันจะถูกต้องทุกอย่าง ขนาดคุณอาซาฮินะยังบอกว่าผมเลยว่า
อย่าไปเชื่อมันมาก แต่คุณอาซาฮินะก็ครือๆกันแหละ ใครล่ะครับจะฟันธงได้ว่าสิ่งที่เธอเล่าให้ผมฟังมันจะจริงทั้งหมด?

ผมมองนางาโต้และนึกในใจว่า บางทีเรื่องที่โคอิสึมิพูดมาอาจจะไม่จริง และบางทีคุณอาซาฮินะก็ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าความคิดเห็นของเธออาจจะผิดพลาดก็ได้ เหลือแต่เอเลี่ยนผู้ไม่มีปากเสียงคนนี้เท่านั้นที่จะไม่โกหกผม

"แล้วเธอคิดยังไงล่ะ? คำอธิบายที่ถูกต้องคืออะไรล่ะ? เธอเคยพูดถึงอะไรบางอย่างที่ว่า
มีความเป็นไปได้ว่าจะวิวัฒนาการด้วยตนเอง สุดท้ายแล้วผลสรุปล่ะ?"

หนอนหนังสือรวบผ้าคลุมสีดำอย่างไร้อารมณ์และพูดว่า
" ไม่ว่าฉันจะคำนวนอย่างละเอียดแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่จะหาข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนได้เลย"
"ทำไมล่ะ?"

พอถึงตรงนี้ ผมได้เห็นสิ่งที่ผมอาจไม่เคยได้เห็นมาก่อน ผมต้องอึ้งที่ได้เห็นสีหน้าสับสน
บนใบหน้าของนางาโต้เลยล่ะ

"เพราะไม่มีใครมายืนยันว่าสิ่งที่ฉันพูดมาเป็นเรื่องจริง"

จากนั้นนางาโต้ก็วางหนังสือของเธอลงและออกจากห้องชมรมไป พร้อมกับประโยคนี้
"อย่างน้อยก็สำหรับคุณ"

ออดเริ่มเรียนเริ่มดังขึ้น ได้เวลากลับไปที่ห้องเรียนแล้วสินะ

 
ผมไม่เข้าใจเลย
คนธรรมดาอย่างผมจะเข้าใจอะไรได้?
ไม่ว่าจะโคอิสึมิหรือนางาโต้ ทั้ง 2 คนน่ะสามารถอธิบายสิ่งต่างๆให้ชาวบ้านเขาเข้าใจได้ ผมยังเคยสงสัยว่าพวกนี้จงใจอธิบายให้ผมเข้าใจลำบากหรือเปล่านะ?
พวกนาย 2 คนน่ะน่าจะหาเวลาไปเรียบเรียงความคิดหน่อยก็ดีนะ
หรืออย่างน้อยๆก็ลองฟังเรื่องที่ตัวเองพูดๆออกมาซะบ้างนะ ไม่ใช่แค่พูดให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปนา

ผมเดินกอดอกไป ก็มีพวกแต่งชุดยุคกลางของประเทศไหนไม่รู้เดินผ่านผมไปและเลี้ยวไปยังทางเชื่อมตึก นี่ถ้านางาโต้ในชุดแม่มดไปเดินปนกับเจ้าพวกนั้นก็คงไม่มีใครเห็นว่ามันแปลกพิลึกอะไรเลยมั้ง? บางทีชั้นเรียนอื่นคงตัดสินใจถ่ายหนังไซไฟขึ้นมาก็ได้มั้ง? พวกนั้นอาจจะไม่ยอมให้ฮารูฮิได้ชื่อคนเดียวก็ได้นะ
ก็ไม่เลวหรอก อย่างน้อยพวกนั้นก็คงไม่ต้อวงมาปวดหัวแบบที่ผมเป็น แล้วก็ถ่ายทำหนังอย่างมีความสุข เพราะมีผู้กำกับที่มีสามัญสำนึกมากกว่า และ สั่งอะไรที่รับได้มากกว่าด้วยล่ะนะ

ผมถอนหายใจยาวเหยียดและเดินกลับห้อง ม.4/5 ไป



ฮารูฮิเป็นคนเดียวล่ะนะที่นึกว่าการถ่ายทำภาพยนตร์เป็นไปตามแผน ในขณะที่ผม แล้วก็คุณอาซาฮินะและโคอิสึมิได้แต่รู้สึกหน้าซีดหมองลงเรื่อยๆ

