นิยายแปลไทย The Sighs of Suzumiya Haruhi บทส่งท้าย
posted on 03 Jun 2007 09:26 by overtime in Novel----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
(ต่อจากส่วนที่แล้ว)
บทส่งท้าย
พองานโรงเรียนเริ่มขึ้น พวกเราก็ไม่ยุ่งอีกต่อไปแล้วจริงๆแล้ว ผมว่าส่วนที่สนุกที่สุดของงานเทศกาลคือ
ตอนเตรียมงานนี่ล่ะครับ พองานมันเริ่มไปแล้ว ทุกคนก็จะยุ่งจนลืมเวลาไปเลย พอรู้สึกตัวอีกทีงานก็จบและ
ต้องมาเก็บกวาดกัน ดังนั้นก่อนที่มันจะเป็นแบบนั้น เรามาสนุกกับเวลาว่างดีกว่า อย่างน้อยๆ
ผมก็จะว่างทั้งวันนี้และวันพรุ่งนี้ หวังว่าคงไม่มีใครมาตะโกนใส่หูผมตอนผมกำลังรีแลกซ์นะ
ส่วนฮารูฮิน่ะ ยัยนั่นคงเป็นคนเดียวที่จะบ่นกับช่วงเวลาอันแสนสุขแบบนี้ ยัยนั่นไปใส่ชุดบันนี่เกิร์ล ยืนแจกใบปลิวหน้าประตูโรงเรียนอีกแล้ว ผมล่ะอยากรู้จริงจริ้งว่ายัยนี่จะแจกได้กี่ใบก่อนที่จะโดนอาจารย์ กับ
พวกกรรมการนักเรียนมาลากตัวไปน่ะ
ผมออกจากห้องชมรม และเดินอาดๆไปหาโรงเรียนที่แสนจะคึกคัก
ใจผมที่ไม่เคยอยู่สุขจนถึงเมื่อกี้ ในที่สุดก็ดูจะสงบลงได้แล้วล่ะ โคอิสึมก็เชื่อแบบนั้น และนางาโต้เอง
ก็ให้สัญญาว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีกในตอนนี้ เพราะชามิเซ็นพูดไม่ได้แล้ว นี่ล่ะคือ สิ่งที่ผมจะอยาก
จะยืนยันว่าทุกอย่างกลับเป็นปกติแล้ว ชามิเซ็นตอนนี้เงียบยังกับนางาโต้ ผมว่าการไล่หมอนั่นออกจากบ้านไป
คงจะใจร้ายไปซักหน่อย ผมเลยว่าจะเลี้ยงหมอนี่เป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้าน และน้องผมเองก็ตื่นเต้นที่จะมีตุ๊กตาขน
สัตว์ที่เคลื่อนไหวเองได้อยู่ในบ้าน ผมเลยบอกที่บ้านว่า "เจ้าของเดิมเขาย้ายบ้านไปแล้ว"
เจ้าแมวตัวผู้ตัวนี้บางทีก็ร้องเหมียวออกมาบ้าง แต่เสียงที่หูผมได้ยินมัน เหมือนกับหมอนั่นยังพูด
กับผมอยู่ เอ่อ..แต่ช่างมันเหอะ
พูดถึงอีกอย่างที่หายไป ก็พวกที่แต่งชุดประหลาดๆ เมื่อ 2-3 วันก่อนไง ผมไม่ยักจะเห็นพวกนั้นใน
งานโรงเรียนส่วนไหนเลย ผมมองแผ่นพับที่พวกจัดงานแจก แต่ไม่เห็นมีพวกนั้นเลย ผมลองด้อมๆมองๆ
ไปที่ชมรมที่พวกนั้นน่าจะอยู่ (อย่างชมรมภาพยนตร์) แต่ไม่เห็นเจออะไรเลย พวกนั้นเขาเป็นใครกันแน่นะ?
"หืม.."
