Volume.2 สึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 5 (ส่วนที่ 1)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
 

(ต่อจากส่วนที่แล้ว)



แล้วก็มาถึงเช้าวันจันทร์...เหลืออีก 1 อาทิตย์ก่อนที่งานโรงเรียนจะเริ่ม
แต่ไหงโรงเรียนยังเต็มไปด้วยบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ล่ะ? ตกลงโรงเรียนนี้
เขาจะจัดงานโรงเรียนจริงๆมั้ยเนี่ย? งั้นมันน่าจะคึกคักกว่านี้สิ...
พอโรงเรียนดูหงอยๆ ผมเองก็เลยหงอยตามไปด้วย แถมยังมีสิ่งที่ทำให้ผม
หงอยหนักยิ่งกว่าก็รอผมอยู่ที่ห้องเรียนซะอีก

โคอิสึมิรออยู่หน้าห้องเรียนของผม เมื่อวานแกพูดไปเยอะแล้วนะ มีอะไรจะบ่นอีกฟะ?

"อะไรอีกล่ะ? อย่าบอกนะว่ามิติเบื้อกนั่นผุดขั้นมาอีกแล้ว?"
"ไม่ใช่ครับ สุดท้ายเมื่อวานก็ไม่เกิดขึ้นมาครับ ท่าทางคุณสึซึมิยะ
คงจะเอาแต่นั่งหดหู่จนไม่ว่างจะหงุดหงิดล่ะครับ"

ไหงงั้น?

"คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ....แต่ดูท่าทางคุณคงยังไม่เข้าใจ งั้นผมขออธิบายหน่อยก็แล้วกัน...
คุณสึซึมิยะน่ะคิดเสมอว่าไม่ว่ายังไง คุณคนเดียวนี่ล่ะที่จะเข้าข้างเธอเสมอ ถึงคุณจะมีบ่นๆบ้าง
แต่ยังไงคุณก็จะสนับสนุนเธอ... ไม่ว่าเธอจะทำอะไรไปมีแต่คุณเท่านั้นที่ยอมรับในตัวเธอได้"

พูดอะไรของแก? คนที่จะเข้าข้างพฤติกรรมทั้งหลายแหล่ของยัยนั่นคงมีแต่พวกนักบุญ
ที่ถวายตนเพื่อพระผู้สร้างเท่านั้นแหละ ขอฉันย้ำหน่อยนะ ฉันไม่ใช่ทั้งนักบุญ หรือ สุดยอดผู้นำ ฉันมันแค่คนธรรมดาที่มีสามัญสำนึกเป็นอาวุธเท่านั้นแหละ

" ระหว่างคุณกับคุณสึซึมิยะมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่?"
อะไรของแก? อะไรเกิดขึ้นที่ว่าน่ะ?

"ช่วยชมเธอหน่อยไม่ได้เหรอครับ? นกพิราบตอนนี้ก็น่ารักดีแล้ว ถ้าคุณสึซึมิยะยังหดหู่
แบบนี้ต่อไป นกพิราบที่ศาลเจ้าคงได้เปลี่ยนเป็นอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่นกพิราบอีกต่อไปแน่ครับ"
"อย่างเช่นอะไร?"
"ถ้าผมรู้ ผมคงไม่มายืนกลุ้มแบบนี้หรอกครับ แต่ถ้าศาลเจ้านั่นเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด
ที่มีระยางค์ยืดยาว มาเดินยั้วเยี้ยมันคงดูไม่จืดแน่ๆครับ
"โรยเกลือคงช่วยได้มั้ง ?"
"นั่นไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นน้ำเลยนะครับ ตอนนี้คุณสึซึมิยะเหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่นะครับ เพราะเธอกระตือรือร้นที่จะพัฒนาสถานะของตนเองผ่านทางภาพยนตร์ของเธอ แต่เพราะ
เมื่อวานเธอได้มีปากเสียงกับคุณ ตอนนี้พลังงานอันล้นเหลือของเธอเลยเปลี่ยนไปใช้ในทางอื่นแทน
ชนิดจากบวกเป็นลบแล้วล่ะครับ ถ้าทุกอย่างมันจบลงตรงนี้ก็ยังพอหาทางแก้ไขได้อยู่
แต่ถ้ามันยังดำเนินต่อไป เรื่องมันคงไม่จบง่ายๆแน่ครับ"
"นายก็เลยจะให้ฉันไปชื่นชมสรรเสริญยัยนั่นหรือไง?"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ที่คุณต้องทำก็แค่ไปคืนดีกับเธอเท่านั้นแหละ"

คืนดีอะไรของแก? ฉันจำไม่ได้ว่าเคยไปคบกันสนิทสนมกับยัยนั่นซะหน่อย
"หืม? ผมเข้าใจว่าคุณเป็นคนที่ใจเย็นและเป็นคนมีเหตุมีผลมาตลอดเลยนะครับเนี่ย?
ผมเข้าใจผิดไปเองเหรอเนี่ย?"

ผมไม่ได้ตอบอะไรไป
ที่ผมโกรธยัยบ้านั่นขนาดนั้นก็เพราะ ผมทนไม่ได้ที่จะเห็นยัยนั่นทำร้ายคุณอาซาฮินะ...หรือว่า...บางทีผมจะขาดแคลเซี่ยมก็ไม่รู้หรอกนะ เพราะงั้นเมื่อคืนผมเลยกระเดือกนมสดที่บ้านไปตั้งลิตรนึง และน่าตกใจที่พอผมตื่นขึ้นมาเมื่อเช้า
หัวผมงี้โล่งเชียว ยังไงก็เหอะ นมนี่มันก็เป็นเหมือนยานอนหลับของผมล่ะนะ

แต่ว่านะ ทำไมผมต้องลดทิฐิแล้วไปคืนดีกับยัยนั่นด้วยฟะ ไม่ว่าจะมองยังไง ก็เห็นกันชัดๆ
ว่ายัยนั่นมันทำเกินไปแล้วน่ะ

โคอิสึมิถอนหายใจเล็กๆ เหมือนแมวน้อยกำลังจะละเลียดอาหาร และตบบ่าผมเบาๆ
"ที่ผมหวังพึ่งคุณ เพราะในแง่ของระยะห่างแล้ว คุณเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด"


ตราบใดที่ผมไม่หันหลังกลับไป ผมจะไม่มีทางได้สบตากับฮารูฮิที่นั่งอยู่หลังผมหรอก วันนี้ฮารูฮิดูท่าทางจะเหม่อมองท้องฟ้ามากเป็นพิเศษ เพราะยั่ยนั่นเอาแต่จ้องไป
นอกหน้าต่างตลอดเลย และจ้องยาวไปจนถึงพักกลางวัน

แล้ววันนี้ไหงเจ้าทานิงูจิมันแต่พล่ามไร้สาระด้วยฟะ?
"มันเป็นหนังแบบไหนกันแน่ หา? ขนาดฉันเสียเวลาไปกับพวกนายทั้งวัน
ยังไม่เห็นจะรู้อะไรขึ้นมาเลย"

ช่วงพักเที่ยง ทานิงูจิสวาปามข้าวเที่ยงไปบ่นไป ปกติฮารูฮิจะไม่อยู่ในห้องช่วงพักเที่ยงอยู่แล้ว
แน่นอนว่าวันนี้ก็เช่นกัน เพราะถ้ายัยนั่นอยู่แถวๆนี้ด้วย เจ้าทานิงูจิมันคงไม่กล้าปากหมาแบบนี้หรอก
เพราะเจ้านี่มันขี้ปอดที่กล้าพูดเสียงดังเวลาที่ตัวเองปลอดภัยเท่านั้นแหละ

"ถ้าจะโทษต้องโทษยัยสึซึมิยะ หนังเรื่องนี้ต้องห่วยแตกแน่ ฉันขอฟันธงเลย"
ผมไม่อยากจะสนใจความคิดเห็นของบ้านหรอก ผมจะไม่ดันตัวเองให้เป็นยอดคน
และไม่ดันชื่อตัวเองไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์หรอก ผมขอเป็นแค่มดตัวเล็กๆที่แอบอยู่มุมห้อง
และบ่นพึมพำกับตัวเอง และหาเรื่องติกับข้าวฝีมือแม่ไปวันๆดีกว่า
ถึงผมจะทำอาหารเองไม่เป็นก็เถอะ แต่ถ้ามีเรื่องที่ผมต้องเคลียร์ล่ะก็
ผมจะไม่อยู่เฉยแน่

" แกก็บ่นอะไรออกมาบ้างสิ"

