นิยายแปลไทย The Sighs of Suzumiya Haruhi บทที่2 ส่วนที่ 1
posted on 30 Aug 2006 10:16 by overtime in Novel, Suzumiya-Haruhiสึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 2 (ส่วนที่ 1)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
ตอนนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมอากาศถึงไม่ค่อยเย็นเลย
หรือโลกตอนนี้มันวิปริตพอที่จะลืมนำฤดูใบไม้ร่วงมายังญี่ปุ่น
ความร้อนของฤดูร้อนยังร้อนต่อเนื่องยืดยาวมาเรื่อยๆ เหมือนกับเกมเบสบอล
ที่ถ้าม่มีใครทำโฮมรันได้มันก็ไม่ยอมจบฤดูกาลซะที และถึงจะมีลูกโฮมรันมาตอนนี้
ความรู้สึกของฤดูใบไม้ร่วงคงโดนความหนาวของฤดูหนาวกลบจนหมดอยู่ดี
"เราคงไปสายแล้วล่ะ" ฮารูฮิพูดขึ้นมาแบบนั้น พวกเราเลยเก็บกระเป๋านักเรียนและเผ่นออกจากโรงเรียน
ฮารูฮิรีบวิ่งลงมาตามทางลาดอันแสนยาว จะรีบวิ่งไปไหนล่ะเนี่ย? ถ้าแค่ไปห้องชมรมคอมฯ ยังพอเข้าใจ
ก็เพราะเรามันเป็นชมรมปริศนาอายุ 6 เดือนที่ไม่มีใครรู้จัก หรือ รู้จุดประสงค์เลยซักนิดนี่นะ
ถ้าจะถูกยุบชมรมก็คงไม่แปลกอะไร..
พอลงจากเนินเสร็จ ก็ต่อรถไฟฟ้าท้องถิ่นซัก 3 ป้าย พวกเราก็มาถึงย่านที่มีถนนที่ถูกโปรยปรายด้วยดอกซากุระ
ที่ผมกับคุณอาซาฮินะเคยเดินด้วยกันครั้งนึง แถวๆนี้มีซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่โต และก็มีย่านร้านค้าด้วย
ก็เลยทำให้ย่านนี้มีคนพลุกพล่านน่าดู
"ที่นี่แหละ"
ฮารูฮิหยุดเดิน และชี้ไปที่ร้านขายเครื่องไฟฟ้า
"โฮ่" ผมตอบรับ
ยัยฮารูฮิคงกะจะแบล็กเมล์ร้านนี้และตบอุปกรณ์ถ่ายหนังมาแหงๆ
ผมล่ะอยากรู้จริงๆว่าคราวนี้จะใช้วิธีไหน?
"ทั้ง 2 คนรอที่นี่นะ ฉันจะไปเจรจาเอง"
ฮารูฮิดันกระเป๋าตัวเองให้ผม และเดินผ่านประตูกระจกของร้านโดยไม่มีความกังวลใจ
คุณอาซาฮินะซ่อนอยู่หลังผม และแอบมองเข้าไปในร้านที่ประดับประดาด้วยดวงไฟมากมาย
คุณอาซาฮินะดูเหมือนสาวน้อยวัยประถมที่ไปเยี่ยมบ้านเพื่อนเป็นครั้งแรก
ส่วนผมเห็นด้านหลังของฮารูฮิแกว่งมือไปมา และคุยกับคนที่น่าจะเป็นผู้จัดการร้าน
ซึ่งทำให้ผมอยากจะปกป้องคุณอาซาฮินะมากขึ้น ถ้าฮารูฮิจะทำอะไรแปลกๆล่ะก็
ผมจะอุ้มคุณอาซาฮินะหนีไปในทันทีเลย
ผมมองกระจกอีกที ฮารูฮิคุยและชี้นิ้วไปที่เครื่องไม้เครื่องมือแล้วก็ชี้ตัวเอง
และชี้ไปที่ผู้จัดการ ซักพักผู้จัดการพยักหน้าไม่ยอมหยุด
ผมล่ะอยากเดินไปเตือนผู้จัดการว่า "อย่าไปเชื่อยัยนั่นให้มากนักจะดีกว่า"
พอคุยซักพัก ฮารูฮิหมุนตัวไปมาและชี้นิ้วมาทางผมกับคุณอาซาฮินะ
คนที่จะพร้อมจะชิ่งถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้น แล้วเธอก็ยิ้มอย่างอบอุ่น กวาดแขนไปมา และพูดต่ออีก
"เธอทำอะไรอยู่เหรอคะ?"
คุณอาซาฮินะถามผมทั้งๆที่ยืนอยู่หลังผม ผลุบหัวเข้าๆออกๆอยู่แบบนั้น
ขนาดคุณอาซาฮินะผู้มาจากอนาคตยังไม่ทราบ แล้วผมจะรู้มั้ยล่ะครับ?