ในขณะการถ่ายทำ สิ่งต่างๆมันเกิดมาตลอดเวลา บางครั้งปืนของเล่นก็ยิงน้ำออกมาแทนกระสุนBB , คุณอาซาฮินะก็ต้องกลัวตัวสั่นทุกครั้งที่ฮารูฮิเอาคอนแทกต์เลนหลากสีมาให้ใส่ (อันที่เป็นสีทองน่ะ
สามารถยิงกระสุนปืนไรเฟิ่ลออกมาได้ , ส่วนสีเขียวนั่นทำได้ถึงขนาดสร้างไมโครแบล็กโฮลออกมาได้ด้วยซ้ำ) แล้วเรื่องมันก็จบลงที่โดนนางาโต้กัดทู้กที , ดอกซากุระก็ร่วงหมดต้นหลังจากบานได้แค่วันเดียว และท่าทางพวกนกพิราบที่ศาลเจ้าก็ดูจะกลายร่างเป็นนกพิราบพันธุ์ที่น่าจะสูญพันธ์ไปแล้วเฉยเลย
(โคอิสึมิแอบบอกผมเรื่องนี้) แม้แต่การหมุนรอบตัวเองของโลกก็ยังถูกปรับไปหน่อยนึงด้วยซ้ำ
(นางาโต้เขาเล่าให้ฟัง)
โลกธรรมดาเริ่มออกนอกลู่นอกทางไปอย่างช้าๆ

พอผมลากสังขารโทรมๆของตัวเองกลับบ้าน เจ้าสัตว์ขนปุยก็อ้าปากอีกครั้ง

"ตราบใดที่ฉันหุบปากเวลาอยู่ต่อหน้าสาวน้อยแข็งแรงคนนั้น ทุกอย่างก็โอเคใช่มั้ย?"
เจ้าเหมียวนั่งบนเตียงผมในท่าของสฟิงซ์

"นายนี่ว่าง่ายดีนะ" ผมจับหางของชามิเซ็นเบาๆ เพราะหมอนั่นเอาหางมาเขี่ยนิ้วผมล่ะนะ

"เพราะนายขอมานี่นา แถมแม้แต่ฉันเองว่าถ้าให้เด็กคนนั้นได้ยินฉันพูดมันคงไม่เหมาะเท่าไหร่"
"เออ ก็อย่างที่เจ้าโคอิสึมิว่ามาล่ะนะ"

ที่แมวตัวนี้พูดได้นั้น เราน่าจะหาเหตุผลที่เป็นไปได้เพื่อจะอธิบายว่าทำไมแมวถึงพูดได้
ทางที่ง่ายที่สุดก็คือ สร้างโลกที่ไม่ใครเห็นว่าการที่แมวพูดได้เป็นเรื่องแปลก แต่โลกแบบนั้นมันจะเป็นยังไงนะ? แล้วแมวในโลกแบบนั้นจะเป็นยังไงล่ะ?

ชามิเซ็นหาวยาวๆและเก็บหางตอนที่พูดว่า
"แมวน่ะมีอยู่หลายประเภทนะ คนเองก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
ฉันล่ะอยากรู้ไอ้ที่ว่า "หลายประเภท" ของนายจริงจริ้ง

"รู้แล้วนายจะทำอะไรได้? ฉันไม่คิดว่านายจะไปแทนที่แมวได้หรอกนะ และก็ไม่คิดว่านายจะเข้าใจสิ่งแมวคิดด้วย"
ฟังแล้วหงุดหงิดฟ่ะ ทุกเรื่องเลย

พอผมจะลงไปอาบน้ำ น้องผมก็มาบอกว่า มีแขกมาหาผม
ผมเดินลงชั้นหนึ่งพร้อมกับนึกว่าใครนะมาหาผม แต่ไม่เคยคิดเล้ยว่าจะเป็นโคอิสึมิ ผมเลยเดินออกไปนอกบ้านคุยกับหมอนั่นใต้ฟากฟ้ายามค่ำคืน ผมไม่อยากเชิญหมอนั่นเข้าบ้านเลย ไม่งั้นผมได้ฟังหมอนี่พล่ามไม่รู้จักจบสิ้นแหงๆ

อีกอย่างผมไม่ยอมให้โคอิสึมิกับชามิเซ็นจับคู่สวดผมด้วยปรัชญานามธรรมที่ฟังไม่รู้เรื่องนั้นแน่

