Volume 5 - The Rampage of Suzumiya Haruhi / 第五巻: 涼宮ハルヒの暴走
สึซึมิยะ ฮารูฮิ ซีรี่ส์ เล่ม 5 : เรื่องวุ่นๆ ของ สึซึมิยะ ฮารูฮิ

Snow Mountain Syndrome
คดีพิศวงบนภูเขาหิมะ / 雪山症候群

(ต่อจาก ส่วนที่ 3)

พอพวกเรากลับไปถึงโถงใหญ่ที่ชั้นแรก.. 3 คนที่เราปล่อยไว้ถอดเสื้อสกีออกแล้ว
และทักพวกเราบ้าง ไม่ทักเราบ้าง
ไม่รู้ทำไมคุณอาซาฮินะยังดูเหมือนกำลังจะร้องไห้อยู่ดี
"เคียวน์คุง , คุณสึซึมิยะ..กลับมากันซะทีนะคะ"
"ร้องไห้ทำไมมิคูรุจัง ฉันไม่ได้บอกเหรอว่า เดี๋ยวมาน่ะ"

ฮารูฮิเข้าไปปลอบคุณอาซาฮินะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับลูบผมสวยๆของเธอไปด้วย
ส่วนโคอิสึมิก็ทำท่าทางน่ารำคาญสุดๆ
ออกมา อะไร? ทำหน้าอย่างนั้นจะบอกอะไรล่ะ?
จะส่งสายตาแจ้งข่าวยังไงก็ไม่ได้เรื่องหรอก แบบว่ามันส่งมาไม่ถึงใจฉัน
หรอกน่า

นางาโต้ผู้โดดเดี่ยวก็ยืนอยู่ตรงนั้น มองตรงไปทางฮารูฮิด้วยตาสีดำขลับของเธอ
เธอยิ่งดูไม่มีชีวิตมากกว่าปกติ ถึงจะเป็นสิ่งมี
ชีวิตที่เอเลี่ยนสร้างขึ้นมาก็เถอะ แต่ไอ้การ
ที่ไปเดินท่อมๆกลางหิมะแบบนั้นคงดูเกินตัวไปนิดสิท่า ผมอธิบายกับตัวเองแบบนี้

เผื่อจะสรุปให้ตัวเองรู้เรื่องได้ล่ะนะ

นางาโต้ไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร ผมเข้าใจประเด็นตรงนี้ชัดแจ้งเลยล่ะ

"มีเรื่องที่ผมจำเป็นต้องบอกคุณ.."
โคอิสึมิเดินเข้ามาพูดข้างหูผมอย่างเฉยชา
"แต่คุณห้ามบอกคุณสึซึมิยะเรื่องนี้นะครับ"

ถ้าหมอนี่พูดแบบนี่ สงสัยผมคงต้องฟังไว้หน่อยแล้ว
"คุณคิดว่า คุณกับคุณสึซึมิยะหายตัวไปนานแค่ไหนครับ?"
"ไม่น่าจะเกิน 30 นาทีนะ"

ถึงผมจะต้องไปเดินฟังยัยนั่นพล่ามอะไรไร้สาระ แถมยังต้องไปหามุกโกหกด้วยก็เถอะ
แต่ผมว่าเราน่าจะใช้เวลาไม่เกินนั้น
หรอก

"กะแล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้"
โคอิสึมิพูดเรื่องที่ฟังแล้วงงๆ นี้ด้วยท่าทางพึงพอใจ
"สำหรับพวกเราที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตั้งแต่คุณกับคุณสึซึมิยะเริ่มออกไป
สำรวจจนกลับมาถึงทีนี่น่ะ มันผ่านไป 3 ชั่วโมงแล้วนะ
ครับ"

นางาโต้เป็นคนจับเวลาสิท่า แล้วโคอิสึมิก็พูดต่อ
"เพราะพวกคุณใช้เวลานานเกินไป"
หมอนี่ปัดปอยผมของตัวเองไปข้างๆ และพูดต่อพร้อมกับยิ้มไปด้วย
"ผมก็เลยตัดสินใจจะทดลองอะไรบางอย่าง ผมเลยขอให้คุณนางาโต้เดินไป
ยังมุมนึงของห้องที่เรามองไม่เห็นเธอ และขอให้
เธอจับเวลาตัวเอง 10 นาที
ก่อนที่เธอจะกลับมาหาเรา"

นางาโต้ทำตามโดยไม่แย้งอะไร เธอเดินตรงไปตามทางเดินและหลบออกไปจากห้องโถง

"แต่ทว่า ก่อนผมจะนับถึง 200 คุณนางาโต้ก็กลับมาแล้ว ผมจึงทำได้แค่สงสัย
เพราะผมรู้สึกว่า เธอเพิ่งจะเดินออกไปแค่ 3
นาทีเอง แต่ตัวคุณนางาโต้กลับจับเวลาให้ตัวเอง
ได้ครบ 10 นาทีแล้วล่ะครับ"

ไม่มีทางที่นางาโต้จะผิดพลาดกับเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ว่านายแอบงีบไป หรือ นับผิดไปเองหรอกนะ?
"คุณอาซาฮินะก็นับไปเงียบๆพร้อมๆกับผม และก็นับได้เท่ากันด้วย"

ถึงงั้นก็เถอะ...ฉันว่านางาโต้น่าจะเที่ยงตรงกว่านะ
"ผมไม่กล้าสงสัยในความเที่ยงตรงของคุณนางาโต้หรอกครับ เธอไม่มีทางผิดพลาด
กับการนับง่ายๆแบบนี้หรอกครับ"

แล้วไงล่ะ?