"ไม่แน่นะครับ ยัยนั่นอาจจะขอให้คนในร้าน หยิบกล้องวิดีโอดิจิตอลที่ดีที่สุดในร้านมาใช้ฟรีๆก็ได้นะครับ"
ยัยนั่นก็เป็นคนจำพวกที่ทำได้ทุกอย่างโดยไม่มีถอย เพราะยัยนั่นถือตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองคิดอยู่แล้ว
"ยุ่งยากจริงๆ"
รู้สึกว่าผมเคยพูดอะไรทำนองนี้กับนางาโต้มาก่อนนะ
ฮารูฮิเชื่อในคุณค่าของตัวเอง และเชื่อว่าการตัดสินใจของตัวเองถูกต้องที่สุด "เอาล่ะ เราไปหาร้านต่อไปกันเลย"
เธอไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นเขาคิดกัน หรือไม่รู้ว่าคนอื่นเขาอาจจะคิดต่างจากตัวเอง
หรือบางทีความคิดพวกนี้อาจไม่เคยมีในตัวเธอเลย
สงสัยรูปแบบความคิดของยัยนั่นอาจหลุดโลกจากคนอื่นมาตั้งแต่เกิดแล้วก็ได้
ถ้ามีใครอยากเดินทางข้ามเวลา แค่จับยัยฮารูฮิใส่ยานอวกาศ อีกเดี๋ยวได้ไปแน่
เพราะยัยนี่ไม่เคยสนใจในทฤษฎีที่มาขวางความเป็นไปได้อยู่แล้ว
ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปพูดกับนางาโต้ เอเลี่ยนผู้แสนนิ่งเฉยคงตอบว่า
"ความคิดเห็นของคุณอาจจะถูกก็ได้"
สำหรับนางาโต้แล้ว เรื่องนี้มีความหมายเต็มที่ แต่สำหรับคนอื่นๆแล้ว
สึซึมิยะ ฮารูฮิ คงเป็นแค่ตัวประหลาดเท่านั้น
"อ๊ะ คงคุยกันเสร็จแล้วล่ะค่ะ"
คุณอาซาฮินะกระซิบกระซาบจากทางด้านหลัง ทำให้ผมหลุดจากฝันกลางวัน
ฮารูฮิโผล่ออกมาจากร้านเครื่องไฟฟ้าด้วยท่าทางสะใจ และหอบกล่องเล็กๆในวงแขน
มีรูปสินค้าติดอยู่ข้างกล่องพร้อมกับโลโก้ยี่ห้อดัง ถ้าผมดูไม่ผิด นั่นน่าจะเป็นกล้องวิดีโอล่ะนะ
คราวนี้เอาเรื่องอะไรไปขู่เอาของเขามาล่ะ? ไปขู่ว่าจะเผาร้าน?
หรือจะจัดแคมเปญไม่ให้คนเข้าร้าน? หรือจะส่งFAX พิเรณ ๆ ตลอดคืน?
หรือจะเริ่มอาละวาดแถวๆนี้ หรือจะขู่ไปว่าจะระเบิดตัวเองไปพร้อมๆกับร้านมาล่ะ?
"อะไรของนายยะ ฉันไม่ใช่เจ้าแห่งการแบล็กเมล์ซะหน่อย"
ฮารูฮิเดินอย่างมีความสุข ภายใต้หลังคาแก้วของย่านร้านค้า
"ตอนนี้เป้าหมายแรกสำเร็จแล้ว ง่ายชะมัดยาด"
ผมที่โดนยัดเยียดให้หิ้วกล่องของกล้องวิดีโอ ก็ต้องเดินตามต้อยๆ
ผมมองเห็นเรือนผมของฮารูฮิปลิวจากด้านหลัง และก็ถามยัยนั่นว่า
"เธอทำยังไงให้ได้ของแพงๆ แบบนี้มาใช้ล่ะ? สงสัยเธอจะรู้ความลับ
ที่บอกใครไม่ได้ของผู้จัดการร้านมาสิท่า"
ที่ถามเพราะคำแรกที่ฮารูฮิพูดหลังออกจากร้านก็คือ "ได้มาแล้ว"
ถ้าผู้จัดการอยากจะแจกของจริงๆล่ะก็ ผมขอต่อคิวเดี๋ยวนี้เลย เพราะงั้นได้โปรดบอกคีย์เวิร์ดมาทีซี่ฮารูฮิหันมาและก็ยิ้ม
"ก็ไม่มีอะไรพิเศษนี่ ฉันก็แค่บอกว่าฉันอยากถ่ายหนัง และก็จำเป็นต้องใช้กล้อง เขาก็เลยบอกว่า 'โอเค' ก็มีแค่นี้เองแหละ"
ผมรู้สึกว่ามันก็ราบรื่นดีอยู่หรอก แค่คงจบไม่รื่นแบบนี้แน่ หรือผมจะคิดมากไปเองหรือเปล่านะ?
"อย่าสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆเลยน่า แค่เป็นลิ่วล้อฉันอย่างมีความสุข ทุกอย่างดีเอง"
น่าเศร้า..จนถึงวันนี้ ผมยังรู้สึกอึดอัดมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เหมือนนั่งเรือต้องสาปไททานิกอยู่ตลอด ผมอยากส่งรหัส S.O.S. ไปขอความช่วยเหลือ แต่แย่ตรงที่ผมไม่รู้จักวิธีกดรหัสมอร์ส แถมผมเองก็ไม่ใช่คนที่จะดีใจเมื่อถูกตราหน้าว่าลิ่วล้อซะด้วยสิ
ท่ามกลางฝูงคน ฮารูฮิกวาดมือและเดินอาดๆไปเรื่อยๆ ผมสบตากับคุณอาซาฮินะนิดนึง และรีบเดินตามยัยฮารูฮิไป
ร้านต่อไปที่ฮารูฮิแวะคือ ร้านของเล่น
เหมือนกับร้านที่แล้ว ผมกับคุณอาซาฮินะถูกทิ้งให้รอนอกร้านในตอนที่ฮารูฮิเข้าไปเจรจา
ผมเริ่มจะนึกออกแล้วว่า ยัยนี่มาที่นี่ทำไม ก็เพราะทุกครั้งที่ชี้มาทางพวกผม
นิ้วยัยนั่นมักจะชี้มาทางคุณอาซาฮินะ
ถ้าผมเดาไม่ผิด ยัยนั่นคงใช้คุณอาซาฮินะไปเป็นเครื่องมือต่อรองอีกแหง
แต่คุณอาซาฮินะยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเธอกำลังตั้งอกตั้งใจดูฉากดิโอราม่าที่วางโชว์หน้าร้านอยู่
ไม่กี่นาทีต่อมา ฮารูฮิออกมาพร้อมกับกล้องใบโต คราวนี้อะไรอีกล่ะ?
