นิยายแปลไทย The Sighs of Suzumiya Haruhi บทที่1 ส่วนที่ 2
posted on 18 Aug 2006 22:53 by overtime in Novel, Suzumiya-Haruhiสึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 1(ส่วนที่ 2)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
(ต่อจากส่วนที่แล้ว)
ฮารูฮิใช้เวลาซดชาหมดถ้วยใน 30 วินาที และขอถ้วยที่ 2 จากคุณอาซาฮินะ
"แล้วเธอล่ะ มิคูรุจัง พวกเธอทำอะไรบ้าง?"
"เอ่อหมายถึงห้องของฉันล่ะก็..? เราจะทำร้านยากิโซบะน่ะค่ะ"
"เธอทำหน้าที่สาวเสิร์ฟสิท่า"
ตาของคุณอาซาฮินะเบิกกว้าง
"ทราบได้ยังไงคะ ? ฉันอยากเป็นคนผัดเส้น แต่เพื่อนๆบอกให้เดินเสิร์ฟแทนน่ะค่ะ"
ฮารูฮิทำหน้าใช้ความคิด จากที่ผมเคยเจอมากับตัว เมื่อยัยนี่ทำตาแบบนั้นทีไร ย่อมไม่มีเรื่องดีๆแน่
และสายตาเธอก็มองไปทางราวแขวนเสื้อ ถ้าให้เดาจากสีหน้าล่ะก็ ยัยนั่นคงเพิ่งนึกออกว่า
ยังไม่ได้ยัดเยียดให้คุณอาซาฮินะใส่ชุดสาวเสิร์ฟเลย
ตอนนี้ฮารูฮิทำหน้าปั้นยาก
"แล้วห้องของโคอิสึมิคุงล่ะ?"
โคอิสึมิยักคิ้ว
"ห้องผมจะแสดงละครน่ะ แต่ความคิดในห้องแตกออกเป็นระหว่างเล่นละครที่แต่งขึ้นมาเอง
กับ จะเล่นละครจากวรรณกรรมคลาสสิกดี งานโรงเรียนก็ใกล้เข้ามาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเถียงกันไม่จบ
คงต้องใช้เวลาอีกหน่อยกว่าจะตกลงกันได้ล่ะครับ"
แหม..ห้องที่แอ็คทีฟก็มีทั้งดีทั้งเสียแบบนี้ล่ะนะ
"หืม"
ตอนนี้ดวงตาของฮารูฮิจ้องไปยังสมาชิกผู้ไม่ค่อยจะปริปากคนที่เหลือ
"ยูกิล่ะ?"
เอเลี่ยนผู้รักการอ่านคนนี้เงยหน้าเหมือนตัวทานูกิที่รู้ว่าฝนกำลังจะตก
"ทำนายดวงชะตา" นางาโต้ตอบแบบไร้อารมณ์ตามเคย
"ทำนายดวงชะตาเหรอ?" ผมถามในทันที
"ใช่"
นางาโต้พยักหน้าที่ไม่ต้องการหายใจของเธอ
"เธอก็จะทำนายดวงด้วยเหรอ?"
"ใช่"
นางาโต้จะทำนายดวง? คงไม่ใช่จะทำนายอนาคตจริงๆ หรอกมั้ง?
ผมนึกไปถึงนางาโต้ใส่หมวกแม่มดปลายแหลม กับผ้าคลุม และถือลูกแก้วต่อหน้าคู่รัก
และบอกว่า "คุณทั้งคู่จะเลิกกันใน 58 วัน 3 ชั่วโมง กับอีก 5 นาที" ด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์
เธอน่าจะลองโกหกบ้างนะ แต่จริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่านางาโต้มองเห็นอนาคตได้จริงๆหรือเปล่า?
ตกลงว่า ห้องคุณอาซาฮินะจะออกร้าน , โคอิสึมิแสดงละคร ส่วนนางาโต้ก็ออกร้านดูดวง
ทั้งหมดดูสนุกกว่าไอ้ห้องที่ไม่มีแม้แต่รายชื่อว่าจะทำอะไรตั้งหลายขุม
อ๊ะ เอางี้มั้ย? เอาทุกอย่างมารวมกัน แบบว่า "เล่นละครขายอาหารกับทำนายดวงชะตาไปพร้อมกัน"
"เลิกพล่ามอะไรโง่ๆซะที จะเริ่มประชุมแล้วนะ"
ฮารูฮิเตะไอเดียสุดบรรเจิดของผมทิ้งอย่างไม่ใยดี และเดินไปที่ไวท์บอร์ด
ยัยนั่นดึงเสาอากาศเครื่องวิทยุให้ยาวออกมาจนสุดและฟาดไปที่ไวท์บอร์ด
บนกระดานไม่เห็นมีอะไรเขียนอยู่ แล้วจะให้ฉันดูอะไรล่ะ?