ทานิงูจิ , แกน่ะได้ทำอะไรกับเขาบ้างหรือเปล่า? อย่างน้อยยัยฮารูฮิก็ยังร่วมในงานโรงเรียน
และพยายามตามสไตล์ของตัวเองแล้วนะเว้ย ถึงไอ้สไตล์ที่ว่าจะพาความซวยมาก็เถอะ
แต่อย่างน้อยๆยัยนั่นก็ยังดีกว่าไอ้โง่ที่เอาแต่นั่งพล่ามบ่นทั้งวันอยู่ดีล่ะฟะ แกนั่นแหละที่ผิด
แกน่ะต้องไปขอโทษคนที่ชื่อทานิงูจิทั่วประเทศ ที่แกทำให้ชื่อของพวกเขาต้องมัวหมองเพราะโดนฉันด่า

" เอาเหอะเคียวน์"
คุนิคิดะพยายามสมานฉันท์
"เจ้านี่ก็แค่อยากจะระบายความหงุดหงิดแหละ จริงๆ แล้วพวกเราอยากไปร่วมกับคุณสึซึมิยะ
ให้มากกว่านี้นะ พวกเราน่ะอิจฉานายมากเลยนะเคียวน์"
"ซะเมื่อไหร่กันเล่า" ทานิงูจิพูดพร้อมเหล่คุนิคิดะ "ฉันไม่อยากเข้าชมรมงี่เง่านั่นซะหน่อย"
"พูดแบบนี้ไม่สมเป็นนายเลยนะ แล้วใครกันนะที่ตอบรับทันทีที่โทรชวนน่ะ เมื่อวานนา
ยยังเอนจอยมากเลยไม่ใช่เหรอ? นายถึงกับยอมลงทุนยกเลิกแผนที่ตั้งใจเลยไม่ใช่เหรอ?"
"อย่าพูดซี้ซั้วสิฟะเจ้านี่"

มิน่าเจ้าทานิงูจิมันถึงดูหงุดหงิดนัก เพราะพี่แกลงทุนยกเลิกแผนในใจ เพื่อแค่ไปช่วยเป็น
ตัวประกอบให้เรา แต่หมอนี่กลับได้ออกโรงเพียงฉากเดียว แถมยังจบงานด้วยการเกือบจมน้ำ
อีกต่างหาก เข้าใจล่ะ หมอนี่กำลังต้องการใครมาปลอบใจสิท่า แต่พอดีตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์
ไปปลอบใจใครเลย เพราะฉันก็หงุดหงิดเหมือนกันนี่หว่า

ผมรู้ดีกว่าใครๆว่า หนังของฮารูฮิมันงี่เง่าเกินที่จะฉายให้ใครดู เพราะยัยนั่นเอาแต่มุ่ง
ไปข้างหน้าโดยไม่ดูผลที่ตามหลังมาเล้ย และเพราะพวกเราได้แต่ถ่ายหนังตามแต่ที่ยัยนี่สั่ง
มันก็เลยไม่มีบทจะให้ใครพูดอะไรเลย คงมีแต่อัจฉริยะเท่านั้นล่ะที่จะดันหนังเรื่องนี้ให้ดัง
คับฟ้าได้ และในสายตาผมนะ ฮารูฮิไม่ได้มีพรสวรรค์ในฐานะผู้กำกับเลย และถ้ามีใครมา
วิจารณ์ยัยนั่นเพราะเรื่องนี้ล่ะก็... เดี๋ยวสิ ไหงผมถึงต้องโมโหด้วยล่ะ?

"เคียวน์,คุณสึซึมิยะท่าทางจะอารมณ์เสียกว่าปกตินะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"

ผมฟังคำถามของคุนิคิดะไป แล้วก็นั่งคิดไป

ผมก็เหมือนทานิงูจิแหละ สิ่งที่ผมได้ทำมาตลอดก็แค่ทำตามที่ยัยนั่นสั่ง แล้วก็มานั่งด่ายัยนั่นลับหลัง พอนั่งวิเคราะห์เจ้าบ้านี่แล้วผมก็มองเห็นตัวเองนิดหน่อย.. บางครั้งผมก็ด่าฮารูฮิ บางทีก็รู้สึกช่วยไม่ได้
นั่นมันงานของผมนี่นะ แถมดันเป็นงานที่ผมดันทำได้คนเดียว คนอื่นทำไม่ได้อีกต่างหาก

แค่อาหารมันหวานไปนิดผมยังมีเรื่องให้ติเล้ย ผมรู้สึกผิดกับแม่ที่ทำปิ่นโตให้ผมจังเลย
โธ่เว้ย! ทานิงูจิ ถ้าแกไม่พูดพล่ามอะไรแบบนี้นะ ฉันก็ไม่ต้องทำอะไรที่ต้องมานั่งเสียใจ
ภายหลังแบบนี้แล้ว

แล้วผมทำยังไงต่อน่ะเหรอ?
ผมก็ปิดฝากล่องข้าวและเผ่นออกจากห้องเรียนน่ะสิ

ฮารูฮิอยู่ในห้องชมรม นั่งต่อสายจากล้องวิดีโอเข้าคอมพิวเตอร์ เหมือนยัยนี่จะทำอะไรซักอย่าง แล้วพอเห็นผมเปิดประตูออกมาก็ทำท่าตกใจมากซะงั้น ว่าแต่ไอ้ที่ถือในมือซ้ายน่ะ
ขนมปังแกงกะหรี่เหรอนั่น?

แล้วจู่ๆ ยั่ยนั่นก็โยนขนมปังทิ้ง แล้วเอามือไปอยู่ด้านหลังของหัวตัวเอง ผมคิดว่างั้นนะ เพราะตอนนี้ยัยนั่นปล่อยผมยาวลงมาตามเดิมแล้ว ไม่รู้ยัยนี่เขาทำอะไร หรือว่ายัยนี่พยายาม
จะปล่อยผมที่มัดเอาไว้กันนะ? ผมไม่ได้สังเกตให้ดีๆ ซะด้วยสิ แต่เดี๋ยวผมค่อยนึกดูอีกทีก็ได้นี่ ตอนนี้ผมควรจะพูดในสิ่งที่ควรพูดไปก่อนดีกว่า

"นี่ ฮารูฮิ"
"อะไร?"

ฮารูฮิกลับไปสู่โหมดป้องกันตามเดิม แต่ท่าทางกลับดูเหมือนลูกแมวซะงั้น
และผมก็พูดกับเธอทั้งๆแบบนั้น
"ยังไงเราก็ต้องทำให้หนังเรื่องนี้ให้จบให้ได้"

นี่เขาเรียกว่าสร้างแรงกระตุ้นใช่มั้ย? คนแบบผมเนี่ยคงทำอะไรถึงใจแบบนี้ได้แค่ปีละครั้ง 2 ครั้ง
เท่านั้นล่ะนะ และเพราะเรื่องนี้ล่ะนะที่ทำให้ผมโมโหเรื่องเมื่อวาน เวลามันช่างเหมาะเจาะอะไรแบบนี้
ส่วนวันนี้ แรงกระตุ้นที่ว่ามันมาจากคำพูดกำกวมของโคอิสึมิกับหน้าโง่ๆของทานิงูจิ และต้องไม่ลืม
พูดถึงฮารูฮิที่ดูหดหู่เนี่ยทำให้ผมทั้งหงุดหงิดและอึดอัดใจ ถ้าผมปล่อยให้ความรู้สึกอัดอั้นนี่อยู่ในใจ
ผมต่อไป ผมคงไม่พ้นได้ต่อยหน้าต่างห้องเรียนแหงๆ ดังนั้นผมเลยระบายความอึดอัดมันตอนนี้แหละ แล้วไหงผมต้องหาหลักฐานประกอบคำสารภาพด้วยล่ะเนี่ย?