"อาวุธไง"
ฮารูฮิตอบและโยนกล่องใส่ตัวผม พอผมดูดีๆ ก็เห็นว่ามันเป็นแบบจำลองพลาสติก
รูปร่างเหมือนพวกอาวุธปืน เอามาทำไมเนี่ย?
"เอาไว้ใช้ในฉากแอ็คชั่นไง พวกฉากดวลปืนน่ะ. ฉากต่อสู้แรงๆน่ะ
เป็นส่วนประกอบพื้นฐานไม่ว่าจะในหนังเรื่องไหนก็ตามที ถ้าทำได้
ฉันก็อยากจะระเบิดตึกทั้งหลังเลยด้วย นายรู้มั้ยว่าเขาขายไดนาไมท์ (ระเบิด) กันที่ไหน ?
ไม่รู้ว่าร้านขายเครื่องโลหะจะมีบ้างป่ะ"
จะมีได้ไงฟะ? ที่แน่ๆเธอไม่มีทางหามันเจอในร้านสะดวกซื้อ หรือในเน็ตแน่
มันน่าจะมีแถวๆเหมืองหินมากกว่านะ ไม่รู้หรือไง?----แต่พอจะหลุดปาก
ผมดันนึกออกว่า ถ้าบอกไปฮารูฮิคงแอบไปที่นั่นตอนมืดๆ ไปตบระเบิดกับสายชนวนมาใช้เองแหงแซะ
ผมวางกล้องวิดีโอกับกล่องปืนโมเดลลง และถามฮารูฮิ
"เราจะเอายังไงกับเจ้ากล่องพวกนี้ดีล่ะ?"
"นายเอากลับไปบ้านก่อน แล้วพรุ่งนี้เอามาที่ห้องชมรมด้วย เอากลับไปโรงเรียนตอนนี้มันวุ่นวายน่ะ"
"ฉันเนี่ยนะ ?"
"นายนั่นแหละ"
ฮารูฮิกอดอกและแสดงอาการแห่งความเมตตาด้วยรอยยิ้มที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นในห้องเรียน
แต่เห็นบ๊อยบ่อยในหน่วยSOS และทุกครั้งที่ฮารูฮิยิ้มแบบนั้นทีไร
ผมต้องรับเคราะห์กรรมทุกที ฉันเป็นตัวอะไรในสายตาเธอกันแน่นะ?
"คือว่า"
คุณอาซาฮินะยกมือถามอย่างสุภาพ
"แล้วให้ฉันทำอะไรล่ะคะ?"
"มิคูรุจังก็กลับบ้านได้แล้ว วันนี้หมดธุระแล้วล่ะ"
คุณอาซาฮินะกระพริบตาถี่ๆเหมือนตื่นจากภวังค์
คงเพราะสิ่งที่คุณอาซาฮินะจะได้ทำวันนี้ก็แค่หลับหูหลับตาเดินตามฮารูฮิกับผมมา
เธอคงไม่รู้จริงๆว่า ทำไมฮารูฮิถึงลากเธอมาด้วย ถึงผมพอจะเดาจุดประสงค์ของฮารูฮิได้แล้วก็เถอะ
ฮารูฮิเดินอย่างกระปรี้กระเปร่ายังกับครูสอนพละและนำเราไปถึงสถานี
ดูท่ากิจกรรมแบบฮารูฮิคงใกล้จะจบแล้ว ทรัพย์สินที่ตบมาได้ก็มีกล้องวิดีโอ
กับปืนของเล่น 2-3 กระบอก ด้วยการเจรจาระดับมืออาชีพ
ฮารูฮิคงได้ของพวกนี้มาด้วยวิธีที่ไม่มีใครกล้าเหมือนแน่ ค่าใช้จ่ายที่กระเด็นออกเป็นศูนย์
หรือก็คือเราได้มาฟรีๆนั่นแหละ
เคยมีคนพูดว่า "ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าของฟรี" แต่ฮารูฮิไม่เห็นจะสนใจในสิ่งที่เขาพูดๆกัน
ถ้ามีใครรู้ว่าอะไรที่ทำให้ฮารูฮิกลัวได้บ้าง ก็บอกๆกันมั่งนะ
วันถัดมา นอกจากกระเป๋านักเรียนของตัวเองแล้ว ผมยังต้องแบกสมบัติเดินขึ้นเนินมาด้วย
"ไง เคียวน์ แกแบกอะไรมา? รางวัลสำหรับนักเรียนตัวอย่างหรือไง?"
คนที่วิ่งมาอยู่ข้างๆผมคือ ทานิงูจิ เพื่อนร่วมชั้นของฮารูฮิกับผม
สัตว์เซลล์เดียวที่มีหน้าตาเหมือนนักเรียน ม.ปลายที่พบได้ทั่วไป
สำหรับหมอนี่แล้วคำว่า "ทั่วไป" เนี่ย เป็นคำอธิบายที่ดีจริงๆ
เพราะสำหรับผมในตอนนี้แล้วมันเป็นคำที่หาฟังยากจริงๆ
ยากพอๆกับที่จะได้เห็นเวทมนตร์คาถาในโลกยุคนี้เลยทีเดียว
ผมเดินช้าๆอยู่พักหนึ่ง และยื่นของที่เบากว่าในถุงซูเปอร์มาร์เก็ต 2 ใบให้ทานิงูจิถือ
"อะไรเนี่ย? ปืนของเล่น? ไม่ยักรู้ว่านายมีงานอดิเรกแบบนี้ด้วย"
"ไม่ใช่ของฉัน ของฮารูฮิตะหาก"
ผมอธิบายให้หมอนี่ฟังคร่าวๆ แต่จะว่าไปทานิงูจิก็พูดถูกว่านี่เป็นงานอดิเรกพิลึกๆ
"นึกภาพไม่ค่อยออกเลยฮะว่า สึซึมิยะจะนั่งตัดแผงพลาสติกแล้วมานั่งประกอบของแบบนี้กับเขาด้วย"
ผมก็นึกไม่ค่อยออกเหมือนกันว่า จะมีเด็กผู้หญิงที่ไหนนอกจากฮารูฮิมานั่งประกอบของแบบนี้
ขนาดผมเองตอนเด็กๆ เคยพยายามจะประกอบหุ่นยนต์ของเล่น แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน
ผมก็ประกอบไหล่ขวาของมันไม่ได้ซะที ก็เลยหงุดหงิดจนเขวี้ยงทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
"นายคงลำบากนะ"
แต่น้ำเสียงของทานิงูจิมันไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจเล้ย..