และก็อย่างที่คิด โคอิสึมิพล่ามน้ำท่วมทุ่ง แถมพอจะจบการพูด ดั้นจบแบบนี้อีก

"สำหรับคุณสึซึมิยะ รายละเอียดรองๆ หรือ พล็อตสนับสนุนไม่สำคัญอะไรเลย
ผมว่าอย่างนี้ก็น่าสนใจดีและก็เพียงพอแล้วเช่นกัน ตัวเรื่องก็ขาดบทสรุปในตัวของมันเอง
หรือ จะทิ้งหลักฐานอะไรให้สืบสาวราวเรื่องต่อได้ นั่นเพราะเธอคนนั้นคิดเรื่องออกมาแต่ละครั้ง
ในเวลาน้อยๆด้วยล่ะนะ เธอก็เลยไม่เคยคิดถึงบทสรุป ไม่แน่นะครับ
บางทีหนังเรื่องนี้อาจจะจบลงที่ไม่มีอะไรลงเอยเลยก็ได้นะครับ"

แล้วไงล่ะ? นายจะบอกว่า ถ้าหนังจบลงในทางที่ไม่มีบทสรุปล่ะก็ ความเป็นจริง
ก็จะผิดเพี้ยนไปอย่างถาวร จนกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของความเป็นจริงสินะ?
ฮารูฮิน่ะน่าจะมีตอนจบอยู่ในใจแล้วล่ะนะ และต้องเป็นตอนจบที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย นี่แหละปัญหาที่เราควรเอามานั่งคิด ก็เพราะฮารูฮิน่ะไม่เค้ยไม่เคยทำอะไรเหมือนชาวบ้านเขา
และถึงยัยนั่นจะทำได้ มันก็คงจบไม่สวยแน่ งั้นให้เราเป็นฝ่ายคิดน่าจะดีกว่าล่ะนะ
แต่ทำไมเราต้องไปคิดเรื่องพวกนั้นด้วยเล่า? ไม่มีชาวบ้านคนไหนมาเป็นแพะรับบาปแทนเราเลยหรือไงนะ?

"ถ้าคนๆนั้น มีตัวตนจริงๆ ล่ะก็ให้เขารับได้แน่ครับ"

โคอิสึมิยักไหล่
"ผมเชื่อว่า ถ้าเขามีตัวตนจริงๆ ก็น่าจะปรากฏตัวให้เราเจอตั้งนานแล้วล่ะครับ ดังนั้นที่ทำได้ก็คือ
หาหนทางให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะคุณ ผมล่ะคาดหวังม้ากมากที่จะเห็นคุณทุ่มเทกับงานนี้"

ทุ่มเทกับอะไรฟะ? ลองว่ามาทีดิ้

" เพราะหากที่โลกในนิยายกลายเป็นจริงขึ้นมาซักครั้ง ทฤษฎีที่สู้อุตส่าห์คิดขึ้นมาคงเปล่าประโยชน์ล่ะครับ
บางทีคุณอาซาฮินะคงได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะหน่วยงานของเธอก็ดูเหมือนจะมีทฤษฎีของตัวเองล่ะนะ
ส่วนทางคุณนางาโต้ ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของพวกของเธอหรอกครับ แต่ผมเดาว่าผู้สังเกตุการณ์ก็คอยแต่รับผลลัพธ์ล่ะนะ
ไม่ว่าผลมันจะออกมายังไงก็ตาม ถึงโลกนี้จะหายไปซักใบ พวกพ้องของเธอคงยอมรับผลอย่างใจเย็นเลยล่ะครับ
เพราะตราบใดที่คุณสึซึมิยะยังมีตัวตนอยู่ แค่นี้ก็เพียงพอกับพวกเขาแล้วล่ะครับ"

ไฟถนนส่องกระทบหน้าไร้อารมณ์ของโคอิสึมิที่หลบท่ามกลางความมืดมานาน
"ผมบอกคุณได้เลยว่า "องค์กร" กับ หน่วยงานของคุณอาซาฮินะ
ไม่ใช่คนเพียงกลุ่มเดียวที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากตัวคุณสึซึมิยะ
ยังมีอีกมากมายหลายกลุ่มเลยล่ะครับ เยอะเสียจนผมอยากเล่าการต่อสู้ในโลกเบื้องหลังให้คุณฟังเลยล่ะครับ
ทั้งพวกพ้องที่ทรยศเรา ทั้งพวกที่รวมหัวกันหลอกลวง รวมไปถึงพวกที่ไล่สังหารกันเอง
ในระหว่างที่เรากำลังคุยกันอยู่นี่ก็ด้วย ก๊กเหล่าแต่ละกลุ่มก็เอาแต่ต่อสู้กันเพื่อให้ฝ่ายตัวเองอยู่ต่อไปได้"

