สึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 3 (จบบท)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog

เออใช่ ผมต้องไปถามนางาโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้ซะแล้ว
"แล้วตกลงเธอทำอะไรไปกันแน่?"
นางาโต้จับปลายปีกหมวกลงด้วยมือซ้าย เธอซ่อนใบหน้าครึ่งนึงไว้ใต้เงาของหมวก
แล้วค่อยๆยื่นมือขวาของเธอออกมา ถึงเธอจะคลุมทั้งตัวด้วยผ้าคลุม ผมก็ยังเห็น
ชายผ้าสีขาวของเครื่องแบบกลาสีของเธอ แล้วก็ยื่นนิ้วชี้มือขวาของเธอออกมา
และที่นิ้วนั้นก็มีคอนแทกต์เลนส์สีฟ้าอยู่งั้นเธอก็เป็นคนเอาไปจริงๆสินะ

"สิ่งนี้คือ"
นางาโต้พูดช้าๆ
"เลเซอร์"
แล้วเธอก็หยุดพูดไปซะงั้น
"."

เฮ้ย ฉันน่ะอยากจะบอกเธอมาตั้งนานแล้ว เธอน่ะพูดอธิบายอะไรให้เคลียร์ได้สั้นไปหน่อยนะ
อย่างน้อยพูดให้มันยาวซัก 10 วินาทีได้มั้ยเนี่ย?

นางาโต้มองที่นิ้วตัวเองและพูดว่า
"ลำแสงที่มีความหนาแน่นของคลื่นสั่นสะเทือนสูง"
เธอพูดช้าๆ อ๋อ..ลำแสงที่มีความหนาแน่น

โทษนะ ผมยิ่งมึนขึ้นไปอีกมากกว่า
"เลเซอร์?" ผมถาม
"ใช่" นางาโต้ตอบสั้นๆ
"นี่มันน่าตกใจจริงๆ" โคอิสึมิพูด

โคอิสึมิหยิบเลนส์จากนิ้วของนางาโต้ และลองส่องแดดดู
"มันดูเหมือนเลนส์ที่ธรรมดามากๆเลยนะครับ"
หมอนั่นพูดอะไรที่ดู "ประทับใจมากๆ"ออกมา แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าประทับใจตรงไหนเลย?

"หมายความว่าไง?"
โคอิสึมิยิ้มและพูดว่า
"ขอผมดูฝ่ามือของคุณได้มั้ยครับ? ไม่ใช่ของคุณหรอก ของคุณนางาโต้น่ะครับ"

สาวผ้าคลุมดำมองหน้าผมเหมือนกำลังขออนุญาตจากผม ผมก็เลยพยักหน้ากลับไป
หลังจากได้รับอนุญาตจากผม นางาโต้แบนิ้วอีก 4 นิ้วที่กำแน่นมากๆของเธอออก
ผมแทบสะดุ้งในสิ่งที่ผมเห็น
"."

ลมเย็นพัดผ่านพวกเรา 3 คนไปอย่างเงียบๆ พอผมเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น ผมก็รู้สึกขนลุกสู้
เพราะมันอธิบายได้ทุกอย่างบนผิวหนังมือของนางาโต้ที่แทบไม่มีรอยย่นมีหลุมดำๆ
อยู่ 3-4 หลุม มันเหมือนถูกเผาด้วยปากคีบที่เผาร้อนจนเหล็กเป็นสีแดง นับดูดีๆมีรอยแบบนั้นถึง 5 รอย

"ฉันรับมันได้ไม่หมดน่ะ"
อย่าพูดสบายๆแบบนี้สิ แค่ดูผมก็เจ็บแทนแล้ว
"มันทรงพลังและเกิดขึ้นในชั่วอึดใจ"
"เลเซอร์ที่ออกมาจากตาซ้ายของคุณอาซาฮินะเหรอครับ?" โคอิสึมิถาม
"ใช่"

เธอหมายความว่าไงที่บอกว่า "ใช่" น่ะ โคอิสึมินายเพี้ยนไปแล้วเหรอไง?
หรือพวกนายนึกอะไรออกแล้วล่ะ?
"เริ่มฟื้นฟูสภาพทันที"

นางาโต้พูดแบบนั้น แล้วเราก็เห็นหลุมดำๆเริ่มหดและหายไปด้วยความเร็วแสง
แล้วสุดท้ายฝ่ามือของเธอก็กลับเป็นฝ่ามือเรียบๆขาวๆตามเดิม
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

ผมทำได้แค่ตกใจกับเรื่องนี้
"คุณอาซาฮินะยิงแสงออกจากตาของเธอจริงๆเหรอ?"
"มันไม่ใช่การเร่งอนุภาค แต่เป็นลำแสงที่เข้มข้น"

แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ? ผมไม่สนหรอกนะว่า มันจะเป็นเลเซอร์ , เมเซอร์
หรือลำแสงอะตอมมิกความร้อนที่ใช้ทำลายรังไหมของมอธร่า ยังไงสำหรับ
คนนอกแบบผมมันก็เหมือนๆกันแหละ ใครมันจะสนว่าปืนใหญ่อิออน หรือ
ปืนแอนตี้โปรตรอน มันต่างกันยังไงตราบใดที่มันใช้ล้มสัตว์ประหลาดได้น่ะ
ปัญหาก็คือ คุณอาซาฮินะเขาจะยิงลำแสงอะตอมมิกความร้อนออกมาทำไม
ถ้าไม่มีสัตว์ประหลาดอยู่แถวๆนี้น่ะ

"ไม่ใช่ลำแสงอะตอมมิกความร้อน ลำแสงเข้มข้นต่างหาก"
ก็บอกแล้วไงว่าไม่สนใจ ไม่ต้องมาแบ่งแยกทางนิยามทางวิทยาศาสตร์เลยน่า

นางาโต้หุบมือขวาลง ผมเกาหัวตัวเอง ส่วนโคอิสึมิพลิกเลนส์ไปมาเบาๆด้วยนิ้วมือ

"นี่เป็นความสามารถดั้งเดิมของคุณอาซาฮินะเหรอ?"
"เปล่า?" นางาโต้สวนอย่างทันควัน
"ตอนนี้อาซาฮินะ มิคูรุเป็นมนุษย์ธรรมดา ร่างกายของเธอไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นๆเลย"
"งั้นคอนแทกต์เลนส์สีอันนี้มีอะไรพิเศษอยู่สินะครับ" โคอิสึมิถามต่อ
"ไม่ใช่ มันแค่เครื่องประกอบ"

ก็คงงั้น ก็ฮารูฮิเป็นคนเอาเจ้านี่มาใช้นี่นะ แต่ก็นั่นแหละ ตัวปัญหาเลยล่ะ เพราะ
"ยัยนั่น" เป็นคนเอามา นั่นแหละ ตัวการใหญ่เลย
และข้อสรุปจากที่คุยๆมาก็คือ ถ้านางาโต้ไม่กระโดดมาทางผมแล้วล่ะก็
เลเซอร์นั่นคงพุ่งผ่านเลนส์กล้องและตรงมาที่ตาของผม แล้วก็ทะลุออกจากด้านหลังของหัวผม
แน่นอนว่าหลังจากเผาทุกอย่างในกะโหลกของผมไปแล้ว โดยเฉพาะสมองของผม
ซึ่งคงจะเหม็นนรกแตก หลังจากโดนเผาจนเกรียมไปแล้ว แน่นอนศพคงไม่สวยแน่

พูดๆมา ผมรู้สึกน่าขายหน้าที่ถูกนางาโต้ช่วยชีวิตเอาไว้อีกจนได้

"ถ้าเป็นแบบนั้น" โคอิสึมิลูบคางและแสยะยิ้ม
"นี่เป็นผลงานของคุณสึซึมิยะสินะครับ เพราะเธออยากให้มีMikuru Beam
ดังนั้นโลกแห่งความเป็นจริงก็เลยโดนปรับให้สอดคล้องกับความปรารถนาของเธอ"
"ใช่"

นางาโต้การันตีด้วยอารมณ์ว่างเปล่า ผมคงไม่มีทางสงบนิ่งแบบเธอได้แน่

"เดี๋ยวสิ! ไม่มีใครใช้เวทมนตร์อะไรกับเลนส์นั่นเลยใช่มั้ย? แล้วเลเซอร์พิฆาตนั่น
เกิดขึ้นเพราะฮารูฮิอยากให้เป็นงั้นสิ?"
"คุณสึซึมิยะไม่ต้องใช้เวทมนตร์หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรอกครับ
ตราบใดที่เธอเชื่อว่า มีสิ่งๆนั้น "เกิดขึ้น" มันก็ "เกิดขึ้น" จริงๆ"

ผมว่าผมคงยอมรับความคิดสวนทางแบบนั้นได้หรอกนะ?

"ฮารูฮิ ไม่ได้อยากให้คุณอาซาฮินะยิงแสงจากตาได้จริงๆซะหน่อย
มันก็แค่สิ่งที่กำหนดในหนัง ยัยนั่นก็พูดเองนี่ มันก็แค่ขำๆ"
"ก็แบบนั้นล่ะครับ"

โคอิสึมิพยักหน้า อย่ามายอมรับเรื่องที่ฉันบ่นง่ายๆสิเฟ้ย แล้วแบบนี้ฉันจะพูดต่อยังไงเล่า?