"จนถึงตอนนี้ คนๆเดียวที่จะสามารถปกป้องสึซึมิยะได้ก็คือ นาย
ฉันยืนยันได้เลย ดังนั้นนายไปคบกับยัยนั่นแหละดีแล้ว"
พูดเบื๊อกอะไรของแกฟะ? ฉันไม่มีวันไปคบกับยัยฮารูฮินั่นแน่
คนที่ฉันน่าจะไปคอยปกป้องอยู่ใกล้ๆน่าจะเป็นคุณอาซาฮินะมากกว่า
ไม่ว่าใครก็คงคิดแบบเดียวกับผมแน่..
ทานิงูจิหัวเราะคิกๆยังกับตัวเกรมลิน
"เฮ่อ..แต่คงไม่ไหวมั้ง? คุณอาซาฮินะเขาเหมือนเป็นนางฟ้าองค์น้อยๆของโรงเรียนเรา
เหมือนเป็นสิ่งปลอบประโลมใจของเหล่าพวกเราเหล่าเทพบุตร
ถ้านายยังไม่อยากโดนฆ่าหมกกระสอบด้วยฝีมือของคนครึ่งโรงเรียนล่ะก็
น่าจะระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ฉันคิดว่า นายคงไม่อยากให้เพื่อนคนนี้เอามีดเสียบหลังนายหรอก ใช่มั้ย?"
ก็ได้ งั้นฉันเปลี่ยนเป้าหมายไปที่นางาโต้ก็ได้
"นั่นก็ไม่ต่างกันหรอกเฟ้ย ถึงจะดูไม่ค่อยป๊อบ แต่ก็มีคนแอบชอบเธอเพียบเลยนะเฟ้ย
ว่าแต่ทำไมนางาโต้ถึงไม่ใส่แว่นแล้วล่ะ เธอเปลี่ยนไปใส่คอนแทกต์ เลนส์แทนหรือไง?"
"อืมม์ แล้วทำไมไม่ไปถามนางาโต้เองล่ะ?"
"ถาม? จนถึงตอนนี้ไม่ว่าจะหาวิธีไหนมาคุย นางาโต้เขาก็ไม่สนสิ่งที่ฉันพูดเลยว่ะ
จนตอนนี้คนในชั้นเรียนของนางาโต้ เชื่อไปแล้วว่าทุกคำพูดที่เธอจะพุด
สามารถกำหนดชะตาของวันๆนั้นได้ ไปแล้ว"
เลิกทำอย่างกับนางาเป็นพระเจ้าซะทีได้มั้ย? ไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหนเนี่ย?
นางาโต้อาจจะไม่ค่อยธรรมดา ไม่สิถ้าเทียบจากมาตรฐานของเธอล่ะก็
เธอก็ว่าตัวเองธรรมดาแหละ ถึงผมจะไม่รู้ว่ามาตรฐานของเธอจะเป็นแบบไหนก็เถอะ
"ยังไงก็เถอะ นายน่ะเหมาะกับสึซึมิยะมากๆ เพราะมีแต่นายที่สามารถคุยกับยัยคนประหลาดนั่นได้
ยังไงก็จับตาดูยัยนั่นให้ดีๆ และพยายามลดคนโดนลูกหลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ก็แล้วกัน
เออใช่ งานโรงเรียนก็ใกล้จะเริ่มแล้วล่ะนะ พวกนายมีแผนจะทำอะไรใหญ่ๆโตๆบ้างมั้ยล่ะ?"
"อย่าถามได้มั้ย?"
ผมไม่ใช่โฆษกของหน่วยSOSซะหน่อย แต่ทานิงูจิยังไม่ยอมเลิก
"ถึงฉันจะถามสึซึมิยะไป ยัยนั่นก็จะตอบแต่อะไรแปลกๆ และถ้าทะลึ่งถามผิดเวลา แม่คุณจะได้แพ่นกบาลเอาน่ะเซ่
ถ้าไปถามนางาโต้ ยูกิ ก็ไม่มีทางได้ยินอะไรจากหล่อนไม่ว่าจะถามอะไรก็ตามที
และคุณอาซาฮินะยิ่งไม่มีทางใหญ่ แค่จะเอ่ยปากซักนิดก็คงโดนพวกแฟนคลับมารุมทึ้งแล้วว่ะ
สุดท้ายก็เลยต้องมาถามนายไง"
หมอนี่หาข้ออ้างเก่งไม่เบา และถ้าตามที่หมอนี่พูด ผมก็คงเป็นนายแสนดี ที่มีใครขอก็ทำตามสินะ
"ก็ถูกแล้วนี่ นายดูเหมือนคนประเภทที่ยอมเดินตามสึซึมิยะ ทั้งๆที่รู้ว่าข้างหน้าจะมีหน้าผารออยู่ก็ตามที"
พอเราเดินใกล้ถึงประตูโรงเรียน ผมดึงถุงกลับจากมือของทานิงูจิด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ผมไม่รู้หรอกนะว่า จะมีอะไรรออยู่ท่ามกลางความบ้าคลั่งของฮารูฮิบ้าง แต่คงไม่มีอะไรดีๆรออยู่ร้อก
แต่ในเส้นทางแสนอันตรายนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผมคนเดียวที่เดินไปกับฮารูฮินี่
ยังมีอีกตั้ง 3 คนแน่ะ ที่เดินตามผมมาด้วย 2 คนในนั้นคงดูแลตัวเองได้