โคอิสึมิยังฉีกยิ้มเยาะเย้ยต่อ...
"ถึงผมจะหาทฤษฎีที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบไม่เจอ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
มันก็ไม่มีทางที่ผมจะปฎิเสธทฤษฎีที่ผมเชื่อได้เลย ผมน่ะถูกกำหนดให้อยู่กับฝ่ายหนึ่ง
และไม่สามารถจะเปลี่ยนฝ่ายได้ เหมือนกับตัวหมากรุกสีขาว
ที่ยังไงก็ไม่มีทางกลายเป็นตัวเบี้ยของฝั่งสีดำได้"

ทำไมแกไม่เอาโอเทลโล่หรือโชงิมายกตัวอย่างล่ะฟะ?

"ทั้งหมดนี้บางทีอาจไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณเลยก็ได้ เช่นเดียวกับคุณสึซึมิยะ
ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดี โดยเฉพาะกับตัวของคุณสึซึมิยะเอง ผมหวังว่าเธอคนนั้นจะไม่มีวันมารู้เรื่องนี้
ผมไม่อยากฝากรอยแผลไว้ในใจของเธอ ซึ่งตามมาตรฐานของผมแล้วนั้น
คุณสึซึมิยะก็เป็นคนที่ผมชอบ แน่นอนคุณเองก็เหมือนกัน"

"นายบอกเรื่องพวกนี้ให้ฉันฟังทำไม?"
"ก็แค่เผลอปากเท่านั้นล่ะครับ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก บางทีผมอาจจะแค่พูดเล่น
หรือบางทีผมอาจจะแค่ฟุ้งซ่านไปเองก็ได้ หรือไม่งั้นผมแค่อยากจะเอาชนะใจคุณก็ได้
แต่ยังไงก็เถอะ ไม่มีอะไรสำคัญหรอกครับ"

แหงล่ะ นี่มันไม่ขำเลยนะ

"ผมขอบอกคุณเรื่องที่ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่อีกหน่อยแล้วกัน คุณเคยคิดมั้ยครับว่า
ทำไมอาซาฮินะ มิคูรุ...เอ่อ โทษที ทำไมคุณอาซาฮินะถึงมาอยู่กับพวกเราล่ะครับ?
ในความเป็นจริง คุณอาซาฮินะมีรูปลักษณ์ของหญิงสาวที่น่าหลงใหล ผมน่ะเข้าใจดีเลยว่า
ผู้คนมากมายแค่ไหนที่แค่เห็นเธอก็พร้อมจะยอมทำตามทุกอย่างแล้ว
แม้แต่คุณเองก็คงจะเข้าข้างในสิ่งที่เธอทำ ผมพูดถูกมั้ย?"

"แล้วมันผิดหรือไง?"

การปกป้องคนอ่อนแอจากคนที่แข็งแรงกว่าน่ะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำไม่ใช่หรือ?

"ภารกิจของเธอคนนั้นก็คือ การใกล้ชิดกับคุณ นั่นแหล่ะเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณอาซาฮินะ
ถึงแสดงตัวแบบนั้นให้คุณเห็น ซึ่งพอดีว่าเป็นลักษณะของผู้หญิงที่คุณชอบที่สุด
—สาวน้อยน่ารักผู้แสนบอบบางยังไงล่ะครับ---
นั่นเพราะคุณคือคนๆเดียวที่คุณสึซึมิยะจะยอมฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผลเลิศที่สุดนั้น มันก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำให้คุณสนใจเธอคนนั้น"


ผมรู้สึกนิ่งอึ้งเหมือนเป็นปลาน้ำลึก และนึกเรื่องครั้งที่คุณอาซาฮินะบอกผมเมื่อครึ่งปีก่อนออก
ไม่ใช่คุณอาซาฮินะที่ผมเห็นทุกวัน แต่เป็นคุณอาซาฮินะจากอนาคตที่ไกลออกไปอีกคนนั้น
คุณอาซาฮินะที่เป็นผู้ใหญ่แล้วคนนั้น คนที่เรียกผมไปพบด้วยการทิ้งบันทึกไว้ในตู้รองเท้า
คุณอาซาฮินะคนนั้นบอกผมว่า "อย่าสนิทกับฉันให้มากเลยค่ะ" เธอพูดแบบนั้นหลังจากพิจารณาสถานะของตัวเธอเองแล้วอย่างงั้นเหรอ?
หรือว่านั่นเป็นใจจริงของเธอกันแน่?