"พวกเราทราบกันดีว่า คุณสึซึมิยะยังมีสามัญสำนึกควบคุมอยู่
แต่ก็ต้องยอมรับว่า สามัญสำนึกของสากลโลกไม่สามารถทำอะไรเธอได้

บางทีนี่คงเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอยู่บ้าง..
อ๊ะ กลับมากันแล้ว เราคุยเรื่องนี้กันทีหลังนะครับ"

แล้วโคอิสึมิก็เก็บคอนแทกต์เลนส์ไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างหน้าตาเฉย

มันตะหงิดๆ จริงๆ

ใช้สติปัญญาของมนุษย์เข้าสู้กับพลังลึกลับจากต่างดาวที่หมายจะทำลายโลก ; กำจัดคนชั่ว ;
เลยต้องมีพลังเหนือมนุษย์เข้าสู้เหมือนเป็นงานประจำ ; แล้วก็สอดแทรกความเป็นดราม่าลงไปด้วย
พูดกันแบบเปิดอกนะ ผมเองก็อยากไปมีตัวตนในเรื่องราวแบบนั้น
ถ้าผมไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตอนนี้ ผมอยากเกี่ยวข้องกับอะไรที่มันเป็นเรื่องแต่งขึ้นมา
ถ้าตลกๆด้วยจะดีมาก

แต่มาดูตัวผมตอนนี้สิ เพราะผมไปคุยกับเพื่อนร่วมชั้นตัวดี
ผมเลยต้องมาลงเอยเป็นตัวจุดชนวนให้กับหายนะต่างๆ ต้องมาพบกับคนพิลึกๆ นานาชนิด
แล้วต้องทำอะไรแปลกๆตั้งหลายอย่าง ยิงแสงออกจากตาเหรอ? มันอะไรกันฟะเนี่ย?
มันมีความหมายอะไรกันแน่?

ลองมาดูที่ 3 ใบเถาตัวประหลาดสิ ทั้งคุณอาซาฮินะ, นางาโต้ หรือ โคอิสึมิ
ก็แสดงหลักฐานยืนยันตนเอง ทั้ง 3 คนก็มาแนะนำตัวเองกับผม แถมยังเพี้ยนพอที่จะเชื่อพวกนั้น
ในขณะที่ผมต้องเผชิญหน้ากับเหตุประหลาดที่ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อในสิ่งที่เกิด
แต่ทุกอย่างมันก็มีขอบเขตนะ และผมก็มีมาตรฐานสำหรับเรื่องต่างๆเหมือนกันนะ
ถึงมาตรฐานของผมมันชักจะเริ่มแปลกและแปลกขึ้นเรื่อยๆก็ตามที

อ้างอิงจากที่พวกนั้นบอก คุณอาซาฮินะบอกว่าเธอเดินทางข้ามเวลามาจากอนาคต
แต่เธอไม่เคยบอกว่าเธอมาจากปีที่เท่าไหร่? ผมรู้แค่สาเหตุที่เธอมานั่นคือ
มาเก็บข้อมูลของสึซึมิยะ ฮารูฮิ

นางาโต้เป็นสิ่งที่เรียกว่า ฮิวมานอยด์ อินเตอร์เฟส ซึ่งสร้างโดยเอเลี่ยน
คุณคงจะถามว่า " เธอเป็รอะไรนะ?" ถึงอธิบายไปคุณก็ไม่เข้าใจหรอก
ผมเชื่อว่าพวกคุณซักครึ่งนึงคงไม่เข้าใจแน่ ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย
แล้วคนจำพวกเดียวกับนางาโต้มาทำอะไรบนดาวดวงนี้ล่ะ?
นางาโต้บอกว่า หัวหน้าของเธอ ไอ้ที่เรียกว่า "กลุ่มของสิ่งมีชิวตข้อมูล" น่ะ
สนใจในตัวสึซึมิยะ ฮารูฮิน่ะสิ

ส่วนโคอิสึมิ เขาเป็นเอสเปอร์ที่ถูกส่งมาโดยกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "องค์กร"
1 ในภารกิจของเขา ทำให้เขาต้องย้ายมาที่โรงเรียนนี้ และคอยจับตามองสึซึมิยะ ฮารูฮิ

แล้วฮารูฮิที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมด ถึงจะรู้เบื้องหลังเหนือธรรมชาติ
ของทั้ง 3 คนมาพักใหญ่ๆแล้ว แต่ท่าทางจะไม่รู้สถานภาพจริงๆ ของตัวเองเล้ย
คุณอาซาฮินะอธิบายถึงฮารูฮิว่าเป็น "ผู้สั่นคลอนเวลา"
นางาโต้บอกว่า "ผู้มีแนวโน้มจะวิวัฒนาการด้วยตนเอง"
ของโคอิสึมิยิ่งหนักข้อกว่า เมื่อเขาบอกว่ายัยนั่นเป็น "พระเจ้า"

ขอบคุณที่เหนื่อยยากนะทุกคน

ผมรู้ว่าผมถามบ่อยแล้ว แต่ยังไงก็ช่วยทำอะไรซักอย่างกับฮารูฮิทีสิ!
ขืนปล่อยไว้ ยัยหัวหน้าหน่วยคนนี้ คงจะคงความลึกลับต่อไปและ
พาพวกเราไปติดในสนามแม่เหล็กยักษ์แบบดาวนิวตรอนแน่