ผมบ่นพึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว ตอนที่เดินเรื่อยเปื่อยไปตามตึกเรียน
ถ้ายังมีพวกพลังเหนือธรรมชาติเดินปะปนอยู่ในงานโรงเรียนล่ะ? แล้วถ้าพวกนั้นก็แต่งตัวผิดยุคผิด
สมัยล่ะ? ใช่..แบบที่นางาโต้ใส่น่ะ
ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง งั้นคุณนางาโต้ก็แต่งตัวแบบนั้นเพื่อปิดบังสถานะที่แท้จริงไม่ให้ฮารูฮิรู้ และ
ให้แค่ได้บรรยากาศเหมือนพวกที่มาออกงานโรงเรียนเท่านั้นล่ะ นางาโต้น่ะเอาแต่ปิดปากเงียบ ผมก็เลยไม่มีทางรู้ว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงกันแน่ แต่คงเป็นเรื่องขัดแย้งอะไรซักอย่างที่อยู่นอกเหนือความรู้
ของผมอีกแหง บางทีก็เกิดขึ้นในตอนที่เผลอๆแบบนี้ล่ะ เพราะถึงโลกกำลังจะสลายอยู่ตรงหน้า
ผมก็เชื่อว่านางาโต้คงยังปิดปากเงียบอยู่แหงๆ ถ้าผมไปถามเธอตรงๆ เธอก็คงตอบผมหรอก
แต่ก็ตอบด้วยภาษาที่มนุษย์ไม่มีทางเข้าใจได้ตามเคยแหละ และผมเองก็มั่นใจว่าตัวเองคงไม่ฉลาด
พอจะเข้าใจเรื่องที่เธออธิบายแหงๆ
บางทีนะ ผมน่าจะเลือกที่จะอยู่เฉยๆดีกว่า โดยเฉพาะกับฮารูฮิผมว่าผมควรจะหุบปากเรื่องนี้ไปเลย
ขอเปลี่ยนเรื่องนะครับ ตอนนี้หนังของพวกเรากำลังฉายในห้องฉายหนัง รู้สึกว่าจะมีแค่หนังของ
ชมรมเรากับชมรมวิจัยภาพยนตร์เท่านั้นล่ะนะที่เอาหนังมาฉาย นี่ก็เพราะฮารูฮิไปเม้งกับชมรมที่ว่าซะยกใหญ่
พวกนั้นก็เลยยอมให้เราฉายหนังของเราสลับกับหนังของพวกเขา เฮ้ มันช่วยไม่ได้นี่นา ก็มีแค่ห้องนั้นนี่ที่มี
โปรเจ็คเตอร์ ผมต้องยอมรับนะว่าพวกนั้นดูลำบากใจมาก...แต่ทำไงได้ล่ะ? จะพวกนั้น หรือ ใครอื่นในโลกนี้ ก็คง
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธการตัดสินใจของฮารูฮิได้หรอก สุดท้ายพวกนั้นเลยจำต้องฉายหนังคุณภาพต่ำแถมมี
โฆษณาแทรกกลางของเราจนได้แหละ
พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเลยว่าผมน่าจะพวกคุณรู้อีกว่า ตามเอกสารของกรรมการนักเรียนแล้ว
หน่วยSOS ยังไม่ได้เป็นชมรมอย่างเป็นทางการ ดังนั้น "การผจญภัยของอาซาฮินะ Mikuru Episode : 00"
เลยไม่อยู่ในรายการที่เป็นทางการของงานโรงเรียน อีแบบนี้ยังไงเราคงไม่มีทางชนะเลิศได้หรอก ผมว่าคะแนน
ที่เราควรจะได้คงถูกรวมเป็นคะแนนของชมรมวิจัยภาพยนตร์แทนล่ะมั้ง?