"หืม.."
แล้วฮารูฮิก็พูดแบบเริ่ดเชิดหยิ่งว่า
"แหงอยู่แล้วสิยะ ยังไง้ยังไงฉันเป็นผู้กำกับนะ ความสำเร็จมันรับประกันมาตั้วแต่ยังไม่ได้ถ่ายทำแล้วย่ะ ไม่เห็นต้องให้นายมาย้ำเตือนเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วเลยซักนิด"

เป็นคนที่ดูง่ายอะไรแบบนี้? ทั้งๆที่ผมคิดว่า ยัยนี่จะเริ่มแสดงความรู้สึกร่วมยินดีให้มันซึ้งๆ
เหมือนชาวบ้านเขาแท้ๆ และยังไม่ทันไรแววตาบ้าพลังของฮารูฮิก็เฉิดฉายขึ้นมาอีกจนได้
ผมไม่รู้จริงๆว่า ยัยบ้านี่เอาพลังใจเว่อร์ๆนี่มาจากไหน ยัยนี่นี่ดูง่ายจริงๆนะ ง่ายเหมือนหัวหน้าใหญ่
ในเกมRPG ที่เอาแต่ร่ายมนตร์ฟื้นพลังให้กับตัวเอง เป็นคนที่ประมาทจริงๆ ทั้งๆที่สามารถเก็บ
ผู้เล่นทั้งหมดในหมัดเดียวและทำให้คำว่า GAME OVER ขึ้นโชว์หราก็ง่ายๆแท้ๆ ดั้นทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้...
เอ๊ะ ผมออกทะเลไปทำไมเนี่ย? ใช่ๆ ไอ้เกมที่ต้องลดความกดดันน่ะมันไม่มีซะหน่อย
ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่ แต่ก็เอาเถอะ ผมแค่ไม่ชอบเห็นฮารูฮิทำหน้าหดหู่ และไม่อยาก
เห็นเธอทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว ถึงยัยนั่นจะถูกสร้างมาให้เข้าแข่งวิ่งมาราธอนที่ไม่มีจุดจบ ไม่มีเนื้อหาสาระ
และจุดมุ่งหมายก็ตามทีเถอะ แต่ก็นะ... ถ้าจู่ๆยัยนั่นหยุดวิ่ง มีหวังยัยนั่นคงได้ทำอะไรไร้สาระโดย
ไม่รู้ตัวอีกแหงๆ มันก็แค่นั่นแหละ

…นั่นเป็นความคิดของผมในตอนนั้น



วันเดียวกัน หลังเลิกเรียน....
"คุณพูดให้มันดีกว่านี้ไม่ได้เหรอครับ?" โคอิสึมิบ่น
 "โทษที" ผมตอบ
 "ถึงคุณจะทำให้ใจของเธอลุกโชนได้แล้วก็เถอะ ผมน่ะแอบหวังว่าคุณจะได้พูดคืนดีออกไปซะที...
คราวนี้ก็ไม่มีใครขวางด้วยนะครับ"
 "...โทษที"
 "แทนที่อะไรๆจะกลับสู่ปกติ ตอนนี้มันยิ่งสุดโต่งยิ่งกว่าเดิมซะอีกนะครับ"
 "....."
 "ทีนี้เราก็ไม่มีทางปกปิดเรื่องนี้ได้แล้วล่ะครับ"

โคอิสึมิจ้องผมด้วยดวงตาสีเข้มเหมือนผมเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย ถึงฟังดูก็ไม่รู้สึกว่า
หมอนี่กำลังบ่นผมก็เถอะ แต่เสียงพูดของเจ้านี่มันหดหู่ม้ากมาก แค่นี้ใช่มั้ย?
สถานการณ์เลวร้ายขึ้นอีก แถมเพราะผมเป็นต้นเหตุอีกต่างหาก
ไหงเป็นงั้นน่ะเหรอ? ใครจะไปรู้ฟะ?

ตอนนี้ที่ไหนๆก็มีซากุระบาน ถนนซากุระเลียบแม่น้ำที่คุณอาซาฮินะเคยบอกตัวตนจริงๆ
ของเธอก็บานเต็มไปหมดเช่นกัน ขอผมยืนยันฤดูกาลอีกที ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง
(ราวๆเดือนตุลาคม)นะ ถึงจะยังมีความร้อนจากหน้าร้อนหลงเหลืออยู่ในอากาศอยู่ก็เถอะ
แต่ตามปกติแล้ว ซากุระของญี่ปุ่นน่ะจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายน)นะ
แม้บางทีมันจะบานก่อนฤดูกาลบ้างก็ยังพอรับได้ล่ะครับ

แต่ไอ้การบานก่อนตั้งครึ่งปีเนี่ยมันพิลึกพิลั่นเกินไปแล้วเฟ้ย หรือพวกต้นซากุระจะเพี้ยน
ตามดวงอาทิตย์ไปด้วยแล้วล่ะ?ภายใต้กลีบดอกซากุระที่ร่วงหล่นลงมา ก็มีแต่ฮารูฮิแหละ
ที่เครื่องติดรุนแรงน่ะ ส่วนคุณอาซาฮินะก็ใส่ชุดสาวเสิร์ฟรัดๆของเธอลงเดินแบบไม่ค่อยมั่นใจ หรือเป็นเพราะดอกไม้ที่บานผิดฤดูจะทำให้เธองงกันแน่นะ?

" ฉันไม่เคยนึกเลยนะว่า อะไรๆมันจะสะดวกโยธินขนาดนี้ ฉันน่ะแค่คิดจะถ่ายฉาก
ที่เต็มไปด้วยซากุระเท่านั้นเอง แหม..ดินฟ้าอากาศมันเป็นใจขนาดนี้นี่ บังเอิญสุดยอดไปเลยเนอะ"

ฮารูฮิเริงร่าเต็มสตรีมในขณะที่จัดท่ายืนต่างๆนาๆให้คุณอาซาฮินะ

ยังไงก็ไม่ไหวแฮะ เวลาที่ใครสักคนทำอะไรตามแรงกระตุ้นแล้ว ยังไงมันก็มักจะจบลง
ด้วยการมานั่งเสียใจในภายหลังมันทุกทีสิ ผมว่าผมได้ซึมซาบบทเรียนเช่นนี้
มาตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้วนะ...

ไม่ใช่ว่าผมจะมานั่งบ่นๆกับ "เราน่าจะแบบนั้นไปแท้ๆ" หรอก แต่ผมจะคิดว่า
"เราไม่น่าจะทำแบบนั้นไปเลยมากกว่า" ซะมากกว่า ช่างเป็นความคิดที่ติดลบจริงๆ
ใครก็ได้ขอปืนที! ปืนของจริงที่ไม่ใช่ปืนของเล่นน่ะ!

ต้นซากุระเริ่มจะผลิดอกช่วงหลังเที่ยง แล้วกลีบดอกจะโปรยกันช่วงเย็นๆ
สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเริ่มออกมารายงานข่าวแล้วว่า นี่เป็นปรากฎการณ์ที่หายาก
ตัวผมได้แต่หวังว่า พวกนั้นจะคิดว่านี่มันแค่เรื่องของอากาศวิปริตที่บังเอิญว่า
โลกมันร้อนขึ้นกะทันหันในปีนี้เท่านั้น นะๆช่วยคิดแบบนั้นหน่อยเถอะ

"คุณสึซึมิยะเองก็คงคิดแบบนั้น"
โคอิสึมิพูดในขณะที่เดินใกล้ชิดตัวติดกับคุณอาซาฮินะ ภาพที่เห็นเจ้าโคอิสึมิที่ดูดีโคตรๆ
อยู่เคียงข้างกับคุณอาซาฮินะผู้สุดแสนจะน่ารักน่ะ คงทำให้ตัวผู้ในสากลโลกเดือดไปตามๆกัน
แน่นอน 1 ในนั้นเช่นผมก็แค้นแบบสุดๆ อยู่เนี่ย

นางาโต้ผู้มากับความไร้อารมณ์ เอาแต่ยืนจ้องกลีบซากุระ โดยไม่มีคอมเมนต์ในเรื่อง
ที่กลีบดอกซากุระโรยลงมาเลย แถมกลีบสีชมพูที่ติดอยู่บนผ้าคลุมสีดำของเธอเนี่ยแค่มอง
ก็รู้สึกยังไงๆ ก็ไม่รู้ ว่าแต่ยัยนี่รู้เรื่องพิราบสีขาวแล้วหรือยังนะ?

"เอาล่ะ! เราเอาแมวมาเข้าฉากด้วยดีกว่า"
จู่ๆ ฮารูฮิก็โพล่งขึ้นมา

"แม่มดต้องมีสัตว์รับใช้ แล้วอะไรจะเหมาะเท่าแมวอีก? เราจะหาแมวดำได้ที่ไหนเนี่ย?
ถ้าได้ตัวที่ขนสวยๆนี่จะแจ่มมากเลย"

เดี๋ยวเด้ นางาโต้เขารับบทเป็นแม่มดผู้ชั่วร้ายจากต่างดาวไม่ใช่เรอะ?
"ถึงต้องมีแมวไงล่ะ! นั่นแหละตรงกับที่ฉันคิดสุดๆ แล้วเราไปหาแมวที่ไหนดีล่ะ?"
"ที่ร้านPet Shopเป็นไง!"

