นิยายแปลไทย The Rampage of Suzumiya Haruhi ตอน คดีพิศวงบนภูเขาหิมะ (2)
posted on 26 Dec 2006 22:52 by overtime in NovelVolume 5 - The Rampage of Suzumiya Haruhi / 第五巻: 涼宮ハルヒの暴走
สึซึมิยะ ฮารูฮิ ซีรี่ส์ เล่ม 5 : เรื่องวุ่นๆ ของ สึซึมิยะ ฮารูฮิ
Snow Mountain Syndrome
คดีพิศวงบนภูเขาหิมะ / 雪山症候群
(ต่อจาก ส่วนที่ 1)
ช่วงวันระหว่างวันคริสต์มาสอีฟ กับวันสิ้นปี ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนฮารูฮิกำลังดันหลัง
โครนอสเทพแห่งกาลเวลาอยู่เลยทีเดียว เราทำความสะอาดห้องชมรม แถมผมยังได้รับโทรศัพท์
จากเพื่อนเก่าจอมสมองกลวงอีกต่างหาก หลังจากโดนหมอนั่นขอร้อง ผมต้องตามหมอนั่นไปดูแมทช์
ฟุตบอลอีก กว่าจะรู้ตัวช่วงสิ้นปีก็มาถึง (พูดถึง ตอน Charmed at first sight)
ปีใหม่.. จะเป็นปีที่ดีหรือไม่ดี ผมก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าผมยังไม่ขยันเรียนกว่านี้ล่ะก็ ผมได้ตกซ้ำชั้นแน่
การจะขวางไม่ให้แม่ส่งผมไปเรียนพิเศษก็คงเป็นไปได้ยากล่ะนะ ถ้าผมไปอยู่ชมรมตั้งใหม่ที่ต้องรักษา
เอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย หรือ เพิ่งไปตั้งชมรมที่ไปไม่ค่อยสวย ผมคงมีข้ออ้างที่จะเบี้ยวเรียนพิเศษได้
แต่ผมดันไปอยู่ในชมรมที่ไม่ค่อยปกติ ก็ชมรมวิจัยอะไรซักอย่าง ที่วันๆเอาแต่เละเทะไปเรื่อย ---
อย่างน้อยๆในสายตาชาวบ้านก็เป็นแบบนั้นล่ะนะ ถ้ามีนักเรียนที่เรียนแย่ในโรงเรียน แต่ก็ยังอยากจะก้าวหน้า
ผมคงได้แต่คิดว่า เอ้อ แล้วทำไมไม่ขยันเรียนในโรงเรียนก่อนล่ะ…
แต่โลกนี่มันไม่มีอะไรยุติธรรมเล้ย ทำไมคะแนนของฮารูฮิกลับพุ่งแทบจะบนสุดของชั้นปี
ทำไมคะแนนสอบไฟนอลเทอมก่อนของโคอิสึมิก็ดีพอที่เป็นท็อปได้อีกคน แถมคุณอาซาฮินะยังเรียนเก่งมาก
อีกต่างหาก บางทีเธอคงชอบเรื่องทางโบราณคดีด้วยล่ะมั้ง? ส่วนนางาโต้นี่คงไม่ต้องพูดถึงหรอก ของมันรู้ๆกันอยู่
"ช่างเหอะ ไว้ค่อยคิดทีหลังละกัน"
ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงหยุดหน้าหนาวอยู่นี่นะ เอาเวลาไปทุ่มกับทางนี้ดีกว่า
เรื่องเรียนไว้ไปต่อเอาปีหน้าละกัน ก็เราจะเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่กันอยู่แล้วนี่นา
เรื่องนั้นล่ะ----
"ไปได้แล้ว!"
ฮารูฮิตะโกนไป
"ยะโฮ---!"
คุณสึรึยะตะโกนกลับ
"อากาศดูแจ่มใส เหมาะแก่การเล่นสกีมาก แหม แต่ช่างเป็นเวลาที่เหมาะเจาะกับเราจริงๆนะครับ"
โคอิสึมิเริ่มพยากรณ์อากาศ
"สกี? หมายถึงที่ไถไปมาบนหิมะเหรอคะ?"
คุณอาซาฮินะถามพร้อมกับเงยหน้าที่พันด้วยผ้าพันคออย่างแน่นหนา
"….."
นางาโต้ยืนถือกระเป๋าใบเล็กอย่างเงียบสงบ
"ดีค่ะ!!
น้องผมกระโดดออกมาจากแถว
พวกเรายืนอยู่หน้าสถานีกันแต่เช้าตรู่ เราจะนั่งรถไฟไปเปลี่ยนรถที่อื่นต่อ
กว่าเราจึงภูเขาหิมะก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ที่ผมอยากรู้ก็คือ
น้องผมมาทั้งที่ไม่ได้รับเชิญได้ไงตะหาก คือ ประเด็นของวันนี้…
"ช่างเหอะน่า นายจะทำไงได้ ก็น้องเขามาอยู่นี่แล้วนี่นา ก็พาเธอไปด้วยสิ
พวกเราอยู่ด้วยจะกลัวอะไร น้องจะทำตัวดีใช่มั้ยเอ่ย?"
ฮารูฮิชะโงกมาข้างหน้าและยิ้มแฉ่งใส่น้องผม
"ถ้าเป็นคนที่ฉันไม่สนใจล่ะก็ ฉันเตะเจ้านั่นออกจากกลุ่มไปนานแล้ว แต่น้องนายน่ะไม่เหมือนนายหรอก
เพราะเธอมีบุคลิกที่ตรงไปตรงมาน่ะสิ ฉันไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธหรอก ยังไงเธอก็เคยมีส่วนในหนัง
แถมชามิเซ็นคงต้องการเพื่อนเล่นด้วยนี่"
ก็จริง ผมหันไปมองชามิเซ็นที่อยู่ในกองสัมภาระ อยากรู้ว่าพาทำไมเหรอ?
ก็ลองฟังเจ้าพิธีประจำกิจกรรมฤดูหนาวของหน่วย SOS ดูสิครับ
" เราต้องมีแมวอยู่ตามเนื้อเรื่องของละครเขย่าขวัญน่ะสิครับ"
มันเป็นคดีฆาตกรรมแบบเรื่อง The Cat Knows? หรือไง?