แต่คุณอาซาฮินะคงจะลำบากไม่น้อยจากสาเหตุเดียวที่เธอไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเธอมาจากอนาคตหรอก แต่เพราะเสน่ห์อันร้อนแรงของเธอต่างหาก
"นั่นคือเหตุผล" ผมอธิบายกับทานิงูจิ "ต้องมีใครซักคนปกป้องเธอ"
อาพูดจาเหมือนพระเอกหนังเลยแฮะเรา แต่จริงๆผมก็แค่จะปกป้องเธอ
จากการโดนฮารูฮิคุกคามทางเพศก็เท่านั้นเอง
"ไหนๆ ฉันก็มีโอกาสแล้ว ฉันก็ต้องปกป้องเธอ ฉันไม่สนหรอกว่า
ตัวผู้ที่เหลือมันจะว่ายังไง จะตั้งกองกำลังพิทักษ์คุณอาซาฮินะ หรือจะทำอะไรก็เอาซี่"
ทานิงูจิก็ยังหัวเราะแบบเกรมลินต่อ
"ยังไงก็ระวังหน่อละกัน เพราะวันพระมันไม่ได้มีหนเดียว"
หลังจากพูดข่มขู่เหมือนโจรกระจอกแล้ว ทานิงูจิก็เดินเข้าโรงเรียนไป
ส่วนผมก็เดินแบกของ และตรงไปที่ชั้นล็อกเกอร์เปลี่ยนรองเท้า
ผมเห็นฮารูฮิกำลังยัดของใส่ล็อกเกอร์ของตัวเองอยู่ ผมเองก็ตั้งใจจะเอาอุปกรณ์กล้องวิดีโอ
กับปืนของเล่นเก็บไว้ในล็อกเกอร์สแตนเลสเหมือนกัน
"เคียวน์วันนี้เราจะยุ่งมาก"
ไม่มีแม้แต่จะทักทาย ฮารูฮิกระแทกประตูล็อกเกอร์
และมอบรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิให้ผม
"มิคูรจัง,ยูกิ แม้แต่โคอิสึมิคุง ฉันไม่ปล่อยให้พวกนายบ่นแน่
บทหนังที่ฉันมีในหัวเนี่ยใกล้จะคิดเสร็จแล้ว
ฉันงี้ได้ยินบทหนังมันบ่นเลยนะว่า 'เหลือแค่เอาขึ้นจอเอง' "
"เหรอ"
ผมตอบไปตามปกติ และเดินเข้าห้องเรียนไป ที่นั่งของผมคือ โต๊ะที่ 2 จากท้ายแถว
ตั้งแต่เปิดเทอมมา เราเปลี่ยนที่นั่งหลายต่อหลายครั้ง
แต่ไม่รู้ทำไมที่นั่งด้านหลังของผมต้องเป็นยัยฮารูฮิมันซะทุกครั้ง
ผมรู้สึกว่ามันบังเอิญได้ไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย
ถึงผมจะอยากเชื่อว่า มันแค่เรื่องบังเอิญก็ตามทีเถอะ
ถ้าผมไม่บอกตัวเองแบบนี้ ผมคงเลิกเชื่อในคำว่า "บังเอิญ" ไปนานแล้วล่ะ
ผมคิดว่า ไม่ว่าใครที่มาข้องเกี่ยวกับฮารูฮิก็คงคิดแบบเดียวกัน
ผมเหมือนกองกลางที่คอยตัดบอลที่ไม่มีฝ่ายใดครอง ในขณะที่ฮารูฮิเป็นกองหน้าจอมเว่อร์
ที่ไปยืนรอในเขตโทษหน้าประตูฝ่ายตรงข้าม และพยายามวิ่งไปหน้าประตูอีกต่างหาก
นักบอลฝ่ายตรงข้ามที่ใกล้ที่สุดยังอยู่ไกลเป็นกิโล ถึงยัยนั่นจะรับบอลได้
ผู้กำกับเส้นก็คงทำได้แค่ยกธงล้ำหน้าล่ะ นะ แต่สำหรับฮารูฮิแล้ว
ยัยนั่นคงโทษว่าเป็นความผิดของผู้กำกับเส้น ดีไม่ดีคงเถียงหน้าตาเฉยว่า
กติกาตะหากที่ผิดพลาด แล้วก็มั่วหยิบบอล วิ่งผ่านเสาประตูไปและประกาศว่าตัวเองได้คะแนนแล้ว
ถ้าทำแบบนั้นจริงๆล่ะก็ อย่าให้ยัยนี่ไปเล่นรักบี้เลยก็ดีนะ..
การที่จะรับมือกับความไม่สนใจคนอื่นของยัยนี่น่ะ ทางที่ดีคือ
ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และชิ่งจากสถานที่เกิดเหตุ
หรือ อีกวิธีคือ เลิกดิ้นรนและยอมๆตามยัยนี่ไปซะ
นอกจากผมแล้ว ดูเหมือนว่าเพื่อนร่วมชั้นจะเลือกทำแบบแรกล่ะนะ
หลังจากคาบเรียนที่ 6 เรายังต้องเรียนอีก 1 วิชา แต่ อ.โอคาเบะและนักเรียนคนอื่นๆ
ไม่มีใครพูดเรื่องโต๊ะเรียนด้านหลังของผมว่างเลย ไม่มีใครรู้ตัวเลยหรือไง?
หรือเลือกที่จะไม่รู้กันแน่? หรือบางทีอาจจะไม่อยากมาเสียเวลาสนใจล่ะมั้ง?