"ผมสันนิษฐานว่า การไหลของเวลาในแมนชั่นแห่งนี้จะแตกต่างกันตามแต่ละสถานที่น่ะสิครับ..
ไม่งั้นก็เวลาที่เราแต่ละคนรู้สึก
ได้กับเวลาที่เดินอยู่จริงๆจะไม่ตรงกัน ผมบอกไม่ได้ว่าอันไหนเป็นข้อที่ถูก
ดีไม่ดีอาจเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่างเลยก็ได้"


โคอิสึมิหันไปมองฮารูฮิที่กำลังปลอบคุณอาซาฮินะอย่างสนุกเกินเหตุ แล้วก็หันมาทางผม

"ทางที่ดีเราควรไปพร้อมกันทั้งกลุ่มนะครับ เพราะผมเกรงว่าการไม่ลงรอยทางด้านเวลานี้
จะยิ่งแย่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเวลามัน
ยุ่งเหยิงเฉพาะในอาคารนี้ล่ะก็ เราก็ยังพอเบาใจที่จะหาทาง
ชดเชยเวลาได้ แต่ถ้าความไม่ลงรอยของเวลานี้เกิดขึ้นก่อนที่เรา
จะถูกล่อให้มาที่นี่ล่ะครับ?
คุณจะว่ายังไงถ้าพายุที่จู่ๆก็มาโดยไม่มีเค้าและ ไอ้การเดินทางที่ไปยังไงก็ไม่ถึงที่หมายนี่มันเกี่ยว
ข้องกัน และถ้าตอนนั้นพวกเราถูกพามายังช่วงเวลาอีกแห่งหนึ่งแล้วล่ะครับ.."

ผมมองไปที่คุณอาซาฮินะที่ผมเสียทรงเพราะยัยฮารูฮิ และก็มองไปที่นางาโต้
ทรงผมที่เคยเสียทรงเพราะพายุของเธอตอนนี้
แห้งและกลับสู่สภาพปกติ ผิวของเธอเองก็
กลับสภาพจากขาวหิมะ มาเป็นขาวมีชีวิตชีวาเช่นเคยแล้ว

แล้วผมก็กระซิบกับโคอิสึมิ
"แล้วไง นายกับนางาโต้และคุณอาซาฮินะ คงประชุมกันเองแล้วใช่มั้ย? ได้เรื่องมั้ย?"
"คุณอาซาฮินะช่วยอะไรไม่ได้ครับ"

การที่เธอร้องไห้จ้าแบบนั้นก็คงยืนยันได้แล้วมั้ง? ทีนี้ก็ต้องเพ่งความสนใจไปให้อีก 1 สาวแล้ว
โคอิสึมิพูดเสียงต่ำต่อไป
"คุณนางาโต้ไม่ได้พูดอะไรเลยครับ ตอนที่ผมขอให้ช่วยก่อนหน้านี้ เธอเองก็เดินออกไป
และกลับมาโดยไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วตอนที่ผม
เช็คเรื่องเวลา 10 นาที เธอตอบคำถาม
ด้วยการพยักหน้าเท่านั้น และก็เลยไม่มีความคิดเห็นอะไรออกมาเลยครับ"

นางาโต้ยังจ้องอยู่ที่พรมแดง เธอทำหน้าเฉยเหมือนกันทั้งเมื่อวานและวันนี้
ผมรู้สึกเหมือนเธอจะพูดไม่ได้ขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่
ผมคิดมากไปเองหรือเปล่านะ?
หรือตัวผมกำลังแสดงความห่วงใยในตัวนางาโต้เข้าอีกแล้วล่ะ?

"เคียวน์ ทำอะไรของนายอยู่น่ะ? รีบมารายงานให้ทุกๆคนฟังสิ!"

ฮารูฮิพูดถึงผลลัพธ์ที่ได้ไปสำรวจมาพร้อมๆกับมองอย่างดุๆ
"เรากลับมาหลังจากไปเดินวนที่นี่มารอบนึง และตั้งแต่ชั้น 2 เป็นต้นไปเป็นห้องนอนทั้งหมด
เราคิดว่าที่นี่น่าจะมีโทรศัพท์"

"แต่เราหาไม่เจอเลย" ผมเสริม "นอกจากนี้ก็ยังไม่มีทีวีหรือวิทยุเลย และเราก็ไม่เห็น
แจ็คโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ไร้สายอะไร
เลย"
"อย่างที่คิดไว้เลย"
โคอิสึมิใช้ปลายนิ้วแตะคางตัวเอง