"เดี๋ยวก็มีเองแหละ เลขามิคูรุจังจดทุกอย่างที่ฉันบอกให้ดีๆนะ"
เอ่อ คุณอาซาฮินะกลายเป็นเลขาเธอตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย? ถามไปก็คงไม่มีใครรู้ล่ะมั้ง?
ก็ยัยฮารูฮิเพิ่งพูดออกมาเมื่อกี้เองนี่นะ คุณอาซาฮินะสาวชงชาที่ควบตำแหน่งเลขาฯ
ถือปากกาเคมี ยืนอยู่หน้าไวท์บอร์ด และมองหน้าฮารูฮิที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ
แล้วจู่ๆ ฮารูฮิก็ตะโกนออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้น
" หน่วย SOS จะฉายหนังกัน!!"
ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าในหัวของฮารูฮิมีอะไรกลายพันธุ์ไปแล้วบ้าง แต่ยัยนี่ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนี่นะ
เพราแบบนี้มันไม่ใช่ประชุมแล้ว มันแค่แจ้งความต้องการของตัวเองให้ชาวบ้านเขาฟังไม่ใช่เรอะ?
"ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนี่ครับ"
โคอิสึมิกระซิบกระซาบกับผม พร้อมมอบรอยยิ้มพราวเสน่ห์ ที่ทำเอาผมอยากอ้วก
โคอิสึมิยังขยับปากอันออนช้อยของเขาต่อ..
"คุณสึซึมิยะน่ะ ตัดสินใจเรื่องที่เราจะทำมาก่อนแล้วล่ะครับ ผมก็เลยไม่คิดจะเถียงอะไรเธอ
ว่าแต่คุณบอกอะไรที่ไม่ควรบอกให้เธอไปบ้างหรือเปล่า?"
ผมแน่ใจว่าวันนี้ผมยังไม่พูดอะไรที่จะเฉียดกับภาพยนตร์เลยนะ สงสัยยัยนี่พึ่งไปดูหนังทุนต่ำเกรด C มาเมื่อคืน
จนต้องหาทางล้างความอุบาทว์ออกไปหรือเปล่านะ?
ส่วนฮารูฮิยังคงพล่ามอย่างสนุกสนานโดยเชื่อว่า "ทุกคำพูดของตนจะจับใจสมาชิกทุกคนได้" ต่อไปอีก
"ฉันว่าตอนนี้ทุกคนคงมีเรื่องอยากจะถาม"
เออ..ฉันล่ะอยากรู้จริงๆว่าเธอใช้อวัยวะส่วนไหนคิดเรื่องพวกนี้ออกมา
"พอละครทีวีจะจบ ทำไมถึงชอบจบด้วยความตายของตัวเอกกันนักนะ ไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย
ทำไมต้องมาตายตอนจบ ไม่เห็นมีเหตุผลเลย ฉันล่ะเกลียดเรื่องที่มีใครต้องตายตอนจบที่สุดเลย
ฉันจะไม่มีวันทำหนังแบบนั้นแน่"
ตกลงเรากำลังคุยเรื่องละครทีวีหรือหนังโรงกันแน่เนี่ย?
"ฉันไม่ได้บอกเหรอไงว่าจะทำหนังโรง ? ท่าทางหูของรูปปั้นฮานิวะจะใหญ่กว่าหูของนายอีกนะ
รีบจำทุกคำพุดของฉันซะ อย่าให้พลาดซักคำล่ะ!"
ถ้าจะให้จำเรื่องที่ยัยนี่พล่าม สู้ให้ผมไปจำชื่อสถานีทั้งหมดที่
รถไฟฟ้าขบวนที่ผมขึ้นประจำแล่นผ่านยังมีประโยชน์กว่าเลย
คุณอาซาฮินะเขียน "ฉายภาพยนตร์" ด้วยตัวหนังสือกลมๆ
ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนอดีตสมาชิกชมรมอักษรประดิษฐ์เลยซักนิด
ฮารูฮิหันไปมองก่อนที่จะพยักหน้าอย่างสะใจ
"ก็อย่างที่เขียนนี่แหละ เข้าใจยัง?"