โคอิสึมิซึ่งเห็นผมไม่พูดอะไรตอบ หมอนั่นก็พูดต่อด้วยเสียงทุ้มต่ำ
" ถ้าคุณอาซาฮินะแค่แสดงบทของสาวน้อยใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่ผมว่าจริงๆล่ะครับ
คุณจะทำยังไง? เธอคนนั้นอาจจะคิดว่ามันน่าจะได้ใจของคุณง่ายขึ้น ถ้าเกิดไอ้การ
แสดงท่าทางใสซื่อและน่าสงสารทุกครั้ง ที่คุณสึซึมิยะสั่งเธออย่างไร้เหตุผลนั้น
เป็นเพียงส่วนนึงของแผนการของเธอล่ะครับ? เธอคนนั้นก็คงทำเพื่อให้ได้รับ
ความสนใจจากคุณเท่านั้นล่ะครับ"

ผมว่าไอ้หมอนี่มันต้องเพี้ยนไปแล้วแหงๆ ผมลองเลียนแบบการตอบโดยไม่ใส่อารมณ์ใด
ของนางาโต้และพูดกับหมอนี่ว่า

"ฉันชักเบื่อที่จะฟังเรื่องเพ้อเจ้อของนายแล้วล่ะ"

โคอิสึมิยิ้มออกมาช้าๆ และ คลายแขนออกมาด้วยท่าสุดเว่อร์อีกแล้ว

"โอ้ โทษทีนะครับ ท่าทางผมยังฝึกฝนไม่พอแฮะ ผมเมกเรื่องไร้สาระพวกนี้มาอำคุณเองล่ะครับ ก็แค่อยากจะพูดอะไรที่มันตกค้างในใจของคุณบ้างก็เท่านั้นล่ะครับ คงไม่ใช่ว่าคุณเชื่อมันจริงๆจังหรอกนะ?
แหม ถ้างั้นคุณก็สร้างความมั่นใจในการแสดงของผมแล้วล่ะครับ ทีนี้ผมก็ขึ้นเวทีแสดงได้อย่างสบายๆแล้วล่ะ"

หมอนั่นหัวเราะเสียงดังสนั่นและพล่ามต่อว่า
"ห้องผมน่ะจะเล่นละครแฮมเล็ตของเชคส์เปียร์กันแบบย่อๆ น่ะครับ ผมแสดงเป็นกิลเดนสเติร์น"

ใครฟะ? สงสัยคงพวกตัวประกอบอีกสิท่า?
"ตอนแรกก็ว่าจะแสดงเรื่องนั้นหรอกครับ แต่ไปได้แค่ครึ่งทาง ห้องเราก็เปลี่ยนไปใช้เวอร์ชั่นของ
ทอม สต็อปพาร์ดแทน ผมเลยได้ออกโรงมากขึ้นน่ะสิครับ"

เหรอ? ก็พยายามเข้าละกัน ถึงฉันจะไม่รู้ว่านอกจากเวอร์ชั่นของเช็คสเปียร์แล้ว ยังมีเวอร์ชั่นที่นายว่าอีกก็เถอะ

"เพราะภาพยนตร์ของคุณสึซึมิยะ และ ละครของห้องผม คิวผมงี้แน่นเลยล่ะครับ
ผมเลยรู้สึกกดดันแล้วล่ะครับ ถ้าผมดูโทรมๆ ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับ ถ้าตอนนี้เกิดมิติปิด
ขึ้นมาอีกล่ะก็ผมว่าผมต้องแย่แน่เลยล่ะครับ ผมก็เลยมาขอความช่วยเหลือจากคุณไงครับ อยากให้คุณช่วยหาทางเลี่ยงไม่ให้ภาพยนตร์ของคุณสึซึมิยะกลายเป็นต้นเหตุของหายนะด้วยเถอะครับ"

แกหมายถึงตอนจบที่สมเหตุสมผลเหรอ? ไม่ใช่ที่แกบอกว่าให้มันเป็นความฝันหรือไงเล่า?