เอ้อ ใช่ ยังจำไอ้หนังที่ฉายรอบเที่ยงคืนที่ให้แรงบันดาลใจฮารูฮิให้สร้างหนังได้หรือเปล่าครับ? หลัง
จากค้นๆดู ผมก็รู้ว่าหนังเรื่องที่ว่าไม่ได้รางวัลGolden Globe Award หรอกครับ มันเป็นแค่หนังโปรโมท
ขาว-ดำที่เปิดในเทศกาลหนังเมืองคานน์ที่ชื่อ "Only" เท่านั้นล่ะครับ ยัยนั่นคงเพี้ยนพอที่ไปเข้าใจว่าหนังแบบ
นั้นไปชนะรางวัลจากสถาบันไหนๆได้ เพื่อยืนยันเรื่องนี้ผมถึงขนาดไปเช่ามาดูเลยนะ ผลก็คือ ผมหลับไปตั้งแต่
ครึ่งแรกของหนัง ผมก็เลยไม่รู้ว่าตกลงหนังเรื่องนั้นมันสนุกหรือน่าเบื่อกันแน่? ผมว่าผมน่าจะลองฝืนนั่งดูมันอีก
ก่อนจะคืนนร้านล่ะนะ
ไหนๆ ก็เป็นโอกาสที่ไม่ค่อยมี ผมเลยลองแว่บไปดูละครของห้อง 4/9
เจ้าโคอิสึมิเอาแต่ยิ้มตลอดทั้งเรื่อง บทที่หมอนั่นรับก็เป็นคนที่ตายได้งี่เง่าสุดๆในตอนจบของเรื่อง
งี่เง่าได้ทัดเทียมกับหนังของฮารูฮิเลย แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคนชื่นชมก็ไม่รู้ บางทีนะผมอาจจะไม่ได้ใส่ใจเนื้อเรื่อง
เพราะพระเอกคือ โคอิสึมิก็ได้ การแสดงของหมอนั่นจะเรียกเป็นการแสดงได้ยังไงนะ? มันเหมือนกับตอนที่
หมอนั่นยกยอตัวเองตามปกติไม่มีผิดเลย นี่คงเป็นอีกเหตุที่ผมไม่เห็นว่าละครเรื่องนี้มันจะดีเด่ตรงไหนด้วยล่ะนะ
หลังจากโค้งคำนับรับเสียงปรบมือ โคอิสึมิกระพริบตาให้ผมแทนคำทักทาย แน่นอนผมเผ่นไอ้กระพริบตา
ของหมอนั่นก่อนมันจะมาถึงตัวผมแทบไม่ทัน ส่วนห้องของนางาโต้ ผมว่าผมจะไปแหย่เธอเล่นซะหน่อย
แต่ว่า ไหงมีคนต่อคิวดูดวงกันเยอะอย่างนี้ล่ะ? ผมแอบมองเข้าไปด้านในนิดหน่อย ภายใต้การแต่งห้องด้วยสีดำ
ที่กลางห้องนั้นมีเด็กผู้หญิง 2-3 คนสวมชุดดำอยู่ ผมเห็นหน้าขาวๆไร้อารมณ์ของนางาโต้ด้วย เธอวางมือของ
เธอบนลูกแก้วคริสตัล คุยกับลูกค้าด้วยโทนเสียงทื่อมะลื่อ นางาโต้ ขอร้องเถอะ ช่วยพวกนั้นแค่หาของที่ทำหาย
ไปก็พอนะ ไม่ต้องไปแนะนำเรื่องอื่นเลยนะ
ส่วนเรื่องผิดปกติซึ่งเกิดจากภาพยนตร์นั้น รู้สึกว่าทุกอย่างจะคืนสภาพเพราะการใส่ประโยคที่ว่า
" เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น" ลงตอนท้ายเรื่อง แต่โลกของเราน่ะคงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประโยคพื้นๆ
แบบนั้นหรอกครับ ฮารูฮิ , คุณอาซาฮินะ , นางาโต้ โคอิสึมิ และผมยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ยล่ะครับ? แล้วมันจะเป็นไป