พอได้ยินผมแนะนำ จู่ๆยัยนั่นก็ดูโอนอ่อนลงซะเฉยๆงั้นแหละ
"จริงๆ เอาแมวข้างถนนก็ได้นี่ ถ้าเราต้องไปยืมและต้องไปคืนที่ร้านเนี่ยคงวุ่นวายไปหน่อยใช่มะ มันน่าจะมีที่ๆพวกแมวจรจัดไปรวมตัวกันไม่ใช่เหรอ? ยูกิ เธอรู้หรือเปล่า?"
"รู้"
นางาโต้พยักหน้าเบาๆ

แล้วเธอก็เดินนำไปเหมือนกำลังจะพาพวกเราไปยังกับเป็นศาสดาที่จะพาพวกเรา
ไปยังแดนแห่งพันธะสัญญายังไงยังงั้น มีอะไรที่นางาโต้ไม่รู้บ้างล่ะ? ถ้าผมลองถามว่า
ที่ๆผมไปทำกระเป๋าตังตกเมื่อ 5 ปีก่อนอยู่ไหน ยัยนี่คงบอกผมได้แหง ถึงในนั้นมันจะมีเงิน
ติดอยู่แค่ 500 เยนก็ตามทีเถอะ

15 นาทีต่อมา เราก็มาถึงด้านหลังของอพาร์ทเมนต์สุดหรูที่นางาโต้อยู่ มันเป็น
สวนหย่อมชั้นดีที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ ที่ดูจะลับสายตาจากคนภายนอกอีกต่างหาก
ที่นั่นมีแมว 2-3 ตัว รวมกลุ่มกันอยู่ ดูเหมือนแมวข้างถนน แต่ดูท่าทางไม่ตื่นคนเลย
พอผมเดินไปหาพวกมัน ก็ไม่ได้มีทีท่าจะเดินหนีเลย สงสัยคิดว่าผมจะเอาข้าวให้กินสิท่า?
แมวบางตัวก็เดินมาอ้อนที่ขาของพวกเราอีกต่างหาก ฮารูฮิอุ้มแมวขึ้นมาตัวนึงและบ่นว่า

"ไม่มีแมวดำสินะ เอาเหอะ เอาตัวนี้ก็ได้"

เจ้านั่นเป็นแมวสามสีที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นตัวผู้ แต่ดูท่าทางฮารูฮิจะไม่ค่อยสนใจ
สายพันธุ์ซะเท่าไหร่ เพราะกับอีแค่แมวที่สุ่มๆอุ้มขึ้นมาคงไม่มีอะไรในสายตายัยนั่น
เท่าไหร่อยู่แล้ว

"เอ้า ยูกิ เจ้านี่จะเป็นคู่หูของเธอ คุ้นเคยกันไว้ล่ะ"

นางาโต้รับแมวอย่างไร้อารมณ์เหมือนไปรับทิชชู่ที่เขาแจกฟรีตามท้องถนนตามเคย
ส่วนเจ้าเหมียวที่เปลี่ยนมาให้นางาโต้อุ้มก็ดูไร้อารมณ์พอกันเลย แล้วการถ่ายทำก็เริ่ม
ในทันที ที่หลังอพาร์ทเม้นต์นั่นเลยแหละ ท่าทางหนังเรื่องนี้คงไม่ค่อยใส่ใจสถานที่ถ่ายทำ
เท่าไหร่ล่ะมั้ง? กล้องในมือผมก็เต็มไปด้วยฉากที่มาจากความคิดของผู้กำกับตัวดี
ปะปนอยู่หลายต่อหลายฉาก จะไม่ปล่อยให้ฉันลบฉากหลุดๆออกจากหนังบ้างหรือไงนะ?

"ยูกิ โจมตีมิคูรุจังเลย!"

พอฮารูฮิสั่ง นางาโต้ก็คุกเข่าลงและเปลี่ยนเป็นแม่มดดำที่มีแมวเกาะบนไหล่ซ้ายของเธอ ไม่ว่าจะดูยังไงเจ้าแมวนั่นคงจะหนักไปหน่อยล่ะมั้ง? โชคดีที่เจ้าเหมียวยอมเกาะบนไหล่ของ
นางาโต้อย่างสงบเสงี่ยม แต่ตัวของนางาโต้ก็เซไปข้างหนึ่งอยู่ดีแหละ เธอพยายามรักษาสมดุล
จากการเซ เพื่อไม่ให้แมวตกจากไหล่เธอ แล้วนางาโต้ก็จรดคทาอย่างไม่ค่อยเป็นธรรมชาติใส่คุณอาซาฮินะ
"รับไป"

ผมว่าในฉากนี้ก็ต้องมีลำแสงสุดยอดออกจากคทาของนางาโต้ด้วยใช่มะ?
"...กรี้ด!!"
คุณอาซาฮินะกรีดร้องเหมือนทรมานแสนสาหัส
"เอ้า Cut!"

ฮารูฮิตะโกนอย่างพึงพอใจ และผมก็หยุดกล้องไว้ทันที ส่วนโคอิสึมิก็วางแผ่นรีเฟล็กที่แบกอยู่ลง

"ฉันอยากให้แมวพูดได้น่ะ เจ้าตัวเนี้ยเป็นข้ารับใช้ของแม่มดนี่ อย่างน้อยต้องพูดอะไรชั่วร้ายออกมาบ้าง"
จะทำได้ไงเล่า
"นายชื่อ ชามิเซ็น นะ เอาเลยชามิเซ็น! พูดอะไรให้ฟังหน่อยเร็ว"
แมวจะพูดได้ไงเล่า? ไม่สิ อย่าพูดออกมานะเฟ้ย

ท่าทางคำขอของผมจะได้ผล เพราะเจ้าเหมียวที่ชื่อ ชามิเซ็น ตัวเนี้ยไม่ได้เริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นออกมา
แถมยังไม่สนใจที่ฮารูฮิสั่ง เอาแต่เลียหางตัวเองไปเรื่อยๆ มันก็ปกติล่ะนะ แต่ผมยังวางใจไม่ได้หรอก

"ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดเปี้ยบ"
ฮารูฮิกรอเทปที่ถ่ายในวันนี้ดูและยิ้มร่า ยังกับว่าไอ้ที่นั่งปล่อยบรรยากาศมาคุเมื่อเช้า
มันไม่เคยเกิดขึ้นงั้นแหละ ยัยนี่กลับมาร่าเริงแบบนี้มันก็ดีแล้วล่ะนะ แต่ยังไม่ทันขาดคำ

"เคียวน์ นายรับหน้าที่ดูแลเจ้าเหมียวนี่ด้วยนะ"

ฮารูฮิพับเก้าอี้ผู้กำกับและสั่งผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"ตอนพากลับบ้านก็ดูแลเจ้านี่ให้ดีล่ะ เพราะเรายังต้องใช้เจ้านี่มาเข้าฉากอีก
ดูแลให้ดีล่ะ! สอนเจ้านี่ให้แสดงด้วยล่ะ เอาแบบว่าโดดลอดห่วงไฟอะไรพวกนั้นน่ะ"

แค่เกาะไหล่นางาโต้แบบนั้นได้ จะเหมาว่าเจ้าเหมียวนี่ฉลาดขนาดนั้นเลยใช่มะ?