"แค่ทำให้ฮารูฮิคิดว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังของตัวยัยนั่นเองน่ะถูกทำขึ้น ใช่มั้ย?"
"คุณสึซึมิยะเองก็ต้องเคลียร์ในทุกๆ เรื่องด้วยนะครับ เธอเป็นคนฉลาด
และรู้อยู่แล้วว่าภาพยนตร์มันก็แค่เรื่องที่แต่งขึ้นมา ผมว่าถ้าเราประคองแนวนั้นไปเรื่อยๆ น่าจะดีที่สุด ผมต้องทำให้คุณเข้าใจว่าสิ่งต่างๆจะเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้
และต้องทำให้ทุกอย่างมันลงตัวก่อนจะถ่ายทำจบครับ"

"ฝากด้วยนะครับ" โคอิสึมิโค้งคำนับผมและหายไปในความมืด อะไรของมันฟะ?
อยากจะมาก็มา อยากจะโยนภาระให้ผมก็โยนมาอย่างนี้เหรอ? แต่พอดีหมอนั่นมันก็ยุ่งๆด้วยล่ะนะ
ผมก็คงต้องรับหน้าที่ที่เหลือล่ะนะ นี่คือสิ่งที่เจ้านั่นอยากบอกใช่มั้ยเนี่ย? ถ้าเป็นอย่างที่ว่า
หมอนั่นก็ฝากเรื่องผิดคนแล้ว นี่ไม่ใช่ไพ่อีแก่กินน้ำซะหน่อย และฉันเองไม่ใช่คนรับเคราะห์
แทนแกนะเฟ้ย? สึซึมิยะ ฮารูฮิเองไม่ใช่ไพ่ใบที่ 53 นะ ไม่ใช่ทั้งคิง ทั้ง A แม้แต่โจ๊กเกอร์ก็ไม่ได้เป็นด้วย

"แต่ว่า...."

ผมพึมพำกับตัวเอง
ท่าทางผมจะปล่อยให้เรื่องราวเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วสินะ นอกจากนางาโต้แล้ว ท่าทางโคอิสึมิกับคุณอาซาฮินะจะมาถึงขีดจำกัดแล้ว โลกเองก็ยังคงเหมือนเดิมล่ะมั้ง
ผมแค่อาจจะไม่สังเกตมันก็ได้

"โธ่เว้ย"

น่ารำคาญเป็นบ้า เว้ย หงุดหงิดโคตรๆ
ผมคิดหัวแทบแตก ผมต้องทำยังไงถึงจะหยุดจินตนาการบ้าเลือดของฮารูฮิได้ล่ะ?
โลกในหนังกับความเป็นจริงมันเป็น 2 สิ่งที่ไม่เหมือนกันซะหน่อย มันจะมาเกี่ยวข้องกันได้ยังไงล่ะ?
---ต้องทำยังไงยัยนั่นถึงจะคิดแบบนี้ได้ล่ะ?
ต้องทำยังไงให้ยัยนั่นนึกออกว่าเราทำหนังเพื่อให้ชนะเลิศล่ะ? ความฝันเหรอ? ไม่มีอน่างอื่นแล้วเหรอไง?

ไม่มีเวลามากแล้วด้วย งานโรงเรียนจะเริ่มอยู่แล้วแท้ๆ

 
วันต่อมา ผมเข้าไปแนะนำฮารูฮิ หลังจากเถียงกันอยู่พักนึง ในที่สุดยัยนั่นก็พยักหน้าและเห็นด้วยกับผม

"จบการถ่ายทำ!"
ฮารูฮิตะโกนเสียงดังไปพร้อมๆกับฟาดโทรโข่งไปด้วย
"ทุกคนทำได้ดีมาก! การถ่ายทำทั้งหมดจบแล้ว! ฉันขอขอบใจทุกคนที่ทำงานหนักมามาตลอด
โดยเฉพาะตัวฉันเอง! ฮึ่ม แม้แต่ฉันยังอดแปลกใจตัวเองไม่ได้เลยนะ เจ๋งจริงๆ ฉันนี่"

หลังจากได้ยินยัยเบื้อกนั่นประกาศ คุณสาวเสิร์ฟอาซาฮินะก็ทรุดลงกับพื้น และ
เหมือนได้หลั่งน้ำตาแห่งความยินดี จริงๆแล้ว เธอก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ แต่ฮารูฮิน่ะดันไปตีความว่าคุณอาซาฮินะเขาซึ้งกับสุนทรพจน์ของตัวเองซะฉิบ

"มิคูรุจัง ไม่ร้องไห้เร็วไปหน่อยเหรอ? เก็บน้ำตาของเธอไว้ร้องไห้ตอนเรารับรางวัล
Palme d’Or ที่เทศกาลหนังเมืองคานน์ หรือ ตอนรับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์เถอะ
เพราะเราน่ะจะคว้ามันมาทั้ง 2 สถาบันเลย คอยดู!"