"หรือพูดอีกอย่างคือ ไม่มีช่องทางสื่อสารไปข้างนอก แถมยังรับข่าวสารจากข้างนอกก็ไม่ได้อีก"
"อย่างน้อยๆก็สำหรับชั้น 2 ขึ้นไปล่ะนะ"
ฮารูฮิยิ้มอย่างไร้เรื่องกังวล
"ถ้าจะมีอะไรพวกนั้นในชั้น 1 ก็ไม่เห็นแปลกนี่ ก็น่าจะมีนี่นา? บ้านออกจะใหญ่โตแบบนี้
ก็น่าจะมีห้องที่ใช้สำหรับการสื่อสาร
บ้างล่ะน่า"

แล้วพวกเราก็ออกไปหามัน ฮารูฮิใช้สัญญาณมือแทนธงและดึงคุณอาซาฮินะที่ไม่สบายใจมาทางตัวเอง
ผมก็เลยเดินกับโคอิสึมิและนางาโต้ และเดินออกจากที่นั่น แล้วอีกครู่ต่อมาเราก็ไปนั่งพักกัน
ในห้องทานอาหารซึ่งเป็นห้องโล่ง
ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณที่ขัดเงาอย่างดี ก็ยังมีเชิงเทียน
ที่หรูหรา ส่องประกายแปลบปลาบสีทองอร่าม ตั้งอยู่บนโต๊ะที่
ปูผ้าขาว ซึ่งเหมือนที่เราเห็นกัน
ในภัตตาคารในโรงแรม 3 ดาวที่พอดีผมไม่เคยไปมาก่อน ก็เลยไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ล่ะนะ พอ

แหงนหน้าขึ้นไปก็เจอแชนเดอเลียร์แขวนจากเพดานอีกอันนึง เฝ้ามองสมาชิกหน่วยSOSอย่างเยียบเย็น

"ไม่มีคนอื่นอยู่ที่นี่จริงๆ"
ฮารูฮิยกถ้วยชาร้อนๆไปที่ปากตัวเอง
"คนบ้านนี้เขาหายไปกันหมดนะ? ไฟกับฮีตเตอร์ก็ยังเปิดอยู่เลยแท้ๆ เปลืองไฟจริงๆ
แถมยังไม่มีห้องสื่อสารอีกตะหาก ทำไม
กันนะ?"

ชานมร้อนๆ ที่ฮารูฮิกำลังจิบอยู่ก็เอามาจากในห้องครัว ซึ่งเป็นชาระดับเดียว
กับที่เขาเสิร์ฟในภัตตาคารไฮโซ รวมไปถึงถ้วยชา
และกาน้ำชาด้วย ระหว่างที่รอน้ำเดือด
ฮารูฮิกับคุณอาซาฮินะก็ค้นไปทั่วห้องและเจอเครื่องครัวแวววาวในลิ้นชักเก็บของที่ดูจะ

ล้างและอบแห้งเรียบร้อยแล้ว ตู้เย็นใหญ่พิเศษของบ้านนี้ตุนของกินไว้เพียบ จนทำให้ยาก
จะคิดว่านี่เป็นบ้านที่ทิ้งร้างเอาไว้
อย่างกับว่าพอเรามาถึงที่นี่ พวกเจ้าของบ้านก็แพ็คของ
หนีเราไปเลยแบบนั้น ไม่สิ ถึงสมมติฐานนั้นจะดูพิลึกๆ แต่ถ้ามันเป็น
จริงขึ้นมาก็น่าจะมีอะไร
บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตในบ้านนี้บ้างสิ

"อย่างกับเรื่องของเรือแมรี่ เซเลสเต้(1)เลยเนอะ"
ฮารูฮิพยายามยิงมุก แต่ท่าทางจะไม่มีใครขำออก

การสำรวจชั้น 1 นั้นพวกเราทั้ง 5 คน ทำไปพร้อมๆกัน ในระหว่างที่เดินเราจะเปิดทุกประตู
ที่เดินผ่าน และทุกครั้งเราก็ได้เจอ
อะไรที่เราใช้ได้อย่างห้องซักล้างที่มีเครื่องซักผ้าเครื่องเบ้อเริ่มตั้งอยู่ ,
ห้องอาบน้ำที่มีอ่างน้ำขนาดมโหราฬยังกะโรงอาบน้ำ
และยังมีห้องเกมที่มีครบครันตั้งแต่
โต๊ะบิลเลียด , โต๊ะปิงปอง และ ต๊ะไพ่นกกระจอกอัตโนมัติ...

ผมได้แต่หวังว่าห้องที่อยู่บนทางเดินนี้ไปไม่ใช่ห้องที่เพิ่งสร้างขึ้นมา

"ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างนะครับ..."