โคอิสึมินั่งบนกระเป๋าเดินทางของตัวเองและพูดต่อว่า
"จริงๆจะเป็นแมวตัวไหนก็ได้นะครับ ตราบใดที่แมวตัวนั้นสามารถไขปริศนาได้
แต่เพราะสุดยอดการแสดงของชามิเซ็นในหนังของเรา ผมเลยอยากให้เขามาออกโรงอีกครั้งน่ะครับ"
แต่ชามิเซ็นตอนนี้เป็นแค่แมวบ้านธรรมดาๆ ที่พูดไม่ได้แม้แต่คำเดียวนา
อย่าไปคาดหวังอะไรกับความสามารถทางการแสดงของหมอนี่เล้ย
ผมพูดกับฮารูฮิที่กำลังเล่นกับน้องผมอยู่
"ขอบใจจริงๆ ฉันเลยโดนจับได้ตอนกำลังจะออกจากบ้านเลย"
จะว่าไป การเผ่นออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางมันก็เช้าไปหน่อยล่ะนะ
ทั้งๆที่ผมหุบปากเงียบไม่ให้แม่รู้ว่า ผมจะชิ่งไปไหนแท้ๆ น้องผมเองก็ไม่รู้ว่าผมจะไปเที่ยว
กับพวกฮารูฮิหรอก แต่ยัยน้องปากเปราะดั้นมาอยู่ในห้องผมตอนที่กำลังจับชามิเซ็นใส่กระเป๋า
เดินทางสำหรับแมวเนี่ยสิ สงสัยยัยนั่นคงเดินละเมอจะเข้าห้องน้ำ แต่ดันเดินเข้าผิดห้องมาห้อง
ผมแทนล่ะนะ จากนั้นผมก็ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว ตาเบลอๆของน้องผมจู่ๆก็เบิกกว้าง
"จะเอาชามี่ไปไหน? ทำไมแต่งตัวแบบนี้ล่ะ? แล้วกระเป๋านั่นอะไร?"
จุ๊ๆๆ เงียบซี่ แต่จากนั้นผมต้องมาเห็นอาการเคืองหนักกว่าตอนหน้าร้อน เด็กป.5
อย่างน้องสาวผมใช้แขนขารั้งกระเป๋าผมไว้อย่างสุดแรงเกิดและไม่ยอมเลิก เหมือนกับหอยกาบ
ที่เกาะติดบนก้อนหินชนิดที่แน่นและไม่ยอมหลุดออกไปแบบนั้นเลยทีเดียว
"จะมีเพิ่มมาอีกคนก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ" โคอิสึมิยิ้ม "เราคงไม่จ่ายเกินงบเพราะตั๋วเด็ก
หรอกครับ อีกอย่างทั้งคุณสึซึมิยะ และผมก็คิดว่าไหนๆเธอก็ตามมาถึงนี่แล้ว จะส่งเธอกลับบ้านไป
ก็คงโหดไปซักหน่อยน่ะครับ"
หลังจากหยอกล้อกับฮารูฮิเสร็จ น้องผมก็เอาหน้าเล็กๆของเธอซุกลงที่หน้าอกของคุณอาซาฮินะ
แล้วก็ไปกอดเข่าของนางาโต้ผู้ยืนเฉย สุดท้ายเธอก็กระโดดไปแจมวงหัวเราะของคุณสึรึยะ
และหัวเราะเสียงแหลมไม่ยอมหยุดเลย
ยังดีนะที่ยัยนี่เป็นน้องสาว ถ้าเป็นน้องชายล่ะก็ ผมคงฆ่าหมอนั่นหมกถุงทิ้งในซอยเปลี่ยวไปนานแล้ว
ระหว่างที่นั่งรถด่วนไปภูเขาหิมะ น้องสาวผมก็เล่นตลอดเวลาเลย เธอเล่นกับคนในหน่วยครบทุกคน
เหมือนอยากจะเผาผลาญพลังงานส่วนเกินไปให้หมด แต่ผมว่ากว่าเราจะไปถึงที่ยัยนี่คงหมดสภาพ
ไปก่อนแน่ แล้วตอนนั้นผมคงต้องแบกยัยนี่ที่หลับปุ๋ยไปที่พักแหง… แต่ดูท่าคำเตือนของผมจะเปล่า
ประโยชน์ ก็ฮารูฮิกับคุณสึรึยะดั้นเป็นจำพวกเดียวกับน้องผมเนี่ยสิ พวกนั้นเลยยังไม่หยุดเล่นซะที
แม้แต่คุณอาซาฮินะผู้แสนเรียบร้อยยังโดนลากไปด้วย ส่วนนางาโต้ที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า
มานั่งอ่านได้ 2-3 หน้า ยังต้องมานั่งมองน้องผมเลย…
ผมเอาคางไปแนบขอบหน้าต่าง มองเหม่อไปนอกหน้าต่าง โคอิสึมินั่งอยู่บนที่นั่งข้างผม
ฮารูฮิกับสาวๆนั่งอยู่หน้าเรา แต่พวกกลับหันที่นั่งกลับมาชนกัน พวกหล่อน 5 คนเลยเล่นUNOด้วยกัน
อย่าเล่นเสียงดังล่ะ เรากำลังกวนผู้โดยสารคนอื่นอยู่นา
โคอิสึมิกับผมผลัดกันหยิบไพ่โจ๊กเกอร์ไปๆมาๆกันเกือบ 10 นาทีตั้งแต่รถไฟเริ่มแล่น
ยิ่งเล่นก็ยิ่งเบื่อ ผมเลยยอมแพ้ ทำไมผู้ชาย 2 คนต้องมาเล่นอะไรแบบนี้กันเป็นนานสองนานด้วยฟะ?
จากนั้น ผมก็มานั่งหลับตานึกถึงเรื่องสวยๆงามๆแทน ผมจินตนาการไปถึงคุณอาซาฮินะในชุดสกี
ยิ่งคิดยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ผมยิ่งมั่วซั่วบิวท์ฉากที่มีแต่ผมกับเธอเล่นสกีอยู่บนเนินอย่างสุดรักสุดเลิฟ….