เหลืออีก 1 วันก่อนงานโรงเรียนจะเริ่มขึ้น เรามารวมตัวกันที่ดาดฟ้าโรงเรียน
ตารางการถ่ายทำมันแน่นจนไม่มีเวลากินข้าวเล้ย
การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ Mikuru กับ Yuki นั้น
จบลงด้วยการออกโรงของ โคอิสึมิ Itsuki ที่จู่ๆก็รู้สึกถึงพลังในตัวของเขาเอง
และใช้พลังสุดยอดนั้นเป่า Yuki ออกไปไกลถึงอีกฝากของจักรวาล

"สมบูรณ์แบบ! สุดยอดหนัง! เหมือนที่ฉันคิดไว้เป๊ะๆ ! แบบนี้เราต้องเข้าตาพวกสตูดิโอแหงๆ
นี่ถ้าเราเอาหนังไปฉายที่ฮอลลีวู้ดนะ พวกนั้นต้องกระสันอยากซื้อหนังแน่ๆ แต่ก่อนอื่นนะเราต้องเซ็นสัญญากับเอเจนซี่ที่ฉลาดๆกันซะก่อนนะ!"

เรื่องที่ฮารูฮิอยากออกไปสู่ระดับโลกเนี่ยฟังแล้วงงๆแฮะ ผมล่ะอยากรู้จริงจริ้งใครฟะ
จะมาดูหนังเรื่องนี้ จุดขายที่มีอยู่อย่างเดียวคือ นางเอกของเรา ตัวแสดงที่เหลือรวมถึง
ทีมงานไม่เห็นน่าพูดถึงเลยซักนิด ถ้าทำได้นะ ผมล่ะอยากเป็นผู้จัดการให้กับคุณอาซาฮินะซะเอง
ผมมั่นใจว่าผมต้องได้ค่านายหน้ามาบ้างล่ะ บางทีนะผมอาจจะลองดันยัยเบื้อกฮารูฮิเป็นดาราคนต่อไปก็ได้
อืม..ผมว่าผมน่าจะลองส่งรูปถ่ายและประวัติไปลงนิตยสารก่อนนะเนี่ย

"จบแล้วจริงๆสินะครับ"
โคอิสึมิยิ้มให้กำลังใจตอนพูดกับผม

ตอนนี้ผมชักไม่สบอารมณ์แล้วสิ ไอ้รอยยิ้มพิมพ์ใจของหมอนี่จะเหมาะกับตัวมันที่สุดแล้วล่ะ
ถ้าเลือกได้ผมยอมเห็นมันยิ้ม ดีกว่าให้ผมเห็นมันทำท่าหดหู่ล่ะนะ เพราะอีแบบนั้นมันทำเอาผมโคตรอึดอัดเลย

"พอย้อนกลับไปดู หลังจากเราถ่ายทำจบแล้วเนี่ย เหมือนกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด
มันเพิ่งผ่านมาเมื่อกี้เองนะครับ ใครบางคนบอกว่า พอมีความสุข เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผมอยากรู้จังใครนะเป็นคนที่ความสุขน่ะ"

ใครจะรู้ฟะ?

"ผมขอฝากที่เหลือให้คุณจัดการได้มั้ยครับ? เพราะตอนนี้เรื่องที่อยู่ในหัวของผมน่ะ
ก็คือการไปซ้อมละครของชั้นเรียนน่ะครับ มันไม่เหมือนหนังนะครับ คุณขอแสดงซ่อมไม่ได้"

โคอิสึมิยิ้มเหมือนทุกทีและตบบ่าของผม พร้อมกับกระซิบว่า
"ยังไงก็ขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ ในฐานะตัวแทนขององค์กรและในฐานะของผมเองด้วย"

จากนั้นหมอนั่นก็เดินออกจากดาดฟ้า นางาโต้เองก็เดินตามหมอนั่นไปอย่างไร้อารมรณ์ตามเคย
ส่วนคุณอาซาฮินะโดนฮารูฮิโอบไหล่ ไปมองดูทะเลที่อยู่ไกลๆไปพร้อมกัน

"เป้าหมายของเราคือ ฮอลลีวู้ด ไม่ก็ บรอดเวย์" ยัยนั่นตะโกนออกมาเสียงดังลั่น
จะมีความทะเยอทะยานมันก็ดีหรอกนะ แต่ถ้าตะโกนไปทางนั้นจริงๆล่ะก็นะ
เสียงมันคงไปหยุดที่ออสเตรเลียแทนนะนั่น