ถึงตอนนี้จะยังดีอยู่ แต่ลองคิดถึงในอีก 10 ปีข้างหน้าสิ อะไรมันจะเกิดขึ้น
ถ้ายัยนั่นยังคงทำตัวเหมือนตอนนี้ นี่จะเป็นปัญหายักษ์ใหญ่เลยนะ
จู่ๆก็ยึดห้องชมรมชาวบ้าน , เดินอาดๆทำหน้าบึ้ง แล้วจู่ๆก็โวยวายอย่างไม่มีสาเหตุ
แถมยังอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลา ชาวบ้านเขายังพอทนเธอสมัยวัยุร่นได้
แต่คงทำได้ไม่ง่ายนักหรอก ถ้ายัยนั่นโตกว่านี้ ฮารูฮิก็คงไม่มีทางเข้าสังคมได้หรอก

ว่าแต่ตอนนั้นคุณอาซาฮินะ, นางาโต้ และ โคอิสึมิ
จะยังอยู่เคียงข้างยั่ยนั่นแบบนี้ต่อไปหรือเปล่านะ?

ยังไงก็ขอให้ผมตัดช่องน้อยก่อนละกันนะ โทษทีนะแต่ผมไม่มีความคิดจะอยู่ล้าหลังหรอก
เพราะเวลาน่ะมันไม่รอใคร คุณคงไม่มีทางตั้งต้นชีวิตได้ง่ายๆหรอกนะ
และมันก็ไม่มีจุด SAVE อยู่ที่ไหนๆให้คุณบันทึกการเดินทางและย้อนไปใช้เวลาตรงนั้นใหม่ได้

มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ฮารูฮิเขาสั่นคลอนเวลา หรือ สร้างสรรค์ข้อมูลจนโอเวอร์โหลด
หรือ ทำลายและสร้างโลกใหม่ขึ้นมาหรอกนะ ยัยนั่นกับผมเป็นคนที่ต่างกัน 2 คน
มันไม่มีทางที่เล่นไล่จับเป็นเด็กๆไปได้ตลอดกาลหรอก ถึงผมจะชอบเล่นแบบนั้น
สุดท้ายแล้วผมก็ยังต้องกลับบ้าน มันอาจจะเป็น 2-3 วัน หรือ 20-30 ปี
แต่เรื่องนี้ยังไงก็ต้องมาถึงซักวัน เราเลี่ยงไม่ได้หรอก

"เธอจะคร่ำครวญไปถึงไหน? น่าจะเคยชินซะทีนะ"
ผมหันไปเห็นฮารูฮิลากคุณอาซาฮินะออกจากป่า

"แสดงถึงศักดิ์ศรีของนักแสดงมือโปรสิ! การเปลี่ยนชุดโดยไม่มีรีรอเป็นหนทางที่เร็วที่สุด
ที่จะได้รางวัลหน้าใหม่บลูริบบ้อนนะ! ไม่ใช่ฉันจะขอให้เธอไปแก้ผ้าโชว์ใครซะหน่อย!
ไม่ว่าใครก็ต้องรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่แล้ว"

ฮารูฮิพูดยังกับตัวเองเป็นสุนัขไล่จิ้งจอกที่พึ่งจับกระต่ายมาได้ ฮารูฮิลากบันนี่เกิร์ลอาซาฮินะออกมา
เธอสวมส้นสูงที่ไม่ได้เหมาะกับการเดินบนดินเล้ย แล้วฮารูฮิก็ฉีกยิ้มอย่างแจ่มใส
พอที่จะทำให้คนที่เห็นยังต้องย่นจมูก

"ถ้าหนังเรื่องนี้เวิร์คนะ ฉันจะพาทุกคนไปออนเซ็นด้วยยอดขายตั๋วเลยล่ะ
คิดซะว่าเป็นรางวัลสำหรับความเหนื่อยยากละกัน! เธอก็อยากไปไม่ใช่เหรอ มิคูรุจัง?"

แต่มันเอ่อ..ช่างเหอะ กว่าจะไปจนจบได้ ผมคงต้องโดยสารรถด่วนชบวนประสาทกินนี่ต่อไปอีก
เหตุผลที่ผมมาแกร่วอยู่กับยัยนั่นก็เพราะผมดันมีส่วนร่วมในหนังที่หล่อนคิดนี่หว่า
ถ้าผมอยู่ในฐานะเดียวกับโคอิสึมิ ผมคงไม่มีอะไรจะต้องเสีย
แต่น่าเศร้าที่ผมไม่มีพลังปริศนาอะไรกับเขาด้วย

ยังไงก็ให้ผมมีความสุขในฐานะเบื้องหลังต่อไปละกัน
ไม่แน่นะอีก 2-3 ปี ผมคงมองย้อนมาแล้วหัวเราะกับเรื่องนี้พร้อมกับพูดว่า
" โอ้..แต่ก่อนเราทำแบบนั้นไปได้ไงเนี่ย?"