ฮารูฮิทำน้ำเสียงยังกับพี่สาวพยากรณ์อากาศออกอารมณ์ ตอนที่ "ดีใจว่าหน้าฝนจะหมดแล้ว" เลย
"แล้วไงล่ะ?"
ผมถามเธอ ใครก็ต้องถามแหละ ผมน่ะเข้าใจคำว่า "ฉายภาพยนตร์" แต่ใครจะให้เรายืมฟิล์มล่ะ?
เธอมีเส้นสายในบริษัทหนังด้วยหรือไง?
ดวงตาของฮารูฮิลุกโชน และยิ้มกว้าง
"เคียวน์นายนี่ไม่ค่อยฉลาดเลยนะ เราก็จะถ่ายทำหนังเองและเอามาฉายในงานโรงเรียน
และพะยี่ห้อ "หน่วยSOS" เอาไว้ตอนเริ่มหนังด้วยไง"
"ชมรมเรากลายเป็น ชมรมวิจัยภาพยนตร์ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"พูดอะไรของนาย? เราก็เป็นหน่วยSOSมาตลอดนี่
จำไม่เห็นได้เลยว่าเปลี่ยนเป็นชมรมโง่ๆนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ถ้าคนในชมรมวิจัยภาพยนตร์มาได้ยินเข้า คงเคืองน่าดู
"ศาลตัดสินแล้ว ห้ามอุทธรณ์ คำค้านของคณะลูกขุนตกไปซะให้หมด"
ถ้าท่านผู้นำของหน่วยSOSพูดแบบนี้แล้ว ถึงอยากจะค้านแค่ไหนก็คงไร้ค่าสินะ
ใครขอร้องให้ยัยเบื๊อกนี่มารั้งตำแหน่งหัวหน้านะ? เอ๊ะ มาคิดดูอีกที ยัยนี่สถาปนาตัวเองขึ้นมานี่หว่า..
ดูเหมือนว่าคนที่เสียงดังกับบ้าพลังเนี่ย จะได้เป็นผู้นำคนสำคัญไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามที
ซึ่งทำให้ผมกับคุณอาซาฮินะต้องทำตามเสียงส่วนมากทุกที
เฮ่อโลกนี้มันช่างเย็นชาและโหดร้ายเหลือเกิน ในระหว่างที่ผมกำลังใช้สมองคิด
เรื่องปรัชญาทางการเมืองที่ใช้ในสังคมที่ดีอยู่
"อย่างนี้นี่เอง"
โคอิสึมิพูดขัดขึ้นมาเหมือนกับว่าเขาเข้าใจทุกอย่างดีแล้ว และก็แจกยิ้มให้ทั้งผมและฮารูฮิ
"ผมเข้าใจทุกอย่างชัดเจนแล้วล่ะครับ"
เฮ้ย โคอิสึมิ อย่าไปรับระเบิดที่ฮารูฮิโยนมาง่ายสิเฟ้ย นายไม่มีความคิดส่วนตัวบ้างหรือไง?
โคอิสึมิเอามือสางผมด้านหน้าของเขาเล็กน้อย
"พูดง่ายๆก็คือ เราจะถ่ายทำภาพยนตร์ของชมรมขึ้นมาเพื่อให้คนที่มาเดินเที่ยวงานได้ชมใช่มั้ยล่ะครับ?"
"ถูกต้อง!!"
ฮารูฮิฟาดเสาอากาศไปที่บอร์ด จนคุณอาซาฮินะสะดุ้ง แต่เธอก็รวบรวมความกล้าและถามว่า
"แต่..ทำไมถึงเลือกที่จะถ่ายหนังล่ะคะ?"
"เมื่อคืน ฉันนอนไม่หลับน่ะ"
ฮารูฮิแกว่งเสาอากาศอยู่แถวๆด้านหน้าของตัวเองเหมือนที่ปัดน้ำฝนแกว่งอยู่หน้ากระจก
"ฉันก็เลยไปเปิดทีวีดู และดันเจอหนังเพี้ยนๆฉายอยู่ ก็ไม่ได้อยากจะนั่งดูหรอก แต่พอดีไม่มีอะไรทำน่ะ"
ตูว่าแล้ว
"หนังมันห่วยแตกมาก ห่วยจนอยากโทรต่างประเทศไปด่าผู้กำกับมันถึงบ้าน แต่ฉันก็นึกได้ว่า.."