"เฮ่อ"
ผมถอนหายใจและนั่งลงวางกล้องไว้ข้างตัว สำหรับโคอิสึมิ , นางาโต้ และ คุณอาซาฮินะแล้ว
เรื่องมันคงจบแล้วล่ะ แต่สำหรับผม ปัญหามันเพิ่งจะเริ่ม เพราะยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ

ใครบางคนต้องหาทางแปลงฟุตเตจมากมายมหาศาล ซึ่งจริงๆก็เต็มไปด้วยข้อมูลขยะ
ไร้ค่าทั้งหมดเนี่ย ยัดลงไปใน "ภาพยนตร์" แล้วใครมารับเคราะห์น่ะเหรอ? ผมไม่ต้องเดาร้อก

ตอนเย็นวันศุกร์ เหลือผมกับฮารูฮินั่งอยู่ในห้องชมรม ที่เหลืออีก 3 คนก็ไปเตรียมงานตามกิจกรรม
ที่ห้องของตัวเองทำกัน
ถึงการถ่ายทำจะจบลงด้วยดีก็เถอะ แต่หนังมันก็ยาวเกินไป
แถมเรามีเวลาเหลือให้ทำแค่นิดเดียวอีกต่างหาก หลังจากถ่ายข้อมูลลงคอมฯ และดูมันซ้ำอีกรอบ ผมก็มาถึงบางอ้อ—นี่มันวิดีโอโปรโมทอาซาฮินะ มิคูรุแบบหนังทุนต่ำชัดๆ

พูดกันตามตรงเลยนะ ก่อนจะถึงช่วงสุดท้ายเนี่ย ผมเองยังไม่รู้เลยว่าฮารูฮิอยากทำหนังแนวไหนกันแน่?
สาวเสิร์ฟ , สาวน้อยยมทูต , ชายหนุ่มที่เอาแต่ฉีกยิ้มเหมือนไอ้ปัญญาอ่อนตลอดศกนั่น
แล้วคนพวกนี้มาทำอะไรในหนังกันแน่? แค่นี้ก็จะไม่มีเวลามานั่งทำงานตัดต่ออย่างใส่เอฟเฟ็ค
เข้าไปในหนังแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า เราเองก็ไม่มีทักษะในด้านนี้อีกต่างหาก
ท่าทางเราคงต้องปล่อยหนังออกไปแบบดิบๆ แบบไม่ต้องตัดต่อแล้วล่ะมั้ง?

ฮารูฮิเริ่มทำหน้าบุ้ย
"นายจะให้ชาวบ้านเขาดูหนังที่ไม่เสร็จได้ยังไงเล่า? ไม่มีวิธีเลยหรือไง?"

นี่พูดกับฉันเหรอ?
"เร่งฉันไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก งานโรงเรียนมันเริ่มพรุ่งนี้แล้ว
และฉันเองก็พยายามเต็มที่แล้วนา แค่เอาฉากที่จู่ๆเธอก็อยากจะถ่ายมาเรียงกันเป็นเรื่องได้ก็ปวดหัวตึ้บแล้ว ตอนนี้ฉันคงขยาดการดูหนังไปอีกนานแหงๆ"

แต่ฮารูฮิก็เก่งจริงจริ้งไอ้เรื่องที่ล้มล้างความคิดเห็นของชาวบ้านเนี่ย
"ถ้านายค้างที่นี่ นายว่านายจะทำมันเสร็จมั้ย?"

ใครจะค้างที่นี่นะ? ฉันไม่ได้ขอซะหน่อย ....เอ่อ...เพราะว่าตอนนี้เหลือแค่ผมกับฮารูฮิในห้อง แล้วฮารูฮิก็จ้องตาผมตรงๆด้วยดวงตาดำขลับของเธอ
"คืนนี้เราจะค้างที่นี่"

แล้วฮารูฮิก็พูดประโยคที่สุดจะเซอร์ไพรส์อย่างยิ่งออกมา
"ฉันจะช่วยนายเอง"
 
 
แต่ว่านะ ถ้าลองมาตัดสินจากผลสรุปแล้ว ฮารูฮิก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่
เพราะบางทียัยนี่ก็ยืนบ่นเบื้อกอะไรซักอย่างอยู่หลังผม แล้วอีกชั่วโมงต่อมาก็นั่งหลับกับโตะเฉยเลย
จริงๆเล้ย ผมชักอยากถ่ายหนังตอนยัยนี่หลับเป็นบ้า ผมว่าถ้าผมยัดฉากที่ยัยนี่หลับ
เอาไว้ตอนหนังจบด้วยคงสวยไม่เลว