"เมี้ยว~"
เสียงร้องนั่นมาจากกระเป๋าของผม ผมเห็นหนวดแมวแลบออกจากรูของกรง
หลังจากตอนที่ถ่ายหนัง ชามิเซ็นก็กลายเป็นแมวบ้านเชื่องๆ ที่ไม่ต้องดูแลอะไรมาก
ไม่เหลือเค้าความเป็นแมวข้างถนนอีกต่อไป เจ้านั่นทำตัวดีและรอเวลาที่จะได้กินอาหารอย่างเรียบร้อย
โดยไม่ข่วนหรือกัดสิ่งของแล้ว บางทีอาจเพราะสิ่งที่มันชอบเป็นอันดับ 1 คือการนอนก็ได้
เมื่อเช้าเจ้านี่ยังนอนหลับสนิทในกรงอยู่เลย ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ผมว่าถึงแมวจะขี้เกียจขนาดนั้น
มันก็คงเบื่อที่จะนอนและตื่นขึ้นบ้างแหละ พอเบื่อๆ ชามิเซ็นก็ถูตัวไปมากับขอบกรง
แต่ยังไงผมก็ไม่มีทางปล่อยให้เดินในรถหรอก
"ทนอีกหน่อยน่า"
ผมปลอบชามิเซ็นที่นอนอยู่แถวๆขาของผม
"พอเราไปถึง ฉันจะให้นายกินอาหารแมวกระป๋องใหม่เลย"
"เมี้ยว~"
แล้วชามิเซ็นก็หลับไปอีกรอบ ท่าทางคงเข้าใจที่ผมบอก โคอิสึมิทึ่งจนพูดออกมาว่า
"ตอนแรกที่เขาเริ่มพูด ผมแทบสติแตกเลย ไปเก็บแมวตัวนี้มาได้เนี่ยไม่ต่างอะไรกับ
เก็บทองได้เลยนะครับ ผมไม่ได้หมายถึงแมวพันธุ์คาลิโกหรอกนะครับ แต่เพราะแมวตัวนี้
เข้าใจอารมณ์คนด้วยเนี่ย ทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อยเลย"
คนที่เก็บเจ้านี่มาจากฝูงแมวจรจัดก็คือ ฮารูฮิ แถมดั้นเป็นแมวที่มีการวิวัฒนาการ
โครโมโซมที่จะพบแค่ 1 ใน 2000 ตัวเท่านั้น ผมล่ะอยากบอกให้ยัยนั่นไปซื้อล็อตเตอรี่จริงๆ
ไม่ว่าจะได้รางวัลเล็กแค่ไหน เราก็เอามาต่อทุนกิจกรรมเราได้นา เพราะผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ที่ต้องเอางบชมรมวรรณกรรมมาใช้ตลอดนี่นา
"ล็อตเตอรี่…ถ้าคุณสึซึมิยะเขาถูกล็อตเตอรี่จริงๆ ผมว่าเราคงจะลำบากที่จะจัดการเรื่อง
หลังจากนั้นนะครับ คิดดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเธอมีเงินซักล้านเยนอยู่ในมือขึ้นมาจริงๆน่ะ"
ผมไม่คิดเรื่องนั้นบ่อยหรอก แต่ผมว่ายัยนั่นคงเริ่มด้วยการซื้อเครื่องบินเจ็ตขับไล่มือสอง
จากคนอเมริกา ที่นั่งเดี่ยวก็คงซื้อล่ะนะ แต่ถ้าเป็นเครื่อง 2 ที่นั่งล่ะก็ ไม่ต้องคิดเลยว่าอะไรจะเกิด
ขึ้นกับผู้ช่วยนักบินที่นั่งหลังยัยนั่นน่ะ
ไม่งั้นยัยนั่นคงทุ่มเงินไปกับการซื้อช่วงเวลาโฆษณา ประมาณว่าวันดีคืนดี คุณที่นั่งดูรายการบันเทิง
ช่วงไพร์มไทม์อยู่ จู่ๆอาจได้เห็น "ผู้สนับสนุนรายการ : หน่วยSOS" บนจอซะงั้น แค่คิดว่าโฆษณา
หน่วยเราจะถูกแพร่ภาพไปสู่ทุกครอบครัวทั่วประเทศแล้ว ผมก็รู้สึกหนาวๆยังไงไม่รู้ ถ้าฮารูฮิได้เป็น
โปร์ดิวเซอร์ล่ะก็ รายการไหนๆก็คงมีแต่เรื่องปั่นป่วนแหงๆ
"ไม่แน่นะครับเธออาจเอาไปทำสาธารณะประโยชน์ก็ได้นะ อย่างพวกทุนนักวิจัย
หรือไม่ก็เอาไปสร้างห้องแล็บ"
รู้สึกว่าเจ้าโคอิสึมิจะปล่อยบอลลูนพยากรณ์อากาศขึ้นไปได้ไร้สาระมาก นายคงเสียเวลากว่า
90 เปอร์เซ็นต์ในชีวิตเพื่อการไล่ตามเป้าหมายที่ไม่มีทางเป็นจริงแบบนั้นเอานะ แม้แต่นักสถิติ
ผู้ช่ำชองก็คงเบือนหน้าหนีถึงโอกาสที่เป็นไปได้ เราไม่ควรไปหาเหาใส่หัวโดยไม่จำเป็นนะพวก
"แค่บอกให้ยัยนั่นเลี้ยงไอติมเราในซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนที่ถูกรางวัลนั่นก็มากพอแล้วน่า"
ผมหันไปมองวิวนอกหน้าต่างอีกครั้ง โคอิสึมิก็เอนหลังไปบนเก้าอี้และหลับตานอนเอาแรง
พอไปถึงเราคงได้ออกแรงทันที ดังนั้นตอนนี้การเก็บแรงเอาไว้ก็คงเป็นเรื่องที่เหมาะสุดล่ะนะ
วิวข้างนอกเริ่มดูไกลปืนเที่ยงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งผ่านไปแต่ละสถานี วิวก็ยิ่งเป็นสีขาวมากขึ้นมากขึ้น
และระหว่างที่มองผมก็หลับฝันหวานโดยไม่รู้ตัว...
จากนั้น เราก็จบการนั่งรถไฟด้วยการแบกสัมภาระออกจากสถานีรถไฟ แล้วที่เราได้พบก็คือ
ท้องฟ้าสดใสสีน้ำเงินเข้มบรรจบกับหิมะส่องประกายจนแสบตา
พร้อมกับคนหน้าคุ้น 2 คนที่เข้ามาทักทายเรา
"ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ไม่ได้พบกันเสียนานนะครับ"
ชายผู้ก้มโค้งทักทายไม่ใช่ใครอื่นนอกจากยอดนักแสดงชายจากบทพ่อบ้าน---
"ยินดีต้อนรับค่ะ เดินทางมากไกลคงเหนื่อยนะคะ"
---ผู้มาพร้อมกับเหมดสาวงามผู้เดาอายุไม่ออก
" ไม่หรอกครับ ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะครับ"
โคอิสึมิพูดสุภาพอย่างไม่อายปาก และเดินไปยืนข้างๆคนทั้ง 2
"คุณสึรึยะคงเพิ่งพบเป็นครั้งแรก ทั้งคู่เป็นเพื่อนของผมเองครับ คุณอาราคาว่า กับ
คุณโมริครับ ผมขอให้พวกเขามาช่วยเตรียมอาหารในการทัวร์ของเราน่ะครับ"
ทั้งคู่แต่งตัวแต่งตัวแบบเดียวกับครั้งเกาะโดดเดี่ยว... นั่นคือ สุภาพบุรุษผมสีดอกเลา
ในเสื้อ 3 ชั้น พ่อบ้านอาราคาว่า และ คุณเหมดผู้ผูกผ้ากันเปื้อนทับชุดเหมดอีกชั้น คุณโมริ
"อาราคาว่า ครับ"
"โมริ ค่ะ"
ทั้ง 2 พูดพร้อมกัน
ในอากาศอันหนาวเหน็บ ทั้งคู่ออกมาต้อนรับเราโดยไม่ได้สวมโค้ทซักตัว นี่เป็นส่วนหนึ่ง
ของการแสดงด้วยหรือไง? หรือเพราะสัญชาติญาณของมือโปรบังคับให้ทั้งคู่เล่นตามบทซะขนาดนี้?