ยังไงก็ตาม ทุกคนเห็นด้วยว่าปล่อยยัยนั่นไปจะดีที่สุด เรื่องเหตุผลก็เลยยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ผมเดินไปที่ห้องด้วยอารมณ์ตงิดตงิด ถือกระเป๋าไป แบกกล่องไปและหยุดที่หน้าห้องชมรมวรรณกรรม
ผมคิดว่าผมได้ยินเสียง "อ๋า~~!" ซึ่งเป็นเสียงน่ารักๆของคุณอาซาฮินะ
พร้อมๆกับได้ยินเสียงตะโกน "ว้าก~!" ลั่นห้องของฮารูฮิ..เอาอีกแล้ว
ถ้าผมเปิดประตูตอนนี้ ผมคงได้เห็นภาพอะร้าอร่าม แต่ด้วยความเป็นผู้ชายที่มีสามัญสำนึก
ผมคงต้องระงับความหื่นและยืนหน้าห้องไปเงียบๆจะดีกว่า
จากนั้น 5 นาที เสียงร้องก็หยุดลง และแน่นอนต้องจบลงด้วยฮารูฮิยืนกอดอกยิ้มอย่างผู้มีชัย
ตราบใดที่กระต่ายยังแพ้งู ก็ไม่มีทางที่คุณอาซาฮินะจะต่อต้านฮารูฮิได้แน่
ผมเคาะประตู
"เข้ามา"
เสียงฮารูฮิตอบกลับอย่างเต็มพลังสะท้อนออกมาจากในห้อง ในระหว่างที่ผมกำลังเปิดประตู
ผมพยายามเดาว่ามีอะไรอยู่ในถุงกระดาษที่ยัยนั่นหิ้วมาเมื่อเช้า และเมื่อผ่านเข้ามาในห้อง
อย่างที่คิดเป๊ะ ฮารูฮิใช้รอยยิ้มของผู้มีชัยทักทายผม
แต่ผมล่ะเบื่อสีหน้าแบบนั้นของยัยนี่จริงๆ และผมก็ย้ายไปมองคนที่นั่งบนเก้าอี้เหล็กตรงหน้าฮารูฮิ
และรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายผมร้อนวูบวาบเลยทีเดียว
มีสาวเสิร์ฟนั่งอยู่ที่นั่น และมองผมด้วยน้ำตาเต็มเบ้า
" ."
ผมของเธอยุ่งนิดหน่อย สาวเสิร์ฟคนนั้นก้มหน้าก้มตา และนิ่งเงียบยังกับนางาโต้
ฮารูฮิทำผมให้สาวเสิร์ฟผมสีน้ำตาลเป็นทรงหางม้าคู่ แต่น่าแปลกใจที่ไม่เห็นนางาโต้เลย
"เป็นไงล่ะ?"
ฮารูฮิพ่นลมหายใจและถามผม อะไร? ทำหน้าแบบว่าฉันต้องขอบใจเธองั้นแหละ
ความน่ารักของคุณอาซาฮินะน่ะพระเจ้าเขาประทานมาให้ตะหาก
จริงๆผมก็ว่าเธอเหมาะกับชุดนี้สุดๆ แต่ไม่รู้ว่าตัวเธอเองคิดยังไง?
เธอคงไม่เห็นดีเห็นงามกับความคิดของผมแน่..ล่ะมั้ง?
แต่ว่านะ กระโปรงมันไม่สั้นไปหน่อยหรือไง?
คุณอาซาฮินะในชุดสาวเสิร์ฟกำมือแน่น และนั่งอย่างไม่ค่อยสบายเท่าไหร่
ชุดนี้เหมาะกับคุณสุดๆแล้ว เหมือนกับตัดมาให้คุณใส่โยเฉพาะ
ขอบคุณสถานการณ์ในตอนนี้ ผมเลยสามารถเพ่งเธอเงียบๆได้ตั้ง 30 วินาที
แต่ตอนนั้นเองก็มีคนมาลูบไหล่ผม มันน่าขนลุกจนผมเกือบโดดเหยงเลยทีเดียว..
"ขอโทษเรื่องเมื่อวานด้วยนะครับ วันนี้ห้องผมก็ยังคุยเรื่องบทกันอีก
แต่ผมก็ยืนยันว่าจะขอออกมาก่อน เพราะเมื่อวานผมไม่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพวกคุณตั้งแต่ต้นจนจบเลยนี่..."
โคอิสึมิยิ้มด้วยหน้าอันหล่อเหลา แล้วก็มองห้องชมรมข้ามไหล่ผมไป
"ดีครับ"
หมอนั่นยิ้มหวาน
"ชุดนี้..."
โคอิสึมิเดินผ่านผมไปวางกระเป๋าบนโต๊ะ และนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งในห้อง
"เหมาะกับคุณมากเลยครับ"
หมอนี่ออกความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ใครๆ เขาก็รู้น่า
แต่ที่ผมยังงงอยู่คือ ทำไมสาวเสิร์ฟมานั่งทำอะไรในห้องเก่าๆนี่
แทนที่จะไปอยู่ในภัตตาคารหรือในคาเฟ่มากกว่า
"นั่นก็เพราะ" ฮารูฮิพูด " ฉันอยากให้มิคูรุจังใส่ชุดนี้ในหนังไง"
แล้วชุดเหมดใช้ไม่ได้หรือไง?
"เหมดน่ะ ทำงานให้กับคนรวยที่อยู่ในคฤหาสน์
แต่สาวเสิร์ฟน่ะคนละแบบ เราสามารถพบเห็นพวกเธอได้ตามท้องถนนหรือตามร้านอาหาร
และทำงานบริการให้กับผู้คนในที่สาธารณะในค่าแรงชั่วโมงละ 730 เยน"
ผมไม่รู้หรอกนะว่า ไอ้ค่าจ้างรายชั่วโมงจะมากไป หรือ น้อยไป แต่ผมไม่คิดหรอกนะว่า
ที่คุณอาซาฮินะเขาแต่งชุดเหมดน่ะ จะทำเพื่อไปทำงานในคฤหาสน์ที่ไหนซักหลัง..