ตามประโยคว่า "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีอยู่จริง" ได้ยังไง? บางทีซักวัน พวกเราทั้งหมดก็ต้องใช้ชีวิตไป
ตามทางของตัวเอง แต่อย่างน้อยๆตอนนี้ หน่วยSOS ก็ยังมีอยู่ ทั้งหัวหน้าหน่วยและลูกหน่วยนั่นล่ะนะ
อา...จะว่ายังไงดี? บางทีผมก็มาคิดนะ ที่เราว่ามาทั้งหมดมันเป็นแค่เรื่องโกหกที่ใหญ่โตเกินเหตุ
และฮารูฮิก็ไม่ได้มีพลังจริงๆ ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องขำๆที่ คุณอาซาฮินะ , นางาโต้ และ โคอิสึมิรวมหัวกันเมกขึ้น
มา ซึ่งถ้าคิดแนวนี้นะ ที่เจ้าชามิเซ็นมันพูดได้มันก็แค่การแปลงเสียง ไม่ก็มีไมโครโฟนซ่อนอยู่ก็ได้นา ส่วน
กลีบดอกซากุระในฤดูใบไม้ร่วง กับลำแสงมิคูรุบีมมันก็เป็นแค่สเปเชี่ยล เอฟเฟ็ค
ถึงมันจะเป็นแบบนั้นจริง ผมก็พูดอะไรถึงมันไม่ได้มากร้อก
"ไม่มีทางที่จะเป็นจริงได้หรอก"
เรื่องราวจะเป็นมาไงก็เถอะ แต่สถานการณ์แบบที่ผ่านมาก็ไม่พูดได้ไม่เต็มปากร้อกว่า มีความสุขน่ะ ผมว่ามีทุกคนอยู่ด้วยกันมันผ่อนคลายมากกว่าอยู่ตามลำพังกับฮารูฮิล่ะนะ ผมล่ะดีใจ้ดีใจที่ไม่ได้เป็นสมาชิก
เพียงคนเดียวของหน่วยSOS
ถึงผมจะเป็นคนธรรมดาเพียงคนเดียวก็เถอะ
อ่าใช่ๆ นี่ไม่ใช่เวลามายืนเหม่อนะ มันใกล้เวลาแล้ว เรื่องอะไรผมจะยอมพลาดการใช้คูปองลด
ราคาอันนี้ล่ะ? แถมไม่ต้องถามเลยว่า ผมน่ะอยากเห็นชุดที่พวกเธอจะใส่จริงจริ้ง
ผมรีบเผ่นไปยังที่นัดเจอกับทานิงูจิกับคุนิคิดะ แน่นอนว่าพวกเราน่ะจะไปกินยากิโซบะที่ร้านของ
คุณอาซาฮินะไงล่ะครับ
(จบเล่ม 2)
คำปิดท้ายจาก นักแปล
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านการแปลที่ทิ้งช่วงนานมากๆของผมจนจบ สำหรับผู้ที่เพิ่งมาอ่าน และอยากอ่านตั้งแต่ต้นใหม่ รบกวนช่วยมองดูแถบเมนูทางด้านซ้ายมือของคุณ และ กด index of Suzumiya Haruhi ดูนะครับ ในส่วนของนิยาย ผมจะใส่ Link ของเล่ม 2 และเล่มอื่นๆ เอาไว้อย่างครบถ้วนครับ เล่มต่อไปผมจะแปลเล่มไหน ลองเดา หรือ ลองให้คอมเม้นท์ดูนะครับ
ส่วนเล่ม2นี้แสดงให้เห็นความขัดแย้งของทั้ง3กลุ่มแหะ แถมยังมีการต่อสู้ในโลกเบื้องหลังอีก สงสัยสักวันคงมีไอ้ตัวลอง"กี้ๆ"โผล่มาแน่ๆเลย
#1 By TorRus (125.25.202.135) on 2007-06-03 10:29