"วันนี้พอแค่นี้แหละ พรุ่งนี้เราจะถ่ายทำเป็นวันสุดท้ายแล้ว การถ่ายทำวันนี้ราบรื่นดี
เนื้อเรื่องก็เลยจะเข้าสู่ฉากไคลแมกซ์แล้ว แถมทุกคนยังเล่นกันต็มที่ด้วย กลับบ้านไปพักผ่อน
พรุ่งนี้จะได้เล่นเต็มที่เหมือนวันนี้อีกนะ"

ฮารูฮิโบกโทรโข่งและแยกตัวกลับบ้านไปพร้อมกับฮัมเพลงจบของหนังเรื่อง
"เบลดรันเนอร์" ไปด้วย

"เฮ่อ..."
ทั้งคุณอาซาฮินะและผมถอนหายใจพร้อมกัน โคอิสึมิเหน็บแผ่นรีเฟล็กไว้ที่แขนและ
เตรียมตัวกลับบ้าน ส่วนนางาโต้ยืนจ้องชามิเซ็นอย่างไร้อารมณ์ตามเคย

ผมคุกเข่าและลูบหัวแมวเบาๆ
"วันนี้ขอบใจมากนะ ฉันว่าจะซื้ออาหารแมวให้นายนะ เออ..หรือนายชอบปลาแห้งมากกว่าล่ะ?"
"จะแบบไหนก็กินได้หมดแหละ"

เสียงที่พูดประโยคเมื่อกี้เป็นเสียงผู้ชายที่พูดออกมาด้วยเสียงไม่สูงไม่ต่ำ
และไม่ได้พูดโดยใครในกลุ่มเราเลย ผมมองไปทางโคอิสึมิกับคุณอาซาฮินะที่กำลังอึ้งอยู่
และ เหลือบไปมองหน้าไร้อารมณ์ของนางาโต้ สายตาทุกคู่มองไปยังจุดเดียวกัน ที่เท้าผม
ที่เท้าผมก็มีแมวตัวหนึ่งยืนอยู่ เจ้าตัวที่มองผมดวงตากลมโตตัวนี้แหละ

"เฮ้ยๆ" ผมพูด "เมื่อกี้เธอพูดใช่ปะ นางาโต้? ฉันไม่ได้ถามเธอนะ ถามเจ้าเหมียวนี่ต่างหาก"
"ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ ก็เลยตอบออกไป ฉันพูดอะไรผิดหรือไง?"
แล้วแมวก็พูดอีกที


"เล่นเอาผมเหวอเลยนะครับ.."
โคอิสึมิพูด
"ตกใจหมดเลยค่ะ คุณแมวพูดได้จริงๆด้วยนะคะ.."
คุณอาซาฮินะพูดบ้าง
"....."
นางาโต้ที่อุ้มชามิเซ็นขึ้นมา ยังนิ่งเฉย ปล่อยให้ชามิเซ็นพูดต่อ
"ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมพวกเธอต้องตกใจกันขนาดนั้นด้วย"
หมอนี่พูดไปเอาขาหน้าไปแตะที่ไหล่ของนางาโต้



แมวผี...แบบที่เขาว่ากันว่าแมวที่อยู่มานานจะกลายสภาพไปใช่มั้ยเนี่ย?
"เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก เพราะฉันไม่เข้าใจเรื่องกฎของเวลาหรอก อะไรคือปัจจุบัน?
อะไรคือ อดีต ? ฉันไม่เห็นมันจะน่าสนใจเลย"


แค่พูดได้มันก็น่าตกใจอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครคิดหรอกว่าหมอนี่จะพูดอะไรเชิงนามธรรมเป็นกับเขาด้วย
แต่ยังไงก็อย่า กร่างนะเฟ้ย ยังไงนายมันแค่เจ้าขนปุย ว่าแต่ถ้าเราเอาหมอนี่ไปประมูลในเน็ตมันจะเป็นยังไงนะ?

"สำหรับพวกเธอ ฉันคงสร้างเสียงที่เหมือนคำพูดของคนใช่มั้ยล่ะ?
พวกนกแก้วก็แบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ว่าแต่พวกเธอตัดสินเอาตรงไหนว่า
ฉันสร้างเสียงที่มีความหมายขึ้นมาน่ะ?"

พูดอะไรของแกฟะ?

"จากที่คุยกันอยู่นี่ ดูเหมือนพวกเธอจะตอบคำถามฉันได้ตรงเรื่องตรงราว"
"บางทีเสียงที่ฉันเปล่งออกไปคงไปตรงกับธรรมชาติในคำถามของพวกเธอ"
"ถ้าเป็นแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าประโยคสนทนาที่มนุษย์ใช้คุยกันมันไร้ความหมายหรอกเหรอ?"

ทำไมผมต้องมาคุยเรื่องซีเรียสกับแมวแบบนี้ด้วยล่ะเนี่ย?
แมวจรจัดชามิเซ็นเลียขาหน้าและเอามันไปถูหูตัวเองและพูดว่า

"นั่นก็คือ พวกเธออาจจะพูดประโยคสนทนาอะไรออกไปกับผู้หญิงคนนั้น
แต่ไม่มีใครแน่ใจว่า พวกเธอทั้งหมดได้ถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปหรือเปล่า"
ชามิเซ็นพูดด้วยเสียงทุ้ม

"นั่นเพราะคนแต่คนอาจจะอยากหรือไม่อยากพูดสิ่งที่อยู่ในใจ ตามแต่สถานการณ์ไงล่ะครับ"
โคอิสึมิเป็นผู้ตอบคำถาม

แก หุบปากไปเลย

"พอคุณพูดขึ้นมา..ก็ฟังดูมีเหตุผลนะคะ" คุณอาซาฮินะเสริม

โทษนะครับ ช่วยอย่าไปเออออกับเจ้าแมวนี่จะได้มั้ยเนี่ย?
ผมลองตรวจสอบแมวตัวอื่นๆ ที่อยู่ในสวนนี่ทุกตัว นอกจากชามิเซ็นแล้ว แมวตัวอื่นจะได้แต่ร้อง
"เหมียว" หรือ "อื้น..."

ท่าทางคงจะมีแต่เจ้าเหมียวนี้ตัวเดียวที่มีความสามารถในการพูดภาษามนุษย์ได้
มันเป็นไปได้ยังไงน่ะเหรอ?

ก็ฝีมือของยัยบ้านั่นไงเล่า


"ท่าทางเรื่องมันจะบานปลายไปอีกแล้วนะครับ"
โคอิสึมิจิบเครื่องดื่มในถ้วยอย่างเลิศหรูและพูดต่อ

"ท่าทางพวกเราจะประมาทคุณสึซึมิยะเกินไป"
"หมายความว่ายังไงคะ?" คุณอาซาฮินะถามด้วยเสียงอันเบา
"ภาพยนตร์ที่สร้างโดยคุณสึซึมิยะเริ่มจะกลายเป็นส่วนนึงของความเป็นจริงแล้วล่ะครับ
สิ่งที่เธอคิดเอาไว้ในภาพยนตร์ได้ขยายตัวมันเองเข้ามายังโลกของเรา และกำลัง
จะกลายเป็นความเป็นจริงไปแล้ว อย่างเช่น การที่คุณอาซาฮินะยิงแสงเลเซอร์ หรือ
แมวสามารถพูดได้ ถ้าเธอคนนั้นจู่ๆพูดขึ้นมาว่า
"ฉันอยากถ่ายฉากที่มีสะเก็ดดาวตกขนาดยักษ์ตกใส่โลกจัง"

ล่ะก็มันอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้"

ตอนนี้ นอกจากฮารูฮิแล้ว สมาชิกหน่วยSOSที่เหลือ 4 คน มานั่งจับกลุ่มคุยกันในคอฟฟี่ช็อปหน้าสถานี โดยโคอิสึมิขอเรียกประชุมด่วนในวาระที่เกี่ยวกับฮารูฮิ ซึ่งทุกคนต่างก็เห็นด้วย
ท่าทางเรื่องมันชักจะซีเรียสขึ้นเรื่อยๆ ถ้าดูเผินๆ พวกเราดูเหมือนกลุ่มเด็ก ม.ปลาย
ที่จับกลุ่มนั่งเมาท์กันอย่างสนุกสนาน (จริงๆแล้วก็มีแต่เจ้าโคอิสึมิแหละ ที่ยิ้มอย่างสนุกสนานอยู่ได้)
แต่เรื่องที่เราคุยกันดั้นละม้ายคล้ายกลุ่มวายร้ายน่าสงสัย ที่กำลังวางแผนร้ายที่จะหยุดการใช้อาวุธ
ไม้ตายของพวกฮีโร่แปลงร่างซะงั้น จะว่าไป เราปล่อยให้ชามิเซ็นนอนรออยู่ที่สนามหญ้านอกร้าน
และกำชับไม่ให้หมอนั่นคุยกับคนอื่น หรือ ไปตอบคำถามของใครเข้า
เจ้าเหมียวไม่ได้ทำท่าเคืองอะไร และพูดอย่างสบายอารมณ์ว่า "ก็ได้"
จากนั้นก็ไปนั่งอยู่ใต้เงาไม้ข้างทางมองพวกเราเดินแยกตัวไปอย่างเงียบๆ

"แล้วมันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะคะ...?"
คุณอาซาฮินะถาม เธอดูกลุ้มใจมาก
สาวน้อยผู้น่าสงสารดูจะคิดหนักเพราะที่ผ่านมาในหนังของฮารูฮิก็มีเรื่องให้เธอต้องอกสั่นขวัญแขวน
มาหลายเรื่องแล้ว ส่วนนางาโต้ยังคงนิ่งเฉย นั่งปนกับเราทั้งๆที่ใส่ชุดแม่มดอยู่
โคอิสึมิค่อยๆจิบโอเล่ร้อนของตัวเองและพูดว่า