แต่ถ้าฮารูฮิจ่ายค่าแรงให้คุณอาซาฮินะจริงๆ มันก็อีกเรื่องล่ะนะ
"เลิกสนใจอะไรหยุมหยิมได้มั้ย? นั่นมันเรื่องของนาย ส่วนฉันว่านี่แหละเหมาะแล้ว"
เออ..เธออาจจะคิดแบบนั้น แล้วคุณอาซาฮินะล่ะ?
"เอ่อ..คุณสึซึมิยะ ฉันคิดว่าชุดนี้มันเล็กไปสำหรับฉันนะคะ"
คุณอาซาฮินะคงไม่สบายใจที่กลัวจะถูกเห็นกางเกงใน เพราะเธอเอาแต่จับชายกระโปรงให้ยืดออกมา
แต่ยิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ใจผมเตลิดเปิดเปิง และเผลอไปมองตรงจุดที่ว่าโดยไม่รู้ตัว
"ผมคิดว่าชุดนี้ก็เหมาะกับคุณแล้วนะครับ"
ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลย กว่าที่ผมจะย้ายตาซกมกของตัวเองไปมองหน้าฮารูฮิแทน
ตอนนั้นฮารูฮิยิ้มเหมือนดอกไม้บานแย้มที่อยู่กลางป่า พร้อมกับจ้องเขม็งมาทางผมพอดี
"คอนเซปต์ของหนังที่เราจะทำคือ.."
ฮารูฮิชี้ไปที่แผ่นหลังที่สั่นเทาของคุณอาซาฮินะ
"นี่"
หมายความว่าไง? "นี่" ที่ว่าเนี่ย เธออยากจะทำสารคดีของ
สาวน้อยที่ทำงานพาร์ตไทม์ในร้านน้ำชาหรือไง?
"บ้าเปล่า? แค่แอบถ่ายชีวิตประจำวันของมิคูรุจังเนี่ยไม่เห็นสนุกตรงไหนเลย
เราจะทำหนังเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคนที่ไม่ธรรมดาสิ มันถึงจะน่าสนใจ
ไอ้การทำหนังสารคดีชีวิตวัยรุ่น ม.ปลาย ธรรมดาๆ เนี่ย มันก็แค่สนองตัณหาส่วนตัวเท่านั้นแหละ"
แต่ผมไม่คิดหรอกว่าคุณอาซาฮินะจะพอใจที่ได้ทำหนังแบบนี้
ผมเชื่อว่าคนอื่นเขาต้องทำอะไรเพื่อพอใจส่วนตัวกันบ้าง
และผมก็คิดว่าชีวิตประจำวันของคุณอาซาฮินะมันก็พิเศษพออยู่แล้ว
แต่ผมว่า ผมหุบปากไปแบบนี้จะดีกว่าล่ะนะ
"ในฐานะที่เป็นผู้กำกับของหน่วย SOS ฉันจะรับหน้าที่เอนเตอร์เทนคนดูเอง
พวกนายรอเฉยๆได้เลย ฉันจะทำให้ทุกคนต้องยืนปรบมือเลยทีเดียวล่ะ"
พอมาดูดีๆ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าปลอกแขน "หัวหน้าหน่วย" ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นปลอกแขน
"ซูเปอร์ผู้กำกับ" แล้ว ทำไมเป็นคนที่ละเอียดลออแบบนี้นะ..
ผู้กำกับหญิงที่ไฮเปอร์สุดๆ นักแสดงหญิงที่เอาแต่เศร้าซึม กับนักแสดงชาย
ที่ยิ้มไม่รู้จักหุบทำเหมือนตัวเองเป็นคนนอก
ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายสภาพแบบนี้ว่าไงดี และ ตอนนั้นประตูชมรมก็ถูกเปิดออก
"...."
พอหันไปมอง ตอนนั้นใจของผมเต็มไปด้วยความสยอง
จนเกือบนึกว่าชีวิตแสนสั้นของผมจะจบลง ณ เวลานี้แล้ว ก็เพราะยมทูตมารับผมถึงที่แล้ว
ผมยังเผลอนึกไปว่า ตัวเองอยู่ในหนังเรื่องอามาเดอุส
ในฉากที่ซาเรรี่ค่อยๆทำลายโมซาร์ทในขณะที่เขากำลังเล่นเพลงเรคเควี่ยมของเขาอยู่...อีกต่างหาก
"..."
หน้าซีดขาวของนางาโต้เดินผ่านประตูอย่างเงียบๆ ร่างกายของเธอปกคลุมด้วยความมืด
เหลือเพียงใบหน้าซีดขาวของเธอเท่านั้น
ผมไม่ใช่คนเดียวที่อึ้งจนไม่มีเสียง ฮารูฮิกับคุณอาซาฮินะก็ไม่ได้ต่างกัน
แม้แต่รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ของโคอิสึมิยังเจือไปด้วยความกลัวเลยทีเดียว
ชุดของนางาโต้แปลกตาพอที่จะทำให้คุณอาซาฮินะตกใจ
เพราะเธอคลุมตัวเองด้วยผ้าคลุมสีดำ สวมหมวกปลายแหลมสีดำ
บ่งบอกว่าเธอกำลังใส่ชุดแม่มดอยู่
ในขณะที่พวกเรายังค้างเป็นหิน นางาโต้ที่แต่งตัวเหมือนยมทูต
เดินเงียบๆไปยังเก้าอี้ของเธอแถวๆมุมห้อง
เธอเอากระเป๋าและหนังสือเล่มหนาออกมาจากใต้ผ้าคลุม และก็วางไว้บนโต๊ะ
แล้วเธอก็เริ่มอ่านหนังสือของเธอโดยไม่สนใจสายตาของพวกเราซะงั้น..