โคอิสึมิวางถ้วยน้ำชาลงบนจานรอง และหยิบเชิงเทียนมาดูเล่น สงสัยหมอนี่กะแฮ้บ
เป็นของตัวเองแหง แต่หลังจากประเมิน
ราคาเป็นที่เรียบร้อย พี่แกก็วางมันกลับไปที่เดิม

"พวกเจ้าของบ้านออกไปเที่ยวกันก่อนที่พายุจะเกิด แต่กลับไม่ได้เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย"

แล้วก็ส่งยิ้มสดใสออกมาเหมือนจะเป็นความหวังกับฮารูฮิได้
"ถ้างั้น พอพายุสงบพวกเขาก็จะกลับเข้ามาสินะ หวังว่าพวกเขาจะพอเข้าใจใน
ตัวพวกเราและยกโทษเรื่องที่เราบุกรุกเข้ามา
บ้านของเขาล่ะนะ"
"พวกเขาต้องเข้าใจแน่ครับ เพราะเราไม่มีที่พึ่งอื่นแล้วนี่ครับ
เอ่อ ไม่แน่นะครับที่นี่อาจเป็นบ้านพักที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นบ้าน

ฉุกเฉินสำหรับนักสกีหลงทางอย่างพวกเราก็ได้นะครับ อย่างนี้ก็อธิบาย
เรื่องที่ว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านได้แล้ว"

"บ้านฉุกเฉินประเทศไหนที่ไม่มีโทรศัพท์ล่ะ?"

ผมพูดอย่างเหนื่อยใจ หลังจากเราออกเดินค้นแบบประตูต่อประตู
พร้อมกัน 5 คนแล้วก็เหมือนจะค้นไปได้แค่นิดเดียวเท่านั้น
สำหรับชั้นๆเดียวนี้
บ้านหลังนี้ไม่มีอุปกรณ์สื่อสาร หรือ รับข่าวสารจากภายนอก แม้แต่นาฬิกาก็ยังไม่มีเลย

ยังไงก็เถอะ ผมว่าบ้านหลังนี้ต้องลอบสร้าง แถมไม่ยอมจ่ายค่าไฟด้วยแหงๆ

"ใครเขาจะสร้างบ้านฉุกเฉินให้ใหญ่เทอะทะแบบนี้กันบ้างล่ะ?"
"อาจจะเป็นพวกองค์กรระดับชาติ ไม่ก็พวกเทศบาลเมืองมั้ง?
งั้นก็สร้างด้วยเงินภาษีของชาวบ้านสิเนี่ย? แหมถ้าเป็นจริงล่ะก็
การที่ฉันจะดื่มชาดำที่นี่
ก็สมควรแล้วนี่ ฉันจ่ายภาษีด้วยนี่นา มิคูรุจัง ขอแรงทางนี้หน่อยนะ"

"เอ๊ะ? อ๊ะ ค่าค่า"

คุณอาซาฮินะถูกลากเข้าไปในครัวพร้อมกับส่งสีหน้ากังวลใจใส่พวกเรา
ถึงจะดูไม่ค่อยยุติธรรมกับคุณอาซาฮินะก็ตามที แต่
ทฤษฎีเวลาเหลื่อมของโคอิสึมิ
มันกวนใจผมมาก ดังนั้นตอนนี้การปล่อยให้ฮารูฮิไปพ้นๆตาเป็นเวลาที่เหมาะมาก

"นางาโต้"
ผมเรียกสาวน้อยผมสั้นที่กำลังจ้องดูก้นภาชนะลายครามของจีนอยู่

"บ้านหลังนี้มันยังไงกัน? ที่นี่มันที่ไหนกันแน่?"
นางาโต้ไม่ได้ตอบทันที เธอเงียบไปราว 30 วินาทีและตอบว่า
"มิตินี้ส่งผลให้ฉันต้องรับภาระ"
แล้วคุณเธอก็ตอบผมมาแบบนั้น

ไม่รู้เรื่องแฮะ มันจะหมายความว่ายังไงน่ะ? เธอติดต่อกับคนสร้างหรือ
หัวหน้าหน่วยของเธอให้ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอไง? นี่มัน
สถานการณ์ผิดธรรมดานะ
นานๆขอกันทีก็ไม่ได้เลยหรือไง?

ใบหน้าที่หันมามองผมยังไร้อารมณ์เช่นเคย
"การเชื่อมต่อกับร่างความคิดที่ประกอบขึ้นมาจากข้อมูลโดนขัดขวาง สาเหตุ..ไม่ทราบ"

ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่คุณเธอพูดเลยแฮะ หลังจากตั้งสติได้แล้ว ผมลองถามอีกครั้ง
"มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ถ้านับตามเวลาของฉัน ก็ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงกับ 30 นาทีก่อน"

พอเวลามันหายไปแบบนี้ ไอ้การเอาเวลาตรงนั้นมาคิดก็คงจะยากล่ะนะ แต่ผมก็ประมาณเอาว่า...
"ตั้งแต่ตอนที่เราติดอยู่ในพายุหิมะใช่มั้ย?"

ดวงตาสีเข้มยังนิ่งเฉย แต่ใจผมกลับเหมือนมีกระแสน้ำเชี่ยวกรากประทุขึ้นมา
"ทำไมตอนนั้น เธอไม่พูดอะไรเลยล่ะ?"