ผมคิดแบบนั้น

เมื่ออยู่ในชุดบันนี่เกิร์ลแล้ว คุณอาซาฮินะคงรู้สึกเขินอายมากกว่าตอนที่เธอสาวเสิร์ฟซะอีกมั้งเนี่ย?
แต่มาดูทางฮารูฮิที่แจ่มใสซะเต็มประดา ไม่ทราบพี่ไปเมาดิบอะไรมาปะค้าบ?

ผมแสร้งทำเป็นปรับโฟกัสของกล้อง และซูมไปที่หน้าอกของคุณอาซาฮินะ
ผมมีเรื่องต้องเช็คให้ได้ก่อน สิ่งที่อยู่บนหนองโพขาวๆด้านซ้ายของคุณอาซาฮินะคือ
ไฝเล็กๆ และถ้าดูให้ดีๆมันมีรูปร่างเหมือนดาวด้วย ยืนยันเรียบร้อย
นั่นเป็นคุณอาซาฮินะของผมตัวจริง ไม่ใช่ตัวแสดงแทนที่ไหนแน่

"ทำอะไรของนาย?"
จู่ๆ หน้าของฮารูฮิก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเลนส์
"อย่าถ่ายฉากที่ฉันไม่อยากได้สิ นี่ไม่ใช่กล้องวิดีโอส่วนตัวของนายนะ"
ฉันรู้อยู่แล้วน่า ฉันยังไม่ได้กดปุ่มอัดซะหน่อย แค่ส่องเฉยๆเอง

"เอาล่ะ ทุกคนฟังนะ! ต่อจากนี้เราจะถ่ายทำชีวิตประจำวันของMikuru
มิคูรุจังเธอต้องเดินอย่างเป็นธรรมชาติรอบๆแถวๆนั้น โดยให้กล้องถ่ายตามเธอไปด้วย"

ชีวิตประจำวันแบบไหนฟะ? ที่เขาใส่ชุดบันนี่เกิร์ลมาเดินเล่นในสวนแบบนี้

"ไม่เห็นเกี่ยวเลย ในหนังเรื่องนี้ นี่ถือว่า ธรรมดามาก การถามหาความเป็นจริงในโลกนิยายนี่ ไร้สาระมากเลยนะ"

ฉันตะหากที่ควรจะพูดแบบนั้น เพราะเธอน่ะไปเอาสิ่งที่มีแต่ในนิยายมาปนกับโลกของจริง
และนั่นแหละที่ทำให้มันวุ่นวายซะขนาดนี้!

หลังจากนั้น คุณอาซาฮินะที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองยิงแสงสังหารได้ก็แสดงตามที่ฮารูฮิสั่ง
อาทิเดินไปเด็ดดอกไม้รอบๆ , เป่าใบไม้สีน้ำตาลออกจากฝ่ามือ และวิ่งไปตามทุ่งหญ้า
ค่อยเป็นค่อยไปแต่แน่นอน เธอคงเหนื่อยสายตัวแทบขาดทีเดียวล่ะ

แล้วฮารูฮิก็ปล่อยหมัดเด็ดออกมา

"ฮื่อไอ้การที่บันนี่เกิร์ลจะมาวิ่งเล่นในภูเขาเนี่ย มันแปลกๆนะ
ฉากหลังมันไม่เหมาะเลยนะ เรากลับไปที่ถนนกันดีกว่า"

จู่ๆฮารูฮิก็โยนสิ่งที่ตัวเองพูดไปเฉยเลย ผลก็คือ เราต้องนั่งรถเมล์กลับไปที่เมืองอีกที

หลังจากไม่ต้องทำหน้าที่ด้านแสงแล้ว โคอิสึมิก็ขนแผ่นรีเฟล็กที่ซ่อมชั่วคราวด้วยเทปใส
พร้อมๆกับ ครึ่งหนึ่งของอุปกรณ์ถ่ายทำที่ผมแบ่งไปให้ ส่วนอีกมือก็โหนรถเมล์
ผมยืนถัดจากหมอนั่น ในขณะที่เงาดำที่ยืนข้างๆเราก็คือ นางาโต้
มีเพียงฮารูฮิกับคุณอาซาฮินะนั่งบนเก้าอี้ว่าง ฮารูฮิฉกกล้องออกจากมือผม
และนั่งบนเก้าอี้ยาวถ่ายทำคุณอาซาฮินะจากด้านข้างของเธอ

คุณอาซาฮินะค้อมหัวและตอบคำถามของฮารูฮิอย่างนุ่มนวล ผมเดาว่าตอนนี้
นางเอกของเรากำลังโดนสัมภาษณ์โดยผู้กำกับอยู่

รถเมล์แล่นลงเขาแบบวกไปเวียนมาและมุ่งหน้าไปย่านที่พักอาศัย
ผมแอบสวดภาวนาให้ลุงคนขับเพ่งสมาธิไปที่การขับรถมากกว่า
จะเอาแต่มองกระจกหลังตลอดเวลาน่ะ

บางทีคงมีใครได้ยินคำภาวนาของผม เพราะรถเมล์มาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
เพราะตอนขากลับผู้โดยสารที่นั่งมาตั้งแต่ต้นทาง เกือบทุกคนเอาแต่จ้องฮารูฮิ,
คุณอาซาฮินะ และ นางาโต้ ก็หูกระต่ายที่ขยับไปมาก และ ชุดเปลือยไหล่
โชว์ผิวเนียนขาวก็เป็นจุดสนใจได้เกินพอแล้ว ท่าทางตอนนี้ข่าวลือของบันนี่เกิร์ลอาซาฮินะ
คงกระจายไปทั่วเมืองแล้ว ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนม.ปลายเขตเหนืออีกต่อไป

บางทีนี่คงเป็นสิ่งที่ฮารูฮิตั้งใจไว้อยู่แล้วมั้ง?