"เท่าที่ผมทราบ เราคงปล่อยให้คุณสึซึมิยะทำตามใจมากไม่ได้แล้ว"
หลังจากดื่มชาแอปเปิ้ลหมดแล้ว ผมก็กลืนก้อนน้ำแข็งในแก้วแบบรวดเดียวหมด

"แล้วไหง เราไม่มาช่วยกันหาทางหยุดฮารูฮิล่ะ?"
"ใครจะกล้าไปขวางการถ่ายทำภาพยนตร์ของเธอล่ะครับ? ผมน่ะไม่กล้าแน่ๆ"
ทางนี้ก็เหมือนกันแหละ

พอเครื่องติดทีไร ถ้ายัยนั่นไม่เป็นคนหยุดเองล่ะก็ ทำยังไง้ก็ไม่มีทางหยุดหร้อก แต่พอยัยนั่นหยุดทีก็ชอบทำหน้าเซ็งเป็นปลาตายซะอย่างนั้น ถ้าเราลองไล่ตรวจDNAฮารูฮิดู
ไม่แน่นะเราอาจจะเจอDNAของปลาทูน่า กับ ปลาโบนิโต้ อยู่ในสายเลือดยัยนั่นก็ได้นา

ท่าทางนางาโต้คงจะไม่ได้คิดอะไรเลยมั้ง เพราะคุณเธอเอาแต่ดื่มชาอัลมอนด์ไปเงียบๆ อยู่ตลอดเลยนี่
หรืออาจเป็นไปได้ว่าเธอเข้าใจทุกอย่างดีอยู่แล้วก็ได้ แต่คิดมากไปก็ไม่ดีมั้ง บางทีเธออาจแค่พูดไม่เก่งก็ได้
หลังจากรู้จักกันมา 6 เดือน ผมก็ยังรู้สึกว่าการคาดเดาความคิดของนางาโต้นี่มันยากจริงๆ อยู่ดีล่ะนะ

"แล้วเธอคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ นางาโต้?"
"....."
นางาโต้วางถ้วยของเธอลงบนถาดอย่างเงียบเชียบ และหันหน้ามาทางผมอย่างนิ่มนวลและเอ่ยว่า
"สึซึมิยะ ฮารูฮิ จะไม่หายตัวไปจากโลกนี้เหมือนครั้งก่อนหรอก"
น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบและแห้งสนิท

"กลุ่มข้อมูลที่มีความคิดได้พิจารณาว่าถ้าเพียงเท่านี้จะไม่ส่งให้เกิดผลใดๆ"

โคอิสึมิเอามือไปวางที่หน้าผากอย่างแช่มช้อย
"แต่คงเป็นปัญหากับตัวพวกผมล่ะครับ"
"ไม่ใช่ปัญหาของพวกฉัน เพราะเราคาดหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเป้าหมายที่ทำการจับตามองอยู่"
"งั้นเหรอครับ?"

โคอิสึมิตัดสินใจเมินนางาโต้อย่างรวดเร็วและหันกลับมาคุยกับผม
"แล้ว เราควรจะจัดประเภทภาพยนตร์ของคุณสึซึมิยะยังไงดีล่ะครับ?"
เฮ่อ..หมอนี่พูดอะไรกำกวมอีกแล้ว

" โครงสร้างของเรื่องสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ แบบแรก เราคงจำกัดเหตุให้อยู่ในขอบเขตได้
แบบที่ 2 นั้นอาจจะแหกขอบเขตเดิมออกไปและสร้างขอบเขตใหม่ขึ้นมาด้วย และแบบสุดท้าย จะสามารถคืนสภาพของขอบเขตที่ถูกแหกออกไปจนกลับสู่ขอบเขตดั้งเดิมที่สุด"

อย่างที่กะไว้เลย เจ้าบ้านี่เริ่มพล่ามภาษาดาวอังคารอันยาวเหยียดอีกแล้ว
ยาวจนใครๆก็ต้องคิดว่า "มันพล่ามอะไรของมันฟระ?" คุณอาซาฮินะครับ
คุณไม่ต้องตั้งใจฟังไอ้บ้านั่นพล่ามหรอกครับ

"สำหรับพวกเราที่มีตัวตนในขอบเขตนี้ ถ้าเราอยากจะเข้าใจโลกนี้ เราจำเป็นต้องคิดอย่างมีเหตุมีผล
หรือ เข้าใจมันผ่านการสังเกตการณ์ครับ"
แล้วไอ้ขอบเขตที่ว่านี่มันอะไรเล่า?

"ลองคิดถึง "ความเป็นจริง" ที่เราอยู่ในตอนนี้สิครับ มีโลกนี้อยู่เราถึงมีตัวตนอยู่ในเวลานี้
ในทางตรงกันข้าม ภาพยนตร์ที่คุณสึซึมิยะกำลังถ่ายทำเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นสำหรับเรา"

ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วนี่?
"ปัญหาจริงๆ ตอนนี้คือ ปัจจัยที่ควรจะมีตัวตนอยู่เพียงแต่ในโลกที่แต่งขึ้นมากลับส่งผลถึง
"ความเป็นจริง" ของเราไปด้วยครับ"
Miracle Mikuru Eye , นกพิราบ , ซากุระ และ แมว.

"เราต้องหยุดยั้งไม่ให้โลกที่แต่งขึ้นคืบคลานเข้าสู่ความเป็นจริงของเรา"

ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่โคอิสึมิมันพูดเรื่องทำนองนี้ขึ้นมาทีไรดูมันกระดี้กระด้าออกหน้าออกตาทุกทีเลย พอคิดได้ดังนี้ผมเลยทำหน้าเซ็งโลกสวนกระแสหมอนั่นซะเลย

"การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น เปรียบดั่งฟิลเตอร์ที่คอยกรองการสำแดงพลังของคุณสึซึมิยะครับ
เพื่อจะหลีกเลี่ยงปัจจัยนี้ เราต้องทำให้คุณสึซึมิยะนึกออกว่านี่เป็น "เรื่องที่แต่งขึ้นทั้งหมด"
เพราะว่าตอนนี้ เธอกำลังทลายกำแพงของเรื่องแต่งกับความเป็นจริงโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่ครับ"

แกนี่ออกหน้าออกตามากเลยนะ

"เราต้องหาวิธีที่มีเหตุมีผลมาพิสูจน์ว่าปัจจัยจากโลกที่แต่งน่ะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
เราต้องมั่นใจได้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะจบลงในทางที่สมเหตุสมผล"
"งั้นเราจะทำยังไงถึงจะปรับความจริงเรื่องที่ตอนนี้แมวพูดได้ล่ะ?"

"ปรับไม่ใช่คำที่ถูกต้องนะครับ เพราะถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป โลกจะถูกสร้างให้แมวพูดได้
ในความเป็นจริงของเราแมวพูดไม่ได้ และถ้าไม่มีใครรู้สึกว่าการที่แมวพูดได้จะประหลาดเข้าล่ะก็
ผลลัพธ์มันคงรุนแรงแน่ เพราะในโลกของเราไม่มีทางที่แมวจะพูดได้ใช่มั้ยล่ะครับ"
"งั้นแล้วเอเลี่ยน , นักเดินทางข้ามเวลา กับผู้มีพลังพิเศษล่ะ? การมีอยู่ของพวกนี้มีความเป็นไปได้หรือไง?"

"มันก็แหงล่ะครับ ก็เพราะพวกเขามีตัวตนแล้วนี่ครับ ในโลกของเรา การมีอยู่ของทั้ง 3 กลุ่ม
เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก นั่นเพราะเราต้องพยายามไม่ให้คุณสึซึมิยะรู้เรื่องนี้เด็ดขาด"

จริงเร้อ?

"เราลองสมมติให้โลกของเราเป็นสิ่งที่ต้องทำการสังเกตจากที่ไกลๆเถอะครับ
ถ้าเธอคนนั้นเชื่อว่า "โลกจริง" เป็นสิ่งที่คุณเคยเชื่อว่ามันเป็นเช่น โลกที่ไร้ปรากฎการณ์
พิสดารพันลึก –ที่ไร้ซึ่งเอเลี่ยน, นักเดินทางข้ามเวลา และพลังพิเศษไม่เคยมีอยู่ล่ะก็... งั้นความจริง"ตอนนี้"ที่เราใช้ชีวิตอยู่ก็จะกลายเป็นโลกที่แต่งขึ้นสิครับ"

แล้วนั่นไม่ใช่โฉมหน้าที่แท้จริงของพระเจ้าที่นายพูดถึงหรือไง?