ผมไม่ได้กะจะโบ้ยความผิดให้นางาโต้หรอก เพราะลักษณะของนางาโต้
ก็เป็นคนเงียบๆอยู่แล้ว น่าจะพูดว่าเธอเกิดมาก็เป็น
แบบนี้ มากกว่าเธอเลือกจะเป็นล่ะนะ
"เธอหมายความว่า ที่นี่ไม่ใช่ภูเขาลูกเดิมจริงๆน่ะสิ ? ไม่ใช่แค่บ้านหลังนี้ แต่รวมถึง
ภูเขาหิมะที่เราออกไปไม่ได้อีกด้วย? ทั้ง
หมดนี้เป็นมิติอีกแห่งที่ถูกใครซักคนสร้างขึ้นมางั้นสิ"

นางาโต้นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูด
"ไม่ทราบ"

เธอพูดเหมือนยอมแพ้ไปแล้ว ซึ่งทำให้ผมนึกถึงนางาโต้อีกคนนึงคนนั้นเล่นเอาผมกลุ้มใจเลยทีเดียว
นอกจากฮารูฮิแล้วจะมี
อะไรพิเรนพอที่จะเกินความเข้าใจของคนๆนี้อีกงั้นหรือ?

ผมเงยหน้ามองเพดานและถามสมาชิกหน่วยSOSที่เหลือ
"นายคิดว่าไง ? มีอะไรจะเสริมมั้ย?"
"ก็ตามที่คุณนางาโต้ว่าน่ะครับ เรื่องนี้มันอยู่เหนือความเข้าใจของผมไปแล้ว"

ผมให้ความสนใจกับเจ้ารองหัวหน้าหน่วยผู้แสนจะตรงไปตรงมาคนนี้นิดหน่อย
"เท่าที่ผมทราบนะครับ อันดับแรกที่นี่ไม่ใช่มิติปิดแน่ครับ นี่ไม่ใช่รูปแบบของมิต
ิที่เกิดจากจิตใจของคุณสึซึมิยะแน่"

แน่ใจนะ?
"ครับ ถ้าเรื่องการวิจัยสภาพทางจิตใจของคุณสึซึมิยะเนี่ย ผมพอเรียกตัวเองว่า
เป็นผู้เชี่ยวชาญเลยล่ะครับ ถ้าเธอเปลี่ยนโลก
ทางกายภาพล่ะก็ ผมต้องทราบแน่นอนครับ
แต่ว่าคราวนี้คุณสึซึมิยะไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเธอเองก็ไม่ได้หวังให้มันเกิด
เรื่องในครั้งนี้นี่ครับ
ผมรับประกันได้เลยว่าเธอไม่มีเอี่ยวแน่นอน จะลองพนันกันดูก็ได้นะครับ ผมทุ่มหมดตัวแน่"

"แล้วฝีมือใครล่ะ?"

ผมรู้สึกหนาวๆนิดหน่อย คงเพราะพายุล่ะมั้ง? แต่ภาพด้านนอกที่มองจากห้องทานอาหาร
ก็มีแต่สีเทาลานตา เรียกว่า จู่ๆ ถึง
จะมี ร่างอวตาร สีฟ้าสว่างเพ่นพ่านเข้ามาก็ดูไม่แปลกตาเลย
แม้แต่น้อย
โคอิสึมินิ่งเงียบเหมือนนางาโต้ และยักไหล่อย่างเงียบๆ หมอนี่ท่าทางไม่เดือดร้อนเลย
แต่ดูยังไงก็คงเป็นแค่การแสดงแหละ
เพราะหมอนี่คงไม่อยากให้ผมเห็นสีหน้ากลุ้มใจของตัวเองล่ะนะ

"รอนานมั้ย?"

แล้วฮารูฮิกับคุณอาซาฮินะก็ยกเอาถาดใบโตที่เต็มไปด้วยแซนด์วิชกองเป็นภูเขามาวางต่อหน้าเรา
นาฬิกาของร่างกายผมรู้สึกว่าเราไม่ได้รอนานอะไรเลย ตั้งแต่ตอนที่ฮารูฮิลากคุณอาซาฮินะเข้าครัวไป
ก็ไม่น่าจะเกิน 5 นาที
เลยด้วยซ้ำ แต่พอผมลองหลอกถามดู กลับกลายเป็นว่า พวกเธอใช้เวลาอย่างน้อย
30 นาทีกว่าจะเตรียมกองแซนด์วิชนั่นเสร็จ
ดูจากหลักฐานแล้วผมว่าเธอไม่ได้เวอร์เลยซักนิด
ขนมปังทุกแผ่นผ่านการปิ้งมาหมดแล้ว แฮมกับกระหล่ำปลีก็ปรุงรสมาแล้ว
ไข่ต้มเองก็หั่นมาเป็นอย่างดี
แถมยังใส่มายองเนสลงในทุกชิ้น แค่เตรียมส่วนผสมอย่างเดียวก็น่าจะเกิน 5 นาทีแล้ว แถม
จำนวนแซนด์วิช
นี่อีกล่ะ ถึงจะมีวิธีลัดซักแค่ไหน แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลาไปไม่น้อยแน่ เอ่อ ขอนอกเรื่องหน่อยนะ
แต่ผมต้องขอ
พูดถึงรสชาติกันหน่อย นี่มันอร่อยไม่เลวเลยนะ แน่นอนว่าผมเคยได้ชิมอาหารรสมือยัยนี่
ตอนที่ต้มสตูวันคริสมาสต์มาแล้ว
สงสัยจริงๆว่ามีอะไรที่ยัยนี่ไม่เก่งบ้างเนี่ย? ถ้าผมเจอยัยนี่ตั้งแต่ตอน
ประถมล่ะก็ วิชาเดียวที่ผมพอจะเรียนดีกว่ายัยนี่คงเป็น
วิชาจริยธรรม..ล่ะมั้ง?