"ฉันได้ยินว่าเมื่อวานมีบันนี่เกิร์ลน่ารักโคตรๆขึ้นรถเมล์มาด้วยว่ะ"
"เออฉันก็เห็นพวกนั้นด้วย"
"พวกแกคุยอะไรกัน?"
"ฉันได้ยินว่าใน ม.ปลาย เขตเหนือ มีชมรมที่ชื่อ "หน่วยSOS"ด้วยนะ"
"หน่วยSOSเหรอ?"
"ใช่ หน่วยSOS"
"หน่วยSOSนะ เออ ฉันจะจำเอาไว้"


ยัยนี่ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่านะ? คุณอาซาฮินะไม่ใช่นางแบบของหน่วย SOS นะ
เพราะเธอน่ะเป็นสาวชงชาและเครื่องคลายความเครียดของผมต่างหาก
ผมมั่นใจว่าคุณอาซาฮินะก็คงคิดแบบเดียวกับผมแน่ๆ

แต่แน่นอน ตัวของฮารูฮิน่ะคงไม่มีทางไปได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านเขาคิดหรอกนะ
เพราะยัยนี่ถูกสร้างมาให้มีระบบพิเศษที่จะปิดรับความคิดเห็นที่ไม่เข้าหูได้ทันทีที่ได้ยิน
ถ้าผมสามารถหาความลับในการทำงานของระบบนี้ได้ล่ะก็
ผมมั่นใจว่าผมจะได้รับเลือกเป็นผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสรีรศาสตร์แน่
มีใครอยากลองมั้ยครับ? (ความลับก็คือ ทำอะไรห่วยๆให้เธอดูยังไงล่ะครับ)

กว่าพระอาทิตย์จะตกดิน คุณอาซาฮินะใช้เวลาที่เหลือในชุดบันนี่เกิร์ล
แล้วเธอไปทำอะไรในชุดนั้นน่ะเหรอ? แหม ก็ไม่มีอะไรนอกจากวิ่งไปรอบๆในชุดนั้นน่ะแหละ
ก็ไม่ได้ต่างจากกิจกรรมออกลาดตระเวณที่เราทำบ่อยๆหรอก
แต่คราวนี้เธอคงต้องเบื่อหนักกว่าเดิม เพราะต้องสู้สายตาชาวบ้านแถมยังกังวลว่า
จะมีใครโทรหาตำรวจหรือเปล่า?

ฮารูฮิไม่ได้กำหนดว่าจะให้เริ่มถ่ายตอนไหน มันเป็นอิสระของฮารูฮิที่เธอจะถ่ายตอนไหนก็ได้
อิสระของเธอไม่มีขอบเขตเหมือนอย่างที่โป๊บ อินโนเซนต์ III ทำในศตวรรษที่ 3 เลย
ผมว่าอย่างนั้นน่ะนะ แต่จริงๆแล้ว ยัยนั่นคงเข้าใจความหมายจริงๆของคำว่า "อิสระ" ผิดแล้วมากกว่า

"วันนี้พอแค่นี้แหละ"

ในที่สุด ฮารูฮิก็แสดงความรู้สึกว่า ได้ทำงานหนักเสร็จซะที
นอกจากนางาโต้แล้ว พวกเราที่เหลือก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เป็นวันที่ยาวนานจริงๆ วันอาทิตย์ผมขอนอนให้เต็มอิ่มเลยนะ

"แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ เจอกันที่เก่าเวลาเดิม"

ยัยนี่ท่าทางจะไม่รู้ว่า ควรจะหยุดตรงไหนดีสินะ ผมไม่ยักรู้นะว่ายัยนี่
มีอำนาจที่จะขอให้โรงเรียนหยุดชดเชยให้เราด้วย

"พูดอะไรของนาย? เราน่ะช้ากว่าตารางถ่ายทำไปตั้งเยอะแล้วนะ!
แล้วจะมานั่งพักผ่อนอยู่ได้ยังไง? นายจะได้พักเท่าที่ต้องการเมื่องานโรงเรียนจบ!
ก่อนหน้านั้นให้สังวรไว้เลยว่าไม่มีตัวเลขสีแดงในปฏิทินอีกต่อไป"