คุณสึรึยะลากกระเป๋าเดินทางไปเขื่องเข้ามา
"สวัสดี ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ถ้าโคอิสึมิคุงเป็นคนแนะนำมา ฉันคงไม่ต้องห่วงอะไร
ยังไงก็ฝากดูแลด้วยนะ ใช้แมนชั่นได้ตามใจชอบเลยนะคะ"
"ขอบคุณมากครับ"
คุณอาราคาว่าผู้แสนจริงใจก้มโค้งอีกครั้ง และเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
"ได้เห็นพวกคุณดูแข็งแรงกันดีนี่น่ายินดีจริงๆนะครับ"
"ขออภัยเรื่องในช่วงหน้าร้อนด้วยนะคะ"
คุณโมริยิ้มอย่างอบอุ่นและพอเธอได้เห็นน้องสาวผม รอยยิ้มของเธอยิ่งดูอบอุ่นมากขึ้นไปอีก
"แหม เป็นคุณหนูที่น่ารักจริงๆนะคะ"
ยัยแขกไม่ได้รับเชิญ คืนชีพไวเหมือนสาหร่ายตากแห้งโดนน้ำร้อน
"ดีค่ะ" พอพูดจบก็วิ่งปรี่ไปที่กระโปรงของคุณโมริทันที..
ฮารูฮิเดินไปข้างหน้าและย่ำบนทุ่งหิมะ
"นานจริงๆ ฉันน่ะเฝ้ารอปิดเทอมฤดูหนาวมาตลอดเลยนะ ไต้ฝุ่นที่พัดเข้ามาช่วงหน้าร้อน
เนี่ยทำให้เราขี้เกียจกันเกินไป คราวนี้ฉันวางแผนจะทำสกู๊ปให้ได้เลย"
พอพูดจบ ก็หันกลับมาพร้อมกับท่าทางเหมือนเด็กใหม่ไฟแรง
"รีบไปกันเถอะ! พอไปถึงเราจะได้บ้าให้เต็มที่ เอาอะไรห่วยๆของปีนี้ออกจากตัวให้หมด
เพื่อเตรียมตัวรับปีใหม่นะ อย่าให้เรื่องเศร้าแม้แต่เรื่องเดียวมันอยู่รอดถึงปีใหม่ล่ะ เข้าใจมั้ย?"
พวกเราต่างคนต่างตอบตามสไตล์ตัวเอง คุณสึรึยะยกแขนสูงตะโกน "ย่าห์!!"
คุณอาซาฮินะพยักหน้าด้วยท่าทางอายๆ โคอิสึมิมีแต่รอยยิ้มบนใบหน้า
ส่วนนางาโต้ก็เงียบๆนิ่งๆตามประสา ในขณะที่น้องสาวผมเองก็ไม่ยอมปล่อยคุณโมริแม้แต่น้อย
ส่วนตัวผมเองผมเบือนหน้ามองไปยังขอบฟ้าเพื่อเลี่ยงสายตาของฮารูฮิที่ยิ้มอย่างมีเลศนัยอยู่...
ฟ้าใสมากจนไม่ส่อเค้าของพายุที่กำลังจะมาถึงแม้แต่น้อย
อย่างน้อยๆก็ตอนนี้ล่ะนะ
เรานั่งรถ4WDไปที่แมนชั่นของคุณสึรึยะ คนขับก็คือคุณอาราคาว่ากับคุณโมริ
แต่ไม่มีคิดว่าคุณโมริจะอายุถึงวัยมีใบขับขี่เอาซะเลย เล่นเอาผมที่เคยคิดว่าคุณโมริ
จะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราหน้าแตกยับเลย ไม่ๆผมไม่ได้มีความหมายอื่นหรอกนะ
แค่มีคุณอาซาฮินะเป็นเหมดจอมยุ่งคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณโมริจริงๆ สาบานได้
รถแล่นผ่านม่านหิมะไปไม่นาน ประมาณ 15 นาทีได้ แล้วเจ้ายักษ์ 4 ล้อ
ก็มาหยุดที่หน้าตึกคลาสสิกหลังหนึ่ง
"ได้บรรยากาศชะมัดยาด"
ฮารูฮิที่ลงจากรถคนแรกแสดงสีหน้าพึงพอใจสุดๆ
"ในบรรดาบ้านพักที่เรามีนี่เป็นที่เล็กๆและสวยที่สุดเลยนะ" คุณสึรึยะพูด
"แต่ฉันชอบที่นี่มาก เพราะมันสะดวกสบายที่สุดล่ะนะ"
ที่นี่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟเท่าไหร่ ที่เล่นสกีก็สามารถเดินไปถึงได้ ดูจากที่ตั้งแล้ว
รู้เลยว่าบ้านพักหลังนี้ต้องราคาไม่น้อยแน่ ที่เธอบอกว่า เป็นบ้านที่เล็กที่สุดก็ไม่ได้โกหกหรอกครับ
เพราะถ้าเทียบกับคฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นที่ผมเคยไปมาแล้วที่นี่คงจะเล็กจริงๆนั่นแหละ
ถ้าจะให้ผมบรรยายด้วยสายตาสามัญชนแล้วล่ะก็ ความกว้างใหญ่ของที่นี่ก็คงประมาณบ้าน
บนเกาะโดดเดี่ยวที่เราไปเที่ยวตอนหน้าร้อนเลยล่ะนะ ผมอยากรู้จริงๆว่าครอบครัวคุณสึรึยะ
เขาทำมาหากินอะไรถึงมีเงินซื้อบ้านใหญ่ขนาดนี้นะ?