ผมทุบหัวตัวเองเรียกสติ
มันใช่เวลามาคิดเรื่องแบบนี้มั้ยเนี่ย เพราะสิ่งที่น่าจะต้องห่วงคือสถานการณ์ตอนนี้มากกว่า
คุณอาซาฮินะดูท่าทางปลื้มที่มีคนกินอาหารฝีมือตัวเองพอดู ก็ทุกครั้งที่ผมหยิบแซนด์วิชชิ้นใหม่
เธอจะดูเอาจริงเอาจังขึ้นมา
ซะงั้น สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนจากผ่อนคลายเป็นตึงเครียดแทบจะทันที
เดาได้เลยว่าชิ้นก่อนหน้าเป็นอันที่ฮารูฮิทำ ส่วนเอาที่
กำลังจะใส่ปากนี่เป็นของคุณอาซาฮินะ..

มีบางอย่างที่คุณอาซาฮินะไม่รู้ เพราะผมเองก็ยังไม่เคยบอกโคอิสึมิ ส่วนฮารูฮินี่ห้ามรู้เด็ดขาดเลย
มีแค่นางาโต้กับผมเท่านั้นที่รู้ว่ามีบางสิ่งที่ผมยังไม่ได้ทำมัน

ใช่แล้วครับ
ผมยังไม่ได้ย้อนเวลากลับไปช่วยโลกเลย
ผมคิดว่าไม่เห็นต้องรีบร้อนไปก็ได้ อยู่เล่นไปจนกว่าจะพ้นช่วงปีใหม่ไปก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นา
ที่จริงผมก็เรียบเรียงประโยคที่
ตั้งใจจะบอกคุณอาซาฮินะไว้แล้ว แค่ขอลิ้มรสชาติส่งท้ายปีเก่า
แค่เนี้ยมันเสียหายตรงไหนล่ะ? แต่ถ้าเกิดมันกลายเป็นว่า ผม
ออกจากที่นี่ไม่ได้ขึ้นมาล่ะจะเป็นยังไงนะ?

"เอ๊ะ เดียวก่อนสิ"
มันแปลกๆอยู่นะ นางาโต้กับตัวผมผม และคุณอาซาฮินะได้ย้อนอดีตกลับไปในช่วงกลางๆ
เดือนธันวาคมแน่ๆ แล้วคุณจะ
อธิบายการที่ผมเห็น 3 คนนั้นในเวลานั้นว่ายังไงล่ะ? เอ่อ ถ้าพูดอีกอย่างคือ
ยังไงเราก็สามารถกลับไปยังช่วงเวลาที่ถูกต้องได้
แน่นอนสินะ พอคิดได้แบบนี้ผมก็ใจชื้นขึ้นมานิดนึงแล้ว

"มามา ทุกคนมากินด้วยกันสิ"
ฮารูฮิยัดแซนด์วิชใส่จนเต็มปากและกระดกชาดำไปพร้อมๆกัน

"ยังมีให้กินอีกเยอะเลย กินสิ ถ้าอยากกินอะไรบอกมาเลยฉันทำได้หมดแหละ
ในตู้เย็นมีของกินอีกเพียบเลยนะ"

โคอิสึมิที่กินแซนด์วิชไส้แฮมกับหมูทอดแล้ว ก็เผยรอยยิ้มพิลึกๆออกมา
"อร่อยครับ อร่อยจริงๆ รสชาติเหมือนที่กินในภัตตาคารเลยครับ"

คำชมอันแสนเว่อร์นั้น แน่นอนว่าชมฮารูฮิแหละ แต่ผมก็ไม่ได้ห่วงอะไรยัยนั่นหรอก
ผมเป็นห่วงแต่คุณอาซาฮินะที่ดูท่าทางไม่
ค่อยสบายใจเรื่องที่พวกเราเอาของที่ชาวบ้าน
เขาตุนไว้มากิน มากกว่า

"....."
ที่เหลือก็นางาโต้
ไอ้การที่ค่อยๆกินคำเล็กๆไปเนี่ย ดูไม่เหมือนตอนปกติเลย
ความอยากอาหารอันแสนดุดันของแอนดรอยด์ที่สร้างโดยเอเลี่ยนหายไปไหนหมด
ความเร็วในการขยับมือไปถึงปากเหมือน
จะช้าลงครึ่งนึงได้เลยนะนั่น


หลังจากจบฉากที่ฮารูฮิกับผมกวาดอาหารส่วนใหญ่ลงคอไปแล้ว..
"ไปอาบน้ำกันดีกว่า"
ข้อเสนอแบบปัจจุบันทันด่วนนั้นไม่มีใครพูดแย้งอะไร สำหรับฮารูฮิแล้วนี่มันหมายถึง ทุกคนโอเคกับเธอ

"อ่างอาบน้ำใหญ่มากๆ แต่มันไม่มีแบ่งเพศตรงทางเข้าล่ะนะ งั้นเราผลัดกันเข้าไปละกัน
ในฐานะหัวหน้าหน่วย
แล้ว ฉันไม่ปล่อยให้มีเรื่องหยาบโลนเกิดขึ้นในหน่วยเด็ดขาด
ดังนั้นผู้หญิงเข้าก่อน โอเค้?