ฮารูฮิชี้ปลายเสาอากาศไปที่หน้าของคุณอาซาฮินะ
"ถ้าพวกนั้นทำได้แค่นี้ ล่ะก็ให้ทำเองยังเจ๋งกว่าเป็นไหนๆ"
ฮารูฮิกอดอกและพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจสุดๆว่า
"นี่แหละ เหตุผลที่อยากถ่ายหนัง มีปัญหาอะไรมั้ย?"
คุณอาซาฮินะส่ายหน้าเหมือนเจออะไรสยองๆมา แต่ไม่ได้พูดออกอะไรออกมา
ไม่สิ เธอคงพูดอะไรไม่ออกมากกว่า โคอิสึมิก็พยักหน้ามันซะทุกอย่าง ส่วนนางาโต้ก็ไม่พูดอะไรอยู่แล้ว
ดังนั้นคนที่จะพูดอะไรซักอย่างก็เป็นผมทุกที
ฉันไม่สนหรอกนะว่าคราวนี้เธออยากเป็นผู้กำกับหนังหรือผู้อำนวยการสร้าง
เธอจะทำอะไรกับชีวิตของเธอก็ได้
และนั่นก็หมายถึงว่าพวกเราที่เหลือจะทำอะไรกับชีวิตของเราก็ได้ใช่มั้ย?
"นายอยากจะพูดอะไร?"
ฮารูฮิทำปากยื่นเป็นเป็ดทันที ผมเลยต้องค่อยๆอธิบายให้ยัยนี่ฟัง
"เธอบอกว่า เธออยากถ่ายหนัง แต่เรายังไม่ได้ตอบรับอไรเธอซักหน่อย
ถ้าพวกเราบอกว่าไม่อยากร่วมล่ะจะทำยังไง? มีผู้กำกับหนังคนเดียวถ่ายหนังไม่ได้หรอกนะ"
"ไม่ต้องห่วง ฉันเขียนบทรอไว้แล้ว"
"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น."
"ไม่ต้องห่วงน่า แค่ทำตามฉันก็พอ เดี๋ยวเจ๊จัดให้"
นั่นแหละ ส่วนที่ต้องเป็นห่วง
"ให้ฉันจัดการเรื่องการวางแผนเอง ฉันจะจัดการทุกอย่างเองแหละ"
ยิ่งน่าเป็นห่วงหนักกว่าเดิมอีก
"นายนี่ขี้บ่นจริงๆ ฉันบอกว่าเราจะทำก็หมายถึงเราต้องทำสิ
เป้าหมายคือได้ที่ 1 ในแบบสอบถามของงานโรงเรียน ไม่แน่นะ พวกสภานักเรียนหัวแข็งหน้าโง่นั่น
อาจจะยอมเลื่อนฐานะหน่วยSOSให้เป็นชมรมซะทีไม่สิ ฉันต้องให้พวกนั้นยอมให้ได้
ดังนั้นเราต้องทำให้คนดูเป็นพวกเดียวกับเราก่อนไง"
เสียงของมวลชนกับ Exit Pollน่ะ มันไม่ค่อยไปทางเดียวกันหรอกนะจะบอกให้
ผมพยายามแย้ง
"แล้วค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำล่ะ?"