"เชิญด้านในครับ"
พ่อบ้านอาราคาว่านำทางเรา เขากับคุณโมริได้รับอนุญาตจากคุณสึรึยะให้ถือกุญแจอยู่ก่อน
และล่วงหน้ามาเตรียมสถานที่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ต้องขอบคุณแผนการที่มีรายละเอียดยุบยับของโคอิสึมิ
แล้วต้องยอมรับในความง่ายๆเป็นกันเองของครอบครัวสึรึยะที่บ้าจี้ตามแผนของโคอิสึมิด้วยล่ะนะ
บ้านพักสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ถ้าเปิดจองก่อนหน้าสกีล่ะก็บ้านนี้คงโดนจองตลอดฤดูกาลแน่
แค่เหยียบเข้ามาในบ้านผมก็ตื้นตันจะแย่แล้ว แต่ต่อมาผมก็สังหรณ์อะไรบางอย่างขึ้นมา
เอ่อ มันอธิบายไม่ค่อยถูกแฮะ? เอาเป็นว่าผมสังหรณ์อะไรได้ก็แล้วกัน
" หือ?"
ผมหันไปมองรอบๆ ไล่สายตาไปตามเฟอร์นิเจอร์Built-inราคาแพงในบ้านพักแห่งนี้
คุณสึรึยะเอาแต้ยิ้มไม่หุบกับฮารูฮิ เมื่อตอนที่ฮารูฮิปล่อยคำยอตัวคุณสึรึยะไม่หยุด
ส่วนคุณสึรึยะก็ตอบรับคำยอด้วยการหัวเราะแบบไม่หยุด โคอิสึมิ,คุณอาราคาว่า
และคุณโมริกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ น้องสาวผมรีบเอาชามิเซ็นออกมากอดทันที
พร้อมกับคุณอาซาฮินะที่หายใจลึกๆเวลาวางกระเป๋าเดินทางของตัวเองลง
ส่วนนางาโต้เอาแต่ทอดสายตาไปยังท้องฟ้าโดยไม่รู้เธอกำลังมองอะไรอยู่
ไม่มีอะไรผิดปกตินี่
จากนี้ เราคงจะได้ใช้เวลาช่วง2-3วันข้างหน้าสนุกสนานไปกับทัวร์แบบร็อกแอนด์โรล
ในนามปิดเทอมฤดูหนาว และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในวันหลังจากนี้ต่อไป....
ตามทฤษฎีล่ะนะ
พวกเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าปริศนาฆาตกรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นแค่การแสดง
ไม่ใช่คดีจริงๆ ดังนั้นอารมณ์ของฮารูฮิคงไม่โอนเอน คุณอาซาฮินะกับ
นางาโต้ก็ไม่ต้องเข้าแทรกแซง ,พลังของโคอิสึมิก็ไม่ต้องใช้
พูดง่ายๆคราวนี้มันก็เหมือนคนในเล่นกันเอง ไม่ใช่คดีฆาตกรรมที่มีทริคมหัศจรรย์พันลึก
ทันทีที่คุณเข้าไปในที่เกิดเหตุซะหน่อย นั่นก็คือไม่มีอะไรพิสดารเลยซักนิด
แต่ว่า แล้วไอ้ความรู้สึกนี้มันยังไงกันล่ะ? ครั้นจะอธิบายมันก็ติดๆขัดๆ ถ้าจะพูดแบบธรรมดาๆก็....
มันก็ไม่ใช่จะมีผีเผอวิ่งผ่านตัวผมหรอกนะ ใช่ๆ มันคล้ายๆกับไอ้ตอนหยุดฤดูร้อนแบบ
น็อน-สต็อปครั้งนั้นมากกว่า คล้ายกันมาก เพียงแต่ไม่มีเดจาวูล่ะนะคราวนี้
"เลิกดีกว่า"
เหมือนเอามือเปล่าจับตัวปลาลื่นๆ ความรู้สึกนั้นหายไปจากมือผม
"เราคงคิดไปเองมากกว่ามั้ง?"
ผมสะบัดหน้าไปมาและเดินไปที่บันไดในบ้านพัก เดินไปยังห้องพักที่จัดให้ผมนอน
เฟอร์นิเจอร์ในห้องดูไม่ออกว่ามีราคาค่างวดเท่าไหร่ หรือบางทีตาผมมันถั่วจนมอง
ไม่เห็นคุณค่าของมันก็ได้ บางทีถ้าเริ่มถามราคาตั้งแต่ราวบันไดมายันของตกแต่งในห้องผมล่ะก็
ราคาที่มากเท่าจำนวนดวงดาวก็คงล้มทับผมแหงเลย
พวกเราอยู่ในห้องนอนที่กระจุกตัวในชั้น 2
"เคียวน์—คุง"
คุณสึรึยะทักผมด้วยรอยยิ้ม
"ให้ฉันนอนกับน้องสาวนายได้มั้ย? พูดตามตรงนะ เรามีห้องไม่พอน่ะ ฉันเปิดห้อง
ที่ฉันใช้ตอนเด็กให้น้องนายได้นะ แต่ถ้าให้เธอนอนคนเดียวคงจะเหงาแย่เลยใช่ม้า?"
"ให้น้องนายมานอนห้องฉันก็ได้นะ"
จู่ๆฮารูฮิก็โผล่หน้าเข้ามา
"ฉันดูห้องมาแล้ว เตียงมันใหญ่มาก ให้นอนด้วยกัน 3 คนยังได้เลย ไม่ว่านายจะพูดยังไง
แต่สาวๆนอนด้วยกันมันดีต่อสุขภาพมากกว่านะ"
ดีต่อสุขภาพยังไงฟะ? อย่างกับว่าผมนอนกับห้องเดียวกับน้องแล้ว..ผมจะทำอะไรยัยนั่นงั้นแหละ?
ผมอาจจะใจตุ๊มๆต่อมๆถ้าผมได้ร่วมห้องกับคุณอาซาฮินะล่ะนะ แต่ถ้าเป็นน้องผม
หรือชามิเซ็นมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันซักนิด
"นี่ เอาไงล่ะ?"
ฮารูฮิถามน้องผมที่วางชามิเซ็นไว้บนบ่า เธอหัวเราะคิกคักและตอบโดยไม่ได้ดูรอบๆตัวเอาซะเลยว่า
"หนูจะนอนกะพี่มิคูรุ"
แล้วน้องผมก็ย่องเข้าห้องของคุณอาซาฮินะไปทั้งอย่างนั้นและปล่อยชามิเซ็นไว้กับผม
ผมเลยเสนอให้ผู้โชคดีได้ใช้เวลายามค่ำคืนที่หาได้ยากกับแมวน้อยในมือผม...