"แต่นั่นเป็นเพียงการสังเกตจากที่ห่างไกล คุณเองมีประสบการณ์ตรงกับปรากฎการณ์
พิสดารมาแล้ว หรือพูดอีกทีมันเกิดขึ้นในโลกจริง ซึ่งนั่นรวมถึงคุณนางาโต้และตัวผมเอง
และเพราะพวกเรานั่งอยู่กับคุณที่นี่ คุณก็ทำได้แค่ยอมรับความจริงที่เป็นขอบเขตของโลกใบนี้
ผมมั่นใจว่าตอนนี้คุณมองเห็นโลกต่างจากโลกที่คุยเคยเห็นเมื่อ 1 ปีก่อนแน่นอน"

บางที ถ้าผมไม่รู้ความจริงข้อนี้ผมอาจจะเป็นสุขกว่านี้ก็ได้

"จะว่ายังไงดีล่ะครับ? อืม...ผมยืนยันได้ว่า ตอนนี้ภาวะทางความคิดของคุณสึซึมิยะยังเหมือนกับ
คุณในสมัยก่อน หรือพูดอีกอย่างเธอยังไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่เธอเคยมองความเป็นจริง
ถึงเธอจะพูดถึงมันเยอะแยะ แต่จริงๆในใจเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าปรากฎการณ์ผิดธรรมชาติจะมีอยู่จริง
ลองยกตัวอย่างในสิ่งที่เธอมองดูแล้วกันครับ เธอถือว่าการมีอยู่ของมิติปิดกับ "ร่างอวตาร" มันเป็นแค่ความฝัน ซึ่งความฝันคือเรื่องที่แต่งขึ้น "ความเป็นจริง" ของโลกนี้ก็ยังถูกค้ำจุนต่อไป"

เราก็เหนื่อยยากค้ำจุนมันมาตลอดไม่ใช่เรอะ?

"ใช่ครับ ดังนั้นถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้เรื่องที่แต่งขึ้นก็จะเด่นชัดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง
ถ้าคุณสึซึมิยะ ถือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็น "ความจริง" ล่ะก็ การที่แมวพูดได้ก็จะถูกผนวกเข้ากับ
ความเป็นจริง และในโลก ณ วันนี้ ถ้ามีแมวพูดได้อยู่ก็คงจะแปลกไม่เบา "

" ดังนั้นการที่ให้แมวพูดได้เป็นส่วนหนึ่งของความจริงนั้น โลกมีแต่ต้องถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีก
เท่านั้นล่ะครับ แต่คุณคิดเหรอครับว่าคุณสึซึมิยะอยากสร้างโลกที่มีแมวพูดได้จริงๆเหรอครับ?
ผมว่าโลกที่ดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์แบบนั้นน่ะ คุณสึซึมิยะเขาไม่อยากได้หรอกครับ
ถ้าลองคิดถึงวิธีการคิดที่ผ่านมาของเธอนะครับ เธอไม่ทำแบบนั้นให้เสียเวลาหรอก แต่ถ้าโลกจะมีแมวพูดได้ขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุขึ้นมาจริงๆก็เถอะ ตราบใดที่ "แมวพูดได้"
มอยู่บนโลกจริงๆเธอก็พอใจแล้ว เพราะถ้าธรรมชาติของโลกถูกปรับให้มี
ี"แมวพูดได้"แต่แรกแล้ว ก็คงไม่มีใครสนใจว่าทำไมมันถึงพูดได้หรอกครับ"

โคอิสึมิวางถ้วยกาแฟลงแต่เอานิ้วไล้ไปตามปากถ้วยและพูดต่อว่า

"แบบนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ครับ เพราะนั่นคือการโยนความรู้ที่มนุษยชาติเคยรู้ทิ้งทั้งหมดเลย
ในสายตาของผม ผมว่าคนทั่วไปคงรับไม่ได้หรอกครับที่จะมีแมวพูดได้อยู่ในโลกนี้ด้วย
ถึงมนุษย์เราจะสามารถ ทำการวิจัยพวกแมวๆได้ก็ตามทีเถอะ แต่ภายใต้เงื่อนไขที่เกิดจากคุณสึซึมิยะ
คงไม่มีใครหาข้อสรุปได้ง่ายๆ หรอกครับ"

ถ้าพูดแบบนี้ผู้มีพลังพิเศษก็ไม่ต่างกันหรอกน่า แล้วนายจะอธิบายการมีอยู่ของพวกนายได้ยังไงล่ะ?

"ครับ ในโลกตอนนี้ พวกผมยังเป็นสิ่งที่ผิดที่ผิดทาง แถมยังไม่เข้ากับกฏเกณฑ์ที่เขารู้ๆกัน
ในความเป็นจริงแห่งนี้ด้วย การมีอยู่ของพวกเรานั้นต้องขอบคุณคุณสึซึมิยะเขาล่ะครับ
แมวตัวนี้ก็เหมือนกัน เพราะคุณสึซึมิยะอยากให้เขาปรากฏตัวในภาพยนตร์ นั่นทำให้เขามีตัวตน
แบบนี้ขึ้นมา จากที่ผมพอเข้าใจ คือ คุณสึซึมิยะกำลังพยายามสร้างจุดเชื่อมต่อของความเป็นจริง
กับ ปัจจัยที่ถูกแต่งเติมขึ้นในภาพยนตร์เข้าด้วยกัน"

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำความเข้าใจนะ มันน่าจะเป็นเวลาที่เราหาทางแก้มากกว่ามั้ง?

"นั่นแหละครับ เหตุผลที่เราต้องมาแบ่งแยกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะออกไปในแนวไหน?"

มันจะพูดให้สั้นกว่านี้ไม่ได้หรือไงว้า? ถึงการโชว์ออฟความสามารถในการพูดยาวเหยียด
จะเป็น 1 ในความพึงพอใจของแกก็เถอะ แต่ยังไงก็น่าจะคิดถึงคนฟังบ้างสักนิดนะพวก
สุนทรพจน์ยืดเยื้อของแกมันน่ารำคาญพอๆกับโอวาทของครูใหญ่ที่พล่ามทุกสัปดาห์เลยว่ะ
ดูคุณอาซาฮินะเขาก่อนสิเฟ้ย เขาทำหน้างงมาตั้งแต่แกเริ่มพูดแล้วนะเว้ย

แต่เจ้าโคอิสึมิไม่มีทีท่าจะหุบปากเลยซักนิด

"ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างนี้อยู่ในโลกที่แต่งขึ้น ก็คงไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายว่าทำไมแมวถึงพูดได้
หรือ ทำไมคุณอาซาฮินะถึงยิงแสงออกจากตาได้ เพราะหากเป็นเรื่องที่เกิดจากการแต่ง
มันก็เป็นไปได้อยู่แล้ว"

ผมเบือนหน้าไปมองนอกหน้า เพื่อเช็คว่าชามิเซ็นยังรออยู่ที่เดิมมั้ย

"แต่ถ้ามีสาเหตุให้มีแมวพูดได้กับมิคูรุบีมขึ้นมาล่ะก็ ดังนั้นในช่วงเวลาที่ถือกำเนิด
ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะพบโดยใครสักคน ความเป็นจริงที่แมวพูดได้ และ ที่คุณอาซาฮินะ
ยิงแสงได้ก็เกิดขึ้นแล้ว เพียงแค่ยังไม่มีใครทราบเท่านั้นเอง และหากมีการเฝ้าสังเกตจริงๆ
การมีอยู่ก็จะถูกพิสูจน์ขึ้นมาและในเวลานั้น โลกของเราก็จะเปลี่ยนไปจนหมด
สิ่งที่เราควรกระทำในเวลานี้คือ จัดระเบียบความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ใหม่ จากโลกที่เหตุการณ์
เสมือนจริงไม่มีอยู่จริง ไปสู่โลกที่มันมีอยู่จริง ปรับโลกที่เราเคยรู้จักให้กลายเป็นโลก
ที่มีแต่ในเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น"

ผมถอนหายใจยาวเหยียด ไม่มีทางหุบปากไอ้บ้านี่เลยหรือไงนะ?