นั่นคงจะเป็นชุดที่ใช้ในร้านทำนายดวงที่ห้องของเธอจะจัดในงานโรงเรียนแน่
พอฟื้นจากอาการช็อคเป็นคนแรก ฮารูฮิก็เริ่มระดมคำถามเป็นชุดๆใส่นางาโต้
จากคำตอบที่แสนเรียบง่ายของนางาโต้ เราก็มาถึงข้อสรุปว่า ในห้องเรียนของเธอคงมีคนที่มีเซ้นส์
ในการออกแบบเป็นเลิศพอที่จะทำให้นางาโต้พอใจจนสวมชุดนี้เดินไปไหนต่อไหนได้อยู่
มาคิดดูอีกที การที่นางาโต้เดินเข้าห้องมาด้วยชุดน่าสยองขวัญเนี่ย
จะหมายถึงว่านางาโต้แอบคิดจะแข่งกับคุณอาซาฮินะในแบบของเธอกันแน่นะ?
รูปแบบความคิดของนางาโต้นี่เข้าใจยากกว่าของฮารูฮิอีกนะเนี่ย
ในภาวะอึ้งจนไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก มีเพียงฮารูฮิที่ตอบรับสถานการณ์อย่างตื่นเต้น
"แล้วสุดท้ายเธอก็เลยถูกใจสินะ ยูกิ? ชุดนี้เจ๋งไปเลยเนอะ"
นางาโต้ค่อยๆเคลื่อนตามองฮารูฮิ แล้วก็หันกลับไปอ่านหนังสือของเธอต่อ
"ชุดนี้ตรงกับตัวละครที่ฉันคิดขึ้นเปี๊ยบเลย! เดี๋ยวช่วยบอกฉันทีนะว่า
ใครออกแบบชุดนี้ให้เธอน่ะ ฉันจะได้ส่งโทรเลขไปขอบคุณเขาซะหน่อย"
เอ่อ..อย่าเลยน่า ส่งโทรเลขขอบคุณแบบนี้ยิ่งทำให้เขาสงสัยและ
กลุ้มใจว่าไอ้โทรเลขนั่น มันมีความอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า?
นี่เธอไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเขาคิดยังไงกับตัวเธอเองน่ะ?
ฮารูฮิเหมือนอยู่ในสวรรค์ชั้น 7 ฮัมเพลง Turkish Rondoไป เปิดกระเป๋าตัวเองไป
และหยิบกระดาษที่มีตัวหนังสือพิมพ์อยู่ขึ้นมา 4-5 ใบ แล้วยืนให้พวกเราคนละใบ
ด้วยอารมณ์ที่กำลังตึกเหมือนคินทาโร่ * เพิ่งจะล้มหมีดำลงมาได้
(* คินทาโร่ เป็นตัวละครในนิทานญี่ปุ่น เป็นเด็กน้อยจอมพลังที่สามารถล้มสัตว์ได้ตามลำพัง)
ผมไม่มีทางอื่น นอกจากมองดูกระดาษใบที่ว่า
กระดาษใบนั้นมีข้อความแบบนี้เขียนอยู่
"สาวเสิร์ฟนักสู้---การผจญภัยของ อาซาฮินะ MIKURU (ชื่อชั่วคราว)"
ตัวละคร
- อาซาฮินะ Mikuru ----------- สาวเสิร์ฟนักสู้จากโลกอนาคต
- โคอิสึมิ Itsuki -----------------เจ้าหนุ่มมีพลังจิต
- นางาโต้ Yuki -----------------เอเลี่ยนผู้ชั่วร้าย
- ตัวประกอบ -------------------- ใครก็ได้
โอ้ พระเจ้ามันเกิดขึ้นเนี่ยจอร์จ? ฮารูฮิเดาตัวจริงของพวกเขาออกหมดทุกคนเลย!
ผมล่ะช็อคเลย ผมไม่รู้ว่า เพราะยัยนั่นเป็นอัจฉริยะในการทำนาย หรือ
หลับหูหลับตาเลือกขึ้นมาแล้วถูกพอดี ผมยังนึกไปอีกว่า
บางทียัยนี่รู้ความจริงหมดแล้วแต่แกล้งทำเฉยๆ
แต่ยังไงก็เถอะ ไอ้การที่จู่ๆมาคัดตัวได้ถูกเผงแบบนี้ ยัยนี่ใช้วิธีไหนกันแน่?
(จบบที่ 2 ส่วนที่ 1)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนกลับไปอ่าน บทนำ | บทที่ 1(ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) | บทที่ 2 (ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
สารจากสิบโท
บทที่ 2 นี่ นอกจากจะยาวกว่าบทที่ 1 แล้ว ฉบับภาษาอังกฤษของ Baka ยังอ่านแล้วเข้าใจยากด้วย ผมเลยต้องใช้เวลาถอดความนานขึ้น จนตอนนี้แทบจะต้องเทียบคำจากนิยายต้นฉบับญี่ปุ่นแล้วค่อยพิมพ์เลย บางทีรู้สึกตันๆไม่อยากแปลต่อ ก็หนีไปแปลโดจินให้อ่านกันแทนก็หวังว่าคนอ่านฉบับนิยายคงไม่หนีไปซะก่อนนะครับ อนึ่งเนื่องจากความยาวของบทนี้ ผมเลยกะจะหั่นเป็น 3 ส่วนย่อยๆ ค่อยๆเอามาลงคงไม่ว่ากันนะครับ ส่วนชื่อตัวละครในบทของฮารูฮิ ผมจะขอเปลี่ยนไปใช้การเขียนแบบภาษาอังกฤษแทน เพราะ เท่าที่อ่านดูค่อนข้างงงครับ ในต้นฉบับญี่ปุ่นชื่อจริง กับชื่อในบทเขียนคนละวิธีเลยเข้าใจได้ง่าย แต่ในภาษาไทยเราเขียนได้วิธีเดียว ผมเลยขอกระอดะใส่ชื่อเป็นภาษาอังกฤษแทนเพื่อความไม่งงนะครับ ไปล่ะ จะพยายามหาทางอัพส่วนต่อไปของนิยายในสัปดาห์หน้าครับ

ขอบคุณที่แปลให้อ่านครับ~
#1 By กระรอกโฉด on 2006-08-30 11:44