"ขอบคุณในความกรุณานะครับ แต่ผมคงไม่เหมาะกับการเลี้ยงแมวน่ะนะ"
โคอิสึมิโต้ผมกลับอย่างนิ่มๆ ส่วนนางาโต้จ้องมาที่แมวสาวสีของผมราวๆ 30 วินาที และ
"ได้"
เธอตอบสั้นๆ แล้วก็หันกลับออกจากห้องทันที
เอาเถอะ..แค่ปล่อยเจ้านี่เดินเพ่นพ่านในบ้านไปก็คงไม่มีอะไรเสียหายล่ะนะ
ถึงจะแปลกที่ แต่ชามิเซ็นก็ทำตัวไม่ต่างจากที่บ้านเล้ย เพราะพอเจ้านี่โดดขึ้นเตียงเสร็จ
ก็เข้าบรรทมแทบจะทันที ทั้งๆที่หลับยาวมาตั้งแต่ในรถไฟแล้วแท้ๆ ผมก็อยากจะนอน
เอาแรงเหมือนกันนะ แต่ฮารูฮิไม่ปล่อยให้มีเวลาพักเล้ย เพราะทุกคนต้องทำตามโปรแกรม
เลยต้องมารวมตัวกันที่ชั้นล่าง
"เอาล่ะ! ไปกันเถอะ ไปเล่นสกีกัน!!"
ผมว่ามันอาจจะหนักเกินไปหน่อยสำหรับพวกเรา แต่ฮารูฮิผู้หึกเหิมไม่ยอมปล่อยให้เสียเปล่า
แม้ซักวินาที ยิ่งมีคุณสึรึยะจอมบ้าพลังที่คอยเติมเชื้อไฟให้แบบนี้ ฮารูฮิยิ่งร้อนแรงขึ้นเป็น 2 เท่า
โคอิสึมิเช่าชุดสกีและอุปกรณ์การเล่นมาจากที่ไหนซักที่ แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
หมอนี่รู้สัดส่วนขนาดตัวพวกเราหมดได้ยังไง? ถึงขนาดมีชุดที่พอดีตัวให้น้องผมที่ตัดสินใจ
มาเอาวันจริงเลยด้วยอีกเนี่ย ผมได้แต่นึกถึงสายลับขององค์กร (ในสูทดำและแว่นดำ)
แอบย่องเข้าไปทั้งที่ ม.ปลายเขตเหนือ และที่โรงเรียนประถมที่น้องผมเรียน
และย่องเข้าไปในห้องพยาบาล เพื่อคัดขนาดตัวจากบันทึกพวกเรา
อืม...ผมน่าจะถามขนาดตัวของคุณอาซาฮินะจากหมอนั่นซักทีก็ดี
เอ้อ ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวเล็กๆเท่านั้นแหละ
" ฉันไม่ได้เล่นสกีมานานแล้ว ก็ตั้งแต่ตอนที่มาเข้าค่ายสมัยประถมสมัยนู่น
จากนั้นก็ไม่ได้เล่นอีกเลย ก็แถวบ้านเราไม่มีหิมะตกนี่นะ
หน้าหนาวมันต้องมีหิมะตกสิ ถึงจะได้อารมณ์"
สาวน้อยผู้ไม่รู้จักอันตรายของลานหิมะเอ่ยปากขึ้น มีคนเยอะแยะที่เกลียดหิมะ
คนที่ผมพอยกตัวอย่างได้คงเป็น อุเอสึกิ เคนชินในยุคสงครามล่ะมั้ง?
หลังจากพะรุงพะรังด้วยรองเท้าบู้ตและสกีบนหลัง เราก็มาถึงลานสกีขนาดใหญ่
ผมก็เหมือนฮารูฮิที่ไม่ได้เล่นมาสกีมาพักใหญ่ๆแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ได้เล่นคงประมาณ ม.ต้นล่ะมั้ง
แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกสำหรับน้องผม และดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกของคุณอาซาฮินะเช่นกัน
ผมมั่นใจว่านางาโต้เองก็คงไม่เคยเล่น แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมว่า
พอยัยนี่ถึงเนินสกีเมื่อไหร่ได้ท้าเล่นกับพวกมืออาชีพทันทีแหง
ธงหลากสีถูกปักห่างๆ ที่ผมเห็นจากตอนนั่งลิฟท์ขึ้นเขานั่นจริงๆก็คือ
แจ๊กเก็ตสกีของคนที่มาเล่น ซึ่งทำให้ผมรู้ว่ามีคนมาเล่นที่นี่น้อยกว่าทิ่คิดไว้เยอะ
คุณสึรึยะเลยบอกให้ผมฟังว่า
"ที่นี่เป็นลานสกีลับสำหรับมือโปรที่มีคนรู้จักกันน้อยมาก
เพราะว่าเพิ่งเปิดให้คนทั่วไปใช้เมื่อราวๆ 10 ปีมานี้เอง"
ถึงจะเปิดให้ใช้มาซักพักแล้วก็เถอะ แต่ไอ้ที่คุณสึรึยะเสริมมาน่ะ
ทำให้ผมรู้เลยว่าในโลกนี้ก็ยังมี คนที่ดูดี , บุคลิกภาพเป็นเยี่ยม มีสถานะการเงินชั้นยอด
มีภูมิหลังชั้นเลิศ เป็นปัจจัยชั้นเลิศอยู่รวมกันแบบนี้อยู่ด้วย ไม่รู้จะหาอะไรมาติเลยล่ะนะ...
แล้วฮารูฮิก็พูดพร้อมติดสกีกับรองเท้าบู้ท
"นายเอาไงเคียวน์? ฉันว่าจะขึ้นไปเล่นชั้นของมืออาชีพก่อนเลยล่ะนะ ,
ว่าแต่ทุกคนรู้วิธีเล่นสกีใช่มั้ย? แล้วนายล่ะ?"
"ให้พวกเราได้ซ้อมกันหน่อยดีกว่า"
ผมมองไปที่น้องผมกับคุณอาซาฮินะที่ติดสกีบนบู้ตแล้วแต่ก็ไถลออกไปได้แค่ 30 เซนติเมตร
ซึ่งหลักฐานมันฟ้องฮารูฮิแบบเห็นๆ
"ถ้านายยังไม่สอนแม้แต่เบสิกให้พวกนี้ล่ะก็ เลิกคุยเรื่องชั้นมืออาชีพได้เลย
แค่เดินไปขึ้นลิฟท์ก็คงนานเป็นชาติแล้วมั้ง?"
คุณอาซาฮินะที่มีหิมะเปื้อนเต็มตัวเพราะล้มไปเมื่อกี้ ดูแล้วเหมาะเป็นนางแบบเครื่องเล่นสกีมาก
ผมล่ะสงสัยจริงๆมีอะไรบ้างที่คุณจะใส่แล้วไม่ขึ้นเนี่ย?