(จบเล่ม 2 บทที่ 5 ส่วนที่ 1 )

 ย้อนกลับไปอ่าน บทนำ | บทที่ 1(ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) | บทที่ 2 (ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3) |
บทที่ 3 (
ส่วนที่ 1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3) | บทที่ 4 (ส่วนที่ 1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3)

-----------------------------------------------------------------------------------------------
สารจากสิบโท
งง ที่เจ้าเบื๊อกโคอิสึมิมันพล่ามจริงๆ ผมแปลๆไปด้วยความมึนพอๆกับเจ้าเคียวน์
โอย ส่วนต่อไปจะรีบๆแปลให้จบนะครับ เหม็นเบื่ออิตจังเต็มทีแล้ว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เหมือนกันเลยครับท่าน ตอนที่อ่านอังกฤษเมื่อก่อนก็งงไอ้ตรงบทร่ายมหายาวของบักโคนี้เป็นบ้าเลย พี่แกเล่นปรัชญาเกิน

#1 By Plant42 (58.64.107.183) on 2007-05-05 16:45

งง..เหมือนกัน อิตจัง อธิบายอะไรให้สั้นๆหน่อยดิ..งิงิ

#2 By motosuva (125.24.143.99) on 2007-05-05 17:05

โอ้!มาแล้วๆตั้งตารอมานานเลยงับ คึคึ

#3 By Kinคุง on 2007-05-05 18:12

สรุปโคอิซึมิต้องการจะบอกว่า ฮารุอิกำลังจะสร้างส่วนที่บิดเบือนขึ้นมาในโลกแห่งความจริง โดยผ่านการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ โดยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง เป็นส่วนหนึ่งของความจริงไปในจิตใต้สำนึก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเป็นความจริง

โคอิซึมิเลยต้องการให้เคียวออนหาทางทำให้ฮารุอิเลิกคิดว่าในหนังที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง

ปล.มันพูดสรุปง่ายๆไม่เป็นใช่ใหมเนี่ยโคอิซึมิ

#4 By wingaura (125.25.77.248) on 2007-05-05 18:55

รู้สึกแบบเดียวกะไอ้kyonเลยตอนนี้ อิตจังมันบ่นไรของมัน

#5 By TorRus (125.25.188.155) on 2007-05-05 22:00

ความจริงแล้วนะ ตอน hitomebore lover ที่เราแปลค้างอยู่มันก็กำลังถึงตอนที่ kyon กำลังจะต้องพล่ามยาวกับ โคอิสึมิ เหมือนกัน อ่านคร่าวๆแล้วยังรำคาณเลย พอบอร์ดฮารุฮิไทยไม่ยอมเปิดซะทีเลยเตะถ่วงอู้งานอยู่ เหอๆๆ (เบื่อจริงๆเวลาแปล โคอิสึมิ พูดยาว )


/me รวบรวมกำลังใจกลับไปแปลบ้างดีกว่า ^^"

#6 By zoung on 2007-05-05 22:11

โอ้สนุกมากเลย เป็นกำลังใจให้แปลจนจบในเร็ววันนะครับ

#7 By plustina (58.9.164.76) on 2007-05-05 22:29

มาแล้ว ๆ ยังแปลได้เยี่ยมเหมือนเดิมเลยครับ ขอบคุณครับ

ป.ล.โคอิซึมินายนี่มัน....พล่ามได้น่ารำคาญเป็นบ้าเลยฟ่ะ

#8 By tanbee (125.26.20.93) on 2007-05-05 23:35

รูปนางาโตะกะชามิเซ็นน่ารักจริงๆ ตอนที่อิจจังพล่ามนี่อ่านไปหาวไป แทบหลับเลย เฮ้อ

#9 By Establecer (203.156.10.92) on 2007-05-06 00:43

สงสัยอย่าง ตอน kyon ไปหาฮารูฮิที่ห้องชมรมฮารูฮิทำอะไรอยู่หว่า
พอkyonเข้าไปถึงได้ตกใจ

#10 By wraith (124.120.118.196) on 2007-05-06 06:21

#10 ตอนนั้นฮารูฮิผูกผมทรงโพนี่เทลอยู่ครับ พอเคียวน์มา ก็รีบดึงยางรัดผมออก แบบว่าไม่อยากให้เคียวน์เห็น (มั้ง?)
อิตจังเขากำลังพยายามอธิบายทฤษฏีตามที่เขาเรียนรู้มาก็เท่านั้นแระค่ะ

ประเด็นก็คือ ถ้าฮารูฮิต้องการทำอะไรแปลกๆขึ้นมาโดยการเอามาใส่ในหนัง และคิดว่ามันมีจริง มันก็มีจริง แล้วทีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น มันจะเป็นการสร้างใหม่ขึ้นมา

เพราะในโลก"ปกติ"มันไม่ แต่โลกใน"ความคิด" ของฮารูฮิมี ทีนี้ถ้าเกิดความคิดของฮารูฮิกลายมาเป็นความจริง มันก็จะเปิดปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ตามขึ้นมาอ่ะค่ะ

ในกรณีที่อิตจังยกมาก็เป็นแค่ว่า ถ้าแมวพูดได้มันมีจริงขึ้นมาด้วยความคิดฮารูฮิ(พื้นฐานความเชื่อของฮารูฮิที่ว่า "แมวพูดได้เป็นเรื่องปกติ")ทุกคนบนโลกก็จะไม่สงสัยว่าทำไมแมวพูดได้

แต่ถ้าแมวพูดได้เพราะพื้นฐานความคิดแบบเด็กๆว่า "อยากให้แมวตัวนี้พูดได้" ก็จะมีเฉพาะแมวตัวนี้ที่พูดได้ และก็จะเกิดปัญหาตามมาว่า ทำไม? อะไรเป็นสาเหตุ เกิดจากอะไร บลาๆๆ ที่ไม่สามารถหาคำตอบได้

แล้วจุดที่อิตจังต้องการถามเคียวน์ก็คือ "จะปรับความคิดให้ฮารูฮิสร้างหนังออกมายังไง สร้างโดยอิงหลักความจริง(มีสิ่งที่ฮารูฮิคิดออกมาจริง?) หรือจะให้สร้างโดยให้ตัวฮารูฮิคิดว่า"มันเป็นแค่เรื่องแต่ง" จะได้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

กล่าวง่ายๆก็ หาทางคุมความคิดบ้าๆหลุดโลกของฮารูฮิให้เหมือนชาวบ้านเท่านั้นแระค่ะ

ปล.แต่เราชอบตอนที่อิตจังลากเคียวน์คุงไปอธิบายบนรถนะ เพราะทฤษฏีมนุษย์ที่อิตจังอธิบายมันเจ๋งมากๆเลย

#12 By BassYoncE on 2007-05-06 20:19

อิตจังอธิบายเป็นทฤษฎีบทหมดเลยนี่นา
เหมือนเป็นหนังสือเรียนเลย ถ้าใช้
ภาษาที่ง่ายกว่านี้แล้วก็มีการยกตัวอย่าง
หรือเปรียบเทียบมันจะเข้าใจง่ายกว่านี้มาก

#13 By madrigal (124.121.84.209) on 2007-05-06 21:25

นมหนึ่งลิตร.... เป็นคนปกติเค้าท้องเสียโครกครากกันไปแล้ว
ไอ้เจ้าเคียวน์นี่ก็ไม่ปกติเหมือนกันแฮะ

#14 By กระรอกโฉด on 2007-05-06 23:14

ตอนนี้ ผมอ่านภาษา eng แล้วยังงงๆอยู่เลย มาอ่านภาษาไทยแล้วเข้าใจขึ้นเยอะ
จุดหนึ่งที่ผมชอบบล๊อคของจ่ากบ ก็ตรงที่มีคนอ่านหลายๆคนมาแลกความคิดเห็นกัน สงสัยตรงไหนก็มีคนอธิบายนี่แหละครับ อ่านแล้วรู้สึกมีเพื่อนดีด้วย

#15 By ม่อน on 2007-05-07 09:15


แสดงว่าฮารุฮิรู้สึกเสียใจที่ทะเลาะกับเจ้าคยองใช่มั๊ยครับ ?
แต่แบบว่า...หยุดปากเสียของตัวเองไม่ได้น่ะครับ
(เรื่องเอ่ยปากขอโทษเอง คงไม่มีทางสินะ 5555 น่ารัก)

#16 By นิด (124.120.47.178) on 2007-05-07 14:23

ทำผมหางม้าอยู่นี่

#17 By xenolith (202.28.181.9 /10.6.128.53) on 2007-05-08 17:44

ขอบคุณครับ สนุกมากจริงๆ ไม่อยากดูAmine หรืออ่าน Cosmic แล้วครับ

อยากรู้จริงๆจะมีใครทำ pocket book หรือเปล่า

#18 By korkrok (203.152.12.135) on 2007-05-09 15:39