เราเพิ่งเข้าสู่การถ่ายทำวันที่ 2 เองนะ เธอทำอะไรเกี่ยวกับการวางแผนห่วยๆนี่หน่อยได้มั้ย?
เธอหมายความว่าไงที่ว่าช้ากว่าตารางน่ะ? หมายความว่าไอ้ที่เราเสียเวลาทั้งวันไปถ่ายเนี่ย
ไม่มีประโยชน์เลยหรือไง? ฮารูฮิเธอตั้งใจจะทำเฟรนชายของหนังเรื่องนี้หรือไง?
นี่มันแค่ภาพยนตร์ที่ถ่ายเพื่อฉายในงานโรงเรียนเองนะ ไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ซะหน่อย

แต่ฮารูฮิไม่สนเรื่องนี้เลยซักนิด แถมมีหน้ามายัดเยียดอุปกรณ์ให้ผมอีก
ส่วนตัวเองสวมแค่ปลอกแขนแล้วก็ยิ้มอย่างไร้ข้อกังขา

"เราเจอกันอีกทีพรุ่งนี้นะ ฉันมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้จะเวิร์ค
ไม่สิ เพราะมีฉันเป็นผู้กำกับ ความเวิร์คน่ะการันตีไว้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเธอแล้วนะ
ขอให้ตรงต่อเวลา คนมาสายจะถูกลงโทษแบบตัวๆจากฉัน"

หลังจากประกาศเสร็จ ยัยนั่นก็จากไปพร้อมกับฮัมเพลง Rock is Dead ของ Marilyn Manson อีกตะหาก..

"แล้วผมจะบอกคุณอาซาฮินะให้นะครับ"
โคอิสึมิกระซิบแผ่วเบาข้างหูผมก่อนจะจากไป คุณอาซาฮินะที่คลุมด้วยแจ็กเก็ตยูนิฟอร์มของโคอิสึมิ
ถ้านี่เป็นฤดูหนาว ผมคงเอาแจ็กเก็ตของตัวเองมาแล้ว แต่น่าเศร้าที่อากาศตอนนี้
ยังเป็นช่วงปลายของฤดูร้อนอยู่เลย แล้วก็หงุดหงิดกับสมบัติที่กองสุมอยู่ที่เท้าของตัวเองมาก

"บอกอะไรเธอ?"
"เกี่ยวกับเลเซอร์ครับ ตราบใดที่ไม่มีการเปลี่ยนสีตา ลำแสงแปลกๆก็จะไม่ถูกยิงออกมา
ผมว่ากฎของคุณสึซึมิยะนี่ได้ผลนะครับ เพราะงั้นตราบใดที่เธอไม่ใส่คอนแทกต์เลนส์สีก็ไม่มีปัญหาแน่"

ผู้ช่วยด้านแสงที่มีหน้าที่แค่ถือแผ่นรีเฟล็ก
ตอนนี้กำลังมอบรอยยิ้มของมืออาชีพด้านทำประกันอะไรแบบนั้นอยู่

"เพื่อความปลอดภัย ยังไงผมก็จะเตือนภัยเอาไว้ก่อน ผมมั่นใจว่าเธอคงจะยอมร่วมมือ
เพราะยังไงลำแสงพวกนั้นมันก็อันตรายน่ะครับ"

แล้วโคอิสึมิก็เดินผ่านนางาโต้ผ้าคลุมดำที่ยืนเหมือนรูปสลักจากแก้ว

แล้วผมก็กลับบ้านพร้อมแบกกระเป๋าอุปกรณ์หลายต่อหลายขนาด
น้องสาวผมทำท่าแปลกใจให้ผม เหมือนกำลังเห็นสัตว์หายาก
เด็กประถมคนนี้แหละที่เป็นตัวการที่ทำให้ชื่อเล่นโง่ๆว่า "เคียวน์" แพร่หลายไปทั่ว
แล้วตอนนี้ยังกระโดดไปมาพร้อมแหกปาก

"นั่นกล้องเหรอ? ว้าว ขอเล่นหน่อยได้ม้า?"
ผมเลยตะคอกใส่ "ไปไกลๆเลย ยัยต๊อง" กลับไป
แล้วก็เดินเข้าห้องตัวเอง

ผมเหนื่อยมาก ความคิดที่เป็นตากล้องถ้ำมองหายไปจากหัวผม
แน่ล่ะมันจะต่างออกไปถ้านางแบบเป็นคุณอาซาฮินะ แต่ผมไม่ได้เพี้ยนพอ
ที่จะถ่ายวิดีโอแบบนั้นกับน้องสาวตัวเองหรอก ถามจริงมันสนุกตรงไหนมิทราบ?