"งั้นก็..ฉันจะสอนมิคูรุเอง ส่วนน้องหนูก็ฝากให้ฮารูเนี้ยงละกัน เคียวน์คุงกับที่เหลือก็เล่นตามใจชอบไปละกัน"
ข้อเสนอของคุณสึรึยะมาได้ถูกจังหวะอะไรอย่างนี้ ผมอยากจะทำความคุ้นเคยกับการเล่นสกีพอดี แต่พอมองไปรอบๆ...
"............"
นางาโต้ผู้แสนจะไร้อารมณ์ที่มีไม้สกีในมือก็ออกตัวไปอย่างสวยงามซะแล้ว...
สุดท้ายแล้ว น้องสาวผมก็ยังเล่นไม่เป็นอยู่ดี ตกลงยัยฮารูฮิได้สอนจริงป่ะเนี่ย? จากนั้น ว่าแต่การแข่งสกีนี่เล่นเสร็จกันไปกี่รอบแล้วนะ?
"เอาขาชิดกัน แล้วใช้ไม้สกีทิ่มพื้นส่งตัวแรงๆ แล้วก็พุ่งให้เร็วสุดแรงเกิดไปเลยนะ
แล้วเวลาจะหยุดก็หยุดแบบสุดแรงเหมือนกัน เอาล่ะ ทีนี้เธอก็พร้อมจะไปเล่นแล้ว"
ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ถ้าแค่จะเล่นให้เร็วและแรงล่ะก็ ไปเอาสโนว์โมบิลมาขับเล่น
แทนจะดีกว่าป่ะ? แต่น่าเศร้าที่ถึงน้องผมจะเล่นสุดแรงเกิดก็เพิ่มระยะทางได้จาก 30 เซนติเมตร
เป็น 3 เมตร ก่อนที่จะล้มทิ่มพื้น ถึงอย่างนั้นน้องผมก็ดูจะสนุกไม่เบา เพราะทั้งหัวเราะ
ทั้งล้มตัวลงนอนและกินหิมะเข้าไปด้วย ไม่ว่าจะเล่นเป็นหรือไม่เป็นก็ตาม
นี่คือสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเมื่อได้มาออกกำลังกายล่ะนะ
แต่ยังไงก็น่าจะระวังจะมาปวดท้องจนต้องถูกหามกลับเพราะกินหิมะเข้าไปบ้างนะ
คุณอาซาฮินะที่อยู่อีกด้าน ไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์หรือเพราะได้ผู้ฝึกสอนชั้นเยี่ยม
อย่างคุณสึรึยะก็ไม่รู้หรอกนะ แต่ตอนนี้เธอเล่นสกีเป็นในเวลาแค่ 30 นาทีไปแล้ว
"หวา! หวา! สนุกจัง หวา! สุดยอด!"
ท่ามกลางหิมะสีขาว ใบหน้ายิ้มแย้มยามคุณอาซาฮินะเล่นสกีนั้น
ถ้าจะพูดให้รวบรัดตัดความในความเห็นของผม คงพูดได้ว่าเธอคือ
ภูติสาวหิมะในเสื้อคอสูงที่แสนจะต้องตาเหมือนงานศิลปะ แค่ได้เห็นความงามครั้งนี้แล้ว
จะส่งผมกลับไปบ้านเดี๋ยวนี้ผมยังยอมเลย แต่แน่นอนเมื่อผมได้ถ่ายรูปทั้งหมดจนเสร็จก่อนล่ะนะ
ฮารูฮิเหล่มาทางผมกับโคอิสึมิที่กำลังหัดเล่นด้วยตัวเองอยู่ และหันไปมองน้องผมที่ยังเล่นไม่เป็น
ดูท่าทางยัยนั่นคงอยากจะขึ้นไปเล่นสกีลงมาจากยอดเขาเลยล่ะ
แต่จะพาเด็ก ป.5ขึ้นไปด้วยก็คงทำได้ยากล่ะนะ
ซึ่งคุณสึรึยะคงสังเกตเห็นเหมือนกัน เธอเลยพูดขึ้นมาว่า
"พวกฮารูเนี้ยงขึ้นลิฟท์ไปข้างบนได้เลยนะ"
คุณสึรึยะล้มตัวทั้งๆที่ยังหัวเราะอยู่และไปกอดน้องสาวผมอย่างรวดเร็ว
"ฉันจะสอนเด็กคนนี้เล่นเอง บางทีอาจจะปั้นตุ๊กตาหิมะด้วยกัน
หรืออาจจะไปเล่นเลื่อนหิมะด้วยกัน ไปเช่าเอาก็ได้น่ะ"
"จะดีเหรอ?"
ฮารูฮิมองไปที่น้องผมและคุณสึรึยะ
"ขอบคุณนะ แล้วก็ขอโทษด้วย"
"ไม่เป็นไรไม่เป็นไร! เอาล่ะน้องหนูอยากทำอะไร? หัดเล่นสกี, ปั้นตุ๊กตาหิมะ หรือ ไปเล่นเลื่อนหิมะดี?"
"ตุ๊กตาหิมะ!"
น้องสาวผมตอบเสียงดังฟังชัด คุณสึรึยะเลยถอดอุปกรณ์สกีออก
"ได้ เอาตุ๊กตาหิมะนะ งั้นเรามาปั้นให้ตัวใหญ่เบิ้มกันเลยดีมะ"
พอดูทั้ง 2 คนกำลังเตรียมปั้นก้อนหิมะ คุณอาซาฮินะก็พูดเสียงอ่อยๆว่า
"ตุ๊กตาหิมะเหรอคะ อ๋าฉันก็อยากอยู่ปั้นด้วยจัง"
"ไม่--ได้"
ฮารูฮิรีบคว้าแขนของคุณอาซาฮินะไว้ และพูดไปยิ้มไปว่า
"เราจะขึ้นไปยอดเขา และแข่งสกีกันลงมา คนที่ไปถึงตีนเขาก่อน
จะได้ยศผู้พันฤดูหนาวจากฉัน พยายามเข้าล่ะ"
ท่าทางยัยนั่นคงจะเล่นไปเรื่อยๆจนกว่าตัวเองจะชนะสิท่า ก็ไม่เป็นไรหรอก
แต่การท้าทายชีวิตกันตั้งแต่วันแรกดูยังไงก็น่ากลัวนา เราน่าจะทำตอนที่พร้อมมากกว่านะ
ฮารูฮิเชิดจมูกขึ้นและหายใจออกอย่างแรง
"การจะเล่นสกีให้สนุกน่ะ มันต้องไถลลงจากบนยอดสิ!! "
ถึงเจ๊แกจะพูดแบบนั้น แต่กลับเลือกจะทำตามที่ผมแนะเอาไว้ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักหรอก
เราก็เลยจะไปที่ความสูงระดับกลางแทน และสงวนความมันจากระดับมืออาชีพเอาไว้เล่นวันสุดท้าย
"ไปขึ้นลิฟท์ได้แล้ว ยูกิ จะไปกันแล้วนะ มาทางนี้สิ"
นางาโต้ที่เล่นอยู่ในวงกว้าง รีบไถลมาที่ๆพวกเราอยู่ทันทีที่ฮารูฮิพูดจบ
และมาหยุดอยู่ข้างๆผม
"เราจะแข่งแบบพบกันหมด ฉันมีตั๋วฟรีมากพอที่จะให้เราขึ้นไปเล่นจนถึงพระอาทิตย์ตกดินเลยล่ะ
ไมสิถึงจะมืดแล้วเราก็ยังใช้ลิฟท์ได้ มามา ตามข้าพเจ้ามาเลย!"