"เรามีงบย่ะ
เอามาจากไหนเนี่ย? ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า สภานักเรียนจะยอมเจียดงบ
ให้องค์กรใต้ดินต่ออายุวางแผนก่อการร้ายได้แบบนี้
"ก็งบของชมรมวรรณกรรมไง"
"นั่นมันงบของชมรมวรรณกรรม ไม่ได้ให้เธอใช้ซะหน่อย"
"แต่ยูกิบอกว่าได้นี่"
เฮ้ย! ผมมองหน้านางาโต้ เธอค่อยๆเงยหน้ามองผมแบบสโลว์แมนชั่น
แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็ค่อยๆกลับไปอ่านหนังสือของเธอต่อ
จะไม่มีใครอยากเข้าชมรมวรรณกรรมบ้างหรือไง? แต่ผมก็ไม่ได้ถามเธอจริงหรอก
ผมไม่แปลกใจหรอก ถ้านางาโต้จะทำให้ชมรมนี้ถูกยุบเพราะไม่ยอมรับสมาชิกใหม่
ก็เธอรู้มาก่อนว่าฮารูฮิจะมาที่ชมรมนี้นี่นา รู้สึกเสียใจแทนคนที่มีใจอยากเข้าชมรมวรรณกรรมซะจริงๆ
ผมล่ะอยากให้มีคนเข้าชมรมเพื่อป้งกันไม่ให้ชมรมวรรณกรรมตกอยู่ในมือของฮารูฮิเหลือเกิน
แต่ฮารูฮิที่ไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ ก็แกว่งเสาอากาศไปมา
"ทุกคนเข้าใจแล้วนะ ทุ่มเทให้กับงานของชมรมมากกว่างานของที่ห้องด้วยนะ
ถ้ามีปัญหาอะไรบอกฉันหลังจบงานโรงเรียนนะ คำสั่งผู้กำกับถือเป็นเด็ดขาด เข้าใจ๋?"
ฮารูฮิโวยวายโดยไม่สนใจรอบข้างเลยซักกะตี้ด ทำยังกับหมีขั้วโลกในสวนสัตว์
กลางฤดูร้อนที่เพิ่งได้กินน้ำแข็งก้อนยังไงยังงั้น
ตอนแรกก็เป็นหัวหน้าหน่วย ตอนนี้เป็นผู้กำกับ แล้วต่อไปข้างหน้าเธออยากจะจบที่การเป็นอะไรล่ะ?
อย่าบอกนะว่า อยากเป็นพระเจ้า
"วันนี้พอแค่นี้ ฉันต้องไปคิดเรื่องคัดตัวนักแสดงกับทีมงาน
แล้วก็หาสปอนเซอร์ โปรดิวเซอร์มีงานเยอะนะจะบอกให้"
ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าโปรดิวเซอร์ตัวจริงเขาทำอะไรบ้าง
แต่ว่านะ เธอตั้งใจจะทำอะไรกันแน่? สปอนเซอร์เหรอ?
ปึ้ง!!
เสียงที่ได้ยินก้องมาอีกฝั่งของห้อง ผมหันไปดูและเห็นนางาโต้ปิดหนังสือในมือ
เสียงที่ว่ากลายเป็นสัญญาณอย่างไม่เป็นทางการว่า วันนี้หน่วยSOSหมดธุระแล้ว
"พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันต่อ"
พอพูดจบ ฮารูฮิหายจากห้องเหมือนแมวที่ได้ยินเสียงเปิดกระป๋องอาหารแมว
แต่ถึงไม่ไป ผมก็ไม่อยากฟังมากกว่านี้แล้วล่ะ
"แต่ก็ไม่เลวไม่ใช่เหรอครับ?"
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่น โคอิสึมิเจ้าเก่า
"แค่ไม่ออกไปล่าเอเลี่ยนมาโชว์ในละครสัตว์ หรือยิงUFOลงมาเพื่อโชว์ภายในยาน
ผมก็โล่งอกแล้วล่ะครับ"
ผมรู้สึกเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแล้วนะ
เอสเปอร์หนุ่มยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอ
"อีกอย่าง ผมล่ะอยากรู้จริงๆว่า คุณสึซึมิยะจะทำหนังแบบไหนกันนะ?
ถึงผมพอจะเดาความคิดของเธอออกแล้วก็เถอะนะ"
โคอิสึมิมองเลยไปที่คุณอาซาฮินะที่กำลังล้างถ้วยชาอยู่
"แต่ทีนี้งานโรงเรียนก็น่าสนใจขึ้นแล้วล่ะ คงสนุกแน่ๆครับ"
ผมเองก็หันไปมองคุณอาซาฮินะ ผมจ้องไปยังหมวกที่เด้งไปมาบนผมของเธอ
"อ๊ะ มองอะไรอยู่เหรอคะ?"
พอคุณอาซาฮินะรู้ว่ามีไอ้หื่น 2 ตัวกำลังจ้องเธออยู่ เธอก็หน้าแดงแล้วก็หยุดทำงานทันที
ผมตอบในใจ
ไม่มีอะไรครับ ผมแค่คิดว่าคราวนี้ฮารูฮิจะเอาชุดอะไรให้คุณใส่อีก
แล้วนางาโต้ก็พร้อมจะกลับบ้าน---จริงๆแล้วก็แค่เอาหนังสือของเธอใส่กระเป๋าเท่านั้นเอง
นางาโต้ยืนขึ้นเงียบๆและเดินตรงไปที่ประตู ไม่แน่นะ
นางาโต้อาจจะกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำนายดวงก็ได้
พอดีปกมันเป็นภาษาต่างประเทศ ผมก็เลยไม่แน่ใจ
"แต่ว่า." ผมพึมพำ
ภาพยนตร์งั้นเหรอ?