ในเวลาที่ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังดีแบบนี้ การให้ฮารูฮินำทุกคนไปทีละขั้นทีละตอน
ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วล่ะ
เพราะการทำแบบนี้เราจะสามารถโฟกัสไปทางอื่นได้บ้าง
เพราะการติดปัญหาโดยไม่มีใครเป็นผู้นำน่ะอาจนำไปสู่การทำ
อะไรไปโดยขาดความยั้งคิด
ซึ่งบางทีอาจจะทำให้คิดอะไรออกบ้างก็ได้นะ แต่นั่นมันกรณีของผมคนเดียวแหละ

"ก่อนจะไปอาบน้ำมาเลือกห้องกันดีกว่า อยากนอนห้องไหนล่ะ?
เออ แต่ทุกห้องก็เหมือนๆกันหมดแหละ"

ถ้าคิดตามทฤษฎีของโคอิสึมิ การจับทุกคนอยู่ห้องเดียวกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ถ้ามีใครกล้าพูดแบบนี้ออกไปล่ะก็
ได้โดนหมัดขวาของฮารูฮิบินใส่หน้าแน่
บางครั้งการป้องกันตัวเองก็สำคัญกว่านะ

" พวกเราน่าจะพักอยู่ห้องใกล้ๆกันดีกว่านะ แบบประมาณห้องตรงข้าม
หรือห้องข้างๆกัน แบบไหนก็ได้ให้ได้อยู่ 5
ห้องใกล้ๆกัน"

พอผมพูดเรื่องซีเรียสแบบนี้ขึ้นมา ฮารูฮิก็ยืนขึ้นแล้วก็
"งั้นไปพักกันที่ชั้น 2 ก็แล้วกัน"

ฮารูฮิเดินจ้ำๆๆ พวกเราเลยต้องรีบเดินตามไป และก่อนที่จะเดินออกไป เราก็เอาเสื้อสกี
ที่ถอดทิ้งในห้องโถงไป
อบแห้งในห้องซักรีดแล้ว ฮารูฮิเลือก 5 ห้องที่ใกล้บันไดมากที่สุด
เผื่อในกรณีที่ต้องลงชั้นล่างตอนที่เจ้าของบ้านกลับมาถึง ผมนอนห้องถัด
จากโคอิสึมิ
ห้องฝั่งตรงข้ามก็เรียงตามลำดับจากนางาโต้ , ฮารูฮิ และ คุณอาซาฮินะ ซึ่งห้องของฮารูฮิอยู่
ตรงข้ามผมพอดี

ความรู้สึกของห้องนี้ก็เหมือนกับตอนที่ผมกับฮารูฮิเดินมาสำรวจแหละ ในห้องมีเครื่องเรือนน้อยชิ้น
เหมือนเอาไว้
ใช้ล้มตัวลงนอนอย่างเดียว ทั้งๆที่ห้องพักถูกๆของโรงแรมยังมีเฟอร์นิเจอร์เยอะ
กว่านี้เลย นอกจากโต๊ะเก่าคร่ำครึแล้ว ห้องนี้
ก็มีแค่ผ้าม่านกับเตียงนอน หน้าต่างโดนปิดตายสนิท
ถ้าดูดีๆหน้าต่างเนี่ยมีถึง 2 ชั้นเชียวนะ สงสัยจะทำให้ป้องกันเสียงได้ดีก็
ได้ เพราะทั้งที่ข้างนอก
พายุพัดไม่ยอมหยุด แต่ในห้องกลับเงียบสนิท เหมือนจะเกิดคดีฆาตกรรมได้ทุกเมื่องั้นแหละ

พวกเราที่ไม่มีกระเป๋าเดินทางติดตัวมาให้นั่งรื้อ ก็เลยตกลงว่าหลังจากเข้ามาเช็คสภาพในห้องแล้ว
ก็จะออก
มารอบนทางเดินที่ปูด้วยพรมแดงกัน

ฮารูฮิพูดพร้อมกับยิ้มกวนๆ
"เคียวน์นายรู้ดีใช่มั้ย?"

ฉันจะรู้อะไร?
"ไม่ต้องมาไขสือ นายน่ะห้ามทำในเรื่องที่ผู้ชายมีปัญหามันอยากทำในเวลาแบบนี้เลยนะ
ฉันล่ะเกลียดพฤติกรรมหื่น
แบบนั้นมาก"

แล้วคิดว่าฉันจะทำอะไรเล่า?
"ก็..."
ฮารูฮิคว้าแขนของ 2 สมาชิกสาว แล้วเอียงคอไปชนกับหัวของนางาโต้ผู้นิ่งเฉย แล้วก็พูดซะดังว่า
"ห้ามถ้ำมองไงเล่า !"