หลังจากวางกระเป๋าทุกใบลงบนพื้นแล้ว ผมก็นอนแผ่ลงบนเตียง
และได้มีเวลาที่แสนสงบก่อนที่น้องสาวตัวดีจะเข้ามาตามผมไปกินข้าวตามคำสั่งแม่
จะบุกเข้ามาตีศอกพิฆาตใส่ผม

(จบบทที่ 3)

------------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนกลับไปอ่าน
บทนำ | บทที่ 1(ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) | บทที่ 2 (ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3) |
บทที่ 3 (
ส่วนที่ 1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3)

-----------------------------------------------------------------------------------------------
สารจากสิบโท
จบบทเสียที ตอนหน้า ลิ่วล้อ 1 และ 2 กับ คุณสึรึยะ จะมาสมทบครับผม เอ้อ ว่าแต่จะได้แปลต่อเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย อยากแปลให้จบไวๆ จะได้ไปแปล Endless Eight อ่ะ T T

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

จบ ส่วนที่ 3 แล้ว ขอบคุ๊มากเลยครับ คุณ สิบโททท

#1 By PQza (58.9.110.76) on 2006-10-26 18:56

โอ้ จบตอน 3 แล้วๆ ^^ เราก็อยากอ่านตอน Endless Eight เหมือนกันนะ แต่ คุณ สิบโท จะไม่แปลเล่ม 4 ก่อนเหรอ ^^" (กว่าจะเสร็จเล่มนี้ + ระหว่างที่แปลตามที่เขาแปลอยู่ เราว่าคงจบเล่มได้พอดีนา)

เลเซอร์นั้นร้ายกาจจริงๆ ขนาด นางาโต้ซัง ยังโดนขนาดนั้น..... แต่นี้ยังแค่เล็กน้อย หลังจากนี้ยังมีอะไรมากกว่านี้อีก เหอๆๆ (ถ้านับตามลำดับแล้ว ยังมี"เรื่อง"ที่ ฮารุฮิ "เปลี่ยน"ไปก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ ยังไม่รู้ตัวกันแค่นั้นเองด้วยสินะ )

กำลังรอดูฉาก"นั้น"อยู่ อ่าน Eng ไปแล้ว ก็ยังอยากอ่านอยู่ดี

#2 By zoung (124.120.19.243) on 2006-10-26 21:38

เย้ๆๆๆมาแล้วๆขอบคุณสิบโทนะครับ

#3 By |-KID-| on 2006-10-27 04:46

อืม พระเจ้าเค้าลึกลับจริงๆละนะ แต่ฉันว่านายกับสึริยะซังลึกลับกว่าเยอะเลยเคียวออน 8 เล่มเข้าไป ฉันยังไม่รู้ชื่อจริงนายเลย(รวมทั้งชื่อของสึริยะซังด้วย) ชักเห็นด้วยแล้วว่าเรื่องนี้คนธรรมดาจะไม่มีชื่อออกมาครบ(แต่เคียวออนเป็นตัวเอง เลยไม่มีทั้งชื่อและนามสกุล...ซวยไป)

แต่รู้สึกพักนี้นายคิดเข้าข้างตัวเองบ่อยจริงแฮะเคียวออน มิคุรุไม่ใช่ของๆนายคนเดียวซะหน่อยนะ เธอเป็นของเล่นของพระเจ้าต่างหาก

แต่ร่างกายของยูกินี่สะดวกดีจังแฮะ(ไม่ปรับเป็นเวอร์ชั่น 2 เลยละยูกิเหอๆๆ)

#4 By wingaura (61.47.89.9) on 2006-10-27 11:25

เหนือ่ย ใจ แทน เคีียวอน แฮะ ^^

#5 By tomazzu (202.28.27.3 /10.40.86.31) on 2006-10-27 12:47

ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมยูกิต้องเข้าไปกดมิคุรุในตอนนั้นซะที
ทั้งเรื่องนี้ ยูกิจะช่วยชีวิตเคียวน์กี่ครั้งกันน่อ

#6 By Adam_Walker : 定めの戦士 on 2006-10-27 13:44

ขอบคุณสำหรับส่วนมี่ 3 ขอรับ
รอตอนหน้าอย่างใจจดใจจ่ออยู่นะขอรับ

#7 By motosuva (203.188.45.193) on 2006-10-27 17:49

ตอนใหม่มาไวจัง ตาkyonเกือบตายก่อนจะรู้ชื่อซะแล้ว

ขอบคุณForตอนใหม่ด้วยนะครับ

#8 By TorRus (221.128.99.56) on 2006-10-27 20:17

ประทับใจครับประทับใจ น่าติดตามสุด ๆ เลยอ่าค้าบ~ ขอบคุณมากนะครับ ที่สละเวลามาแปลให้ฟังนะครับ เปงกำลังใจให้นะครับ

#9 By ReiHaHa on 2006-11-01 00:22

ขอบคุณมากครับ เข้าใจอะไรได้เยอะขึ้นมากเลยแฮะ^^
สนใจคนวาดภาพประกอบนิยายมั้ยครับ อิอิ ทำเพราะใจรัก

#10 By Denkiz (58.8.98.57) on 2006-11-16 10:12

Rock is Dead ของ Marilyn Manson คนแต่งรสนิยมไม่เบา 55

#11 By แมว บ้า นากาโต้ (203.156.91.210) on 2007-03-20 17:50