ไม่ต้องโหวกเหวกไป ผมก็ต้องทำตามอยู่ดีล่ะ เพราะถึงผมบอกว่าอยากเรียนคอร์สปั้นตุ๊กตาหิมะด้วย
เจ๊ก็คงไม่ให้ใช่มั้ยล่ะ? ไม่ต้องพูดถึงโคอิสึมิที่มีทั้งนางาโต้และคุณอาซาฮินะ
เป็นพวกที่จะปล่อยให้ฮารูฮิทำอะไรก็ได้ตามใจชอบหรอก ถึงจะมีพายุหิมะ
หรือต้องกลับไปยุคน้ำแข็ง ผมก็ไม่ห่วงแล้ว และถ้าไม่มีคนมีหลักจิตวิทยาที่ใจกว้างซักคนก็คงไม่ดีใช่มั้ยล่ะ?
ผมไม่มั่นใจว่าผมจะใจกว้างพอที่จะปล่อยปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้หรือเปล่า?
แต่เพราะเจ้าโคอิสึมิที่ทำตัวเหมือนมาเที่ยวในวันหยุดพนักงาน ออกอาการแย้งผมหลายรอบแล้ว
ผมเลยว่า เอาเถอะไม่สนแล้ว เพราะเรื่องที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้สลักลำคัญอะไรล่ะนะ สมาชิกหน่วยทั้งหมดยืนอย่างแข็งขัน หิมะก็โปรยปรายไปทั่ว ท้องฟ้าโปร่ง เริ่มเป็นสีน้ำเงินเข้ม และท่านหัวหน้าของเราผู้มีอารมณ์สดใสเหมือนท้องฟ้าเหนือหัวเธอ ยื่นมือออกมา
"เก้าอี้เป็นที่นั่งคู่ เพื่อให้เสมอภาคเดี๋ยวเราสลับกันขึ้นไปละกัน"
ไม่มีเรื่องอะไรที่น่าพูดถึงมากนัก ก็แค่น้องผมกับคุณสึรึยะตัดสินใจที่จะแยกไปทำกิจกรรมของตัวเอง ส่วนสมาชิกตัวจริงของหน่วยSOSก็ลื่นลงมาแล้วก็กลับขึ้นลิฟท์ ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ทุกครั้งที่เราสกีลงมาถึงตีนเขา รูปร่างของตุ๊กตาหิมะก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยฝีมือของคุณสึรึยะกับน้องสาวผมที่สนุกสนานกันเต็มที่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเอาถังมาใส่หิมะ หรือการเติมจมูกให้กับตุ๊กตาเรียกได้ว่า สนุกจนลืมชาวบ้านเขาไปเลย ไม่นานก็ปั้นตุ๊กตาหิมะตัวที่ 2 ออกมา นั่นคงเป็นภาพที่ใหม่ที่สุดที่ผมนึกออกล่ะนะ
หรือบางทีอาจจะเป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็นก็เป็นได้
หลังจากไถลลงจากภูเขาไปเรื่อยโดยไร้อุบัติเหตุ ก็เลยทำให้เราเล่นกันจนลืมเวลา
กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็ติดอยู่ในพายุหิมะที่รุนแรงเข้าซะแล้ว ภาพข้างหน้าที่เราเห็น
จึงมีแต่สีขาวไปหมด และมองเห็นรอบตัวเองได้แค่เมตรเดียวล่ะมั้ง?
พายุที่กรรโชกเข้ามารวมกับหิมะที่พัดใส่พวกเรานั้นมันน่าจะเป็นความเจ็บ
มากกว่าความหนาวนะ ส่วนของใบหน้าที่อยู่นอกชุดสกีเริ่มแข็งตัว จนต้องก้มหน้า
หายใจกันเลยทีเดียว นั่นล่ะครับความแรงของพายุเกล็ดน้ำแข็งที่เราไปเจอกันมา...
แถมยังมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีกต่างหาก..
ฮารูฮิที่นำขบวนอยู่ก็หยุดเล่น ส่วนนางาโต้ที่กำลังแข่งกับฮารูฮิอยู่ก็เบรกจน
เสียงดังแสบหูทีเดียว ส่วนผมกับคุณอาซาฮินะก็ตามมาทันโดยมีโคอิสึมิรั้งอยู่ท้ายขบวน
พวกเราติดอยู่กลางพายุหิมะไปซะแล้ว
เหมือนกับว่าเรามาติดกับของใครซักคนเข้าซะแล้วสิ....
...
......
..........
ขอจบการย้อนความ ทีนี้คุณคงพอรู้สาเหตุว่าเรามาติดในสถานการณ์แบบนี้
กลางภูเขาหิมะได้ยังไงแล้วสินะวิสัยทัศน์มันแย่มาก ถ้าข้างหน้ามีหน้าผาห่างไปแค่ 2-3 เมตร
เราก็คงตกไปตายกันยกทีมได้ทันที แต่มันคงไม่มีหน้าผาหรอกมั้ง? แต่ถึงมีก็ไม่แปลก
ที่จะมีอะไรนอกเหนือแผนที่โผล่มาให้เราเห็น ลานสกีแห่งนี้ไม่มีแท่นกระโดดไกล
ไม่ใช่ว่าผมอยากจะไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นหรอกนะ ถึงจะบอกว่าการเล่นสกีจัมป์เป็นการเสี่ยงชีวิต
อาจจะดูเว่อร์ไปนิด แต่ถ้าเราจมูกหักเพราะโดดแล้วตกไปชนต้นไม้ที่พรางตัวด้วยหิมะล่ะ ใครจะรับผิดชอบ?
"พวกเราอยู่ไหนกันแล้วเนี่ย?"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

แต่ ท่านสิบ โท แปลม่วน กว่ เยอะเรย
KEEP On GoinG นะครับ
MErry Chirst mas (ย้อนหลังไป นิด)
#1 By tomazzu (202.28.27.3) on 2006-12-26 23:18