พอฮารูฮิและสาวๆทั้ง 3 เดินเข้าอาบน้ำไป ผมก็แยกตัวออกมา อากาศในบ้านอบอุ่น
ส่วนทางเดินเงียบจนวังเวง
เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากพายุหิมะข้างนอกเลย
ในใจผมเองก็เงียบสงบเย็นเยียบเหมือนกับว่าความอุ่นของอากาศเองก็ไม่มี
ผลกับผมเช่นกัน

ผมเดินไปห้องข้างๆและเคาะประตูเบาๆ
"มีอะไรครับ?"
โคอิสึมิโผล่หน้าและเผยรอยยิ้มรับแขก ทันทีที่หมอนี่จะอ้าปาก
ผมก็ใช้นิ้วชี้มาแตะที่ปากตัวเอง ส่วนหมอนั่นก็หุบ
ปากตอบรับ ผมเดินเข้าห้องหมอนี่โดยไม่พูดอะไร
จริงๆผมน่าจะย่องเข้าห้องคุณอาซาฮินะมากกว่า แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลานี่นะ

"มีเรื่องที่ฉันต้องพูดกับนายหน่อย"
"โฮ่?"

(โปรดติดตามส่วนต่อไปเร็วๆนี้)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(1) เรือประหลาดที่ถูกทิ้งร้างกลางทะเล โดยมีข้าวของวางไว้เฉยๆ เหมือนยังมีคนโดยสารอยู่ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือ อะไรที่ยืนยันว่าเหล่ากลาสีตายหมดเรือเลย


กลับไปอ่าน บทนำ:ฤดูหนาว | ส่วนที่ 1 | ส่วนที่ 2 | ส่วนที่ 3 |

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

งืมมมมมมม ส่วนตัวแล้ว อ่านตอนนี้รู้สึกเครียดแทน นางาโต้ซัง มากมาย ความจริงแล้ว ตอนนี้เป็นหนึ่งในตอนแรกๆเลยที่เราไปคว้าฉบับภาษาญี่ปุ่นมาศึกษาเพราะว่า....... ไอ้เหตุการณ์หลังจากนี้นะสิ!! (นางาโต้ซัง ตอนนี้ งืมมมม อยากดูอนิเมตอนนี้จัง ความจริงก็ อยากดูทุกตอนเลย ภาค 2 เมื่อไรจะมีข่าว T-T)

#1 By zoung on 2007-01-21 21:42

ยูกิ อาการแบบนี้เรียกว่า "ซึม" ล่ะมั๊ง เวลาแบบนี้ฮารุฮิพยายามทำตัวให้เป็นที่พึ่งได้จริง ๆ แฮะ

ปล.
เรื่องของแม่รี่เซเลสเต้ ถ้าสนใจไปอ่านที่นี่ได้ครับ
http://ohx3.exteen.com/20061007/entry

#2 By กระรอกโฉด on 2007-01-21 22:00

ตอนแรกคิดว่าจะคล้ายกับตอน Lone Island Syndrome

แต่ตอนนี้ทั้งยาวกว่าและเนื้อเรื่องซับซ้อนกว่าที่คิดไว้เยอะ

#3 By Vortex (203.152.6.2) on 2007-01-22 07:17

ตอนนี้ซับซ้อนและปวดกระโหลกที่สุดของแท้ครับ อ่านแบบEngมาแล้วปวดหัวตึ้บมากๆโดยเฉพาะตอนท้ายๆเนี่ย...

แต่แหม ตัดตอนไปแบบกระตุ้นความอยากอ่านอย่างถึงที่สุดเลยหละครับ เพราะการคุยกันของคิยงกับอิตจังต่อไปนั้น มันทำให้ผมนึกถึงฮิกุราชิขึ้นมาทันทีเลย อิตจัง ทำไมแกถึงไซโคคนอื่นได้ขนาดนี้ฟะ?
แล้วขย้ิอนกับอิตซึกิก็...อะจิ๋ยๆ ...ปะฮิ้วๆ ...วี้ดดด ตูม กัน
อย่างสนุกสนาน

#5 By LiTTLe on 2007-01-23 00:26

อ๊าย.. ขอบคุณมากค่ะ บล๊อคนี้เลยทำให้เรากลายเป็นคนบ้าพระเจ้าขึ้นมาอีกคน ฮ่ะๆ
มีเรื่องที่เอเลี่ยนทำไม่ได้เหมือนกันล่ะนะ... นางาโตะ

#7 By Horus on 2007-02-03 22:04

ไม่รุว่าเรามาช้ารึเปล่า แต่อยากอ่านต่อจ้า * *

รุสึกว่าตอนนี้นางาโต้เด่นสุดในเรื่องเลยนะนี่ อิอิ

#9 By kanalove (203.113.34.10) on 2008-01-18 12:18