ว่ากันจริงๆแล้ว ผมเองก็สนใจขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่ได้สนใจลึกๆแบบโคอิสึมิหรอกนะ
ถ้าจะให้เปรียบความสนใจของผมคงประมาณทะเลแถวชายฝั่ง ไม่ชีระดับก้นทะเลแบบหมอนั่น
บางทีก็ควรจะตั้งตารอซักนิดล่ะมั้ง? เพราะคนอื่นดูไม่เห็นจะสนใจกันซักเท่าไหร่เลย..
แต่ผมคงต้องขอถอนคำพูด ไม่น่าตั้งตารอเล้ย ให้ตายสิ
เพราะช่วงหลังเลิกเรียนวันต่อมา ผมก็เข้าสู่โหมดเซ็งสุดๆซะแล้ว
-สร้างโดย------------------------------------------------ หน่วย SOS
-ควบคุมการผลิต/ผู้กำกับ/เขียนบท-------------------- สึซึมิยะ ฮารูฮิ
-ผู้แสดงนำหญิง ------------------------------------------ อาซาฮินะ มิคูรุ
-ผู้แสดงนำชาย ----------------------------------------- โคอิสึมิ อิตสึกิ
-ผู้แสดงสมทบหญิง ------------------------------------- นางาโต้ ยูกิ
-ผู้ช่วยผู้กำกับ / ตากล้อง / ตัดต่อ / ยกของ / เบ๊ /
วิ่งเตรียมอุปกรณ์ / และงานจิปาถะอื่นๆ --------------- เคียวน์
พอผมเห็นรายชื่อทีมงานแล้ว ผมนึกออกแค่อย่างเดียว
"สรุปแล้วให้ฉันทำอะไรกันแน่?"
"ก็เท่าที่เขียนแหละ"
แล้วฮารูฮิก็หยิบเสาอากาศมาแกว่งแบบคอนดักเตอร์
"นายอยู่เบื้องหลังไง , นักแสดงก็เขียนไว้แล้วนี่ ไม่คิดว่ามันสมบูรณ์แบบบ้างหรือไง?"
"ฉันเป็นนางเอกเหรอคะ?"
คุณอาซาฮินะถามเบาๆ เธอยังสวมชุดนักเรียนแทนที่จะใส่ชุดเหมดเหมือนตามปกติ
เพราะฮารูฮิบอกว่า วันนี้ไม่ต้องใส่ ท่าทางฮารูฮิตั้งใจจะพาเธอไปไหนซักที่
"ฉันขอเปลี่ยนไปเล่นเป็นตัวประกอบได้มั้ยคะ?"
คุณอาซาฮินะอ้อนวอนฮารูฮิด้วยท่าทางสุดเศร้า
"ไม่ได้" เป็นคำตอบสุดท้าย
"ฉันจะทำให้มิคูรุจังมีชื่อเสียงไง เธอเหมือนเป็นเครื่องหมายการค้าของหน่วยเรา
เธอน่าจะไปหัดแจกลายเซ็นได้แล้ว เพราะในรอบพรีเมียร์รับรองมีคนมาขอลายเซ็นเธอเพียบแน่ๆ"
รอบพรีเมียร์? จะไปมีรอบเปิดตัวที่ไหนล่ะเฟ้ย? แต่คุณอาซาฮินะดูท่าทางลำบากใจยังไงก็ไม่รู้
"....แต่ฉันแสดงไม่เป็น"
"ไม่ต้องห่วง ฉันจะสอนเธอให้ถึงกึ๋นไปเลย"
คุณอาซาฮินะมองมาทางผมด้วยท่าทางหวาดกลัว และปิดตาลงอย่างเศร้าๆ
เราอยู้ที่นี่แค่ 3 คน นางาโต้กับโคอิสึมิมาสายเพราะยังมีประชุมที่ห้องของตัวเองอยู่
จริงๆแล้วว่าผมว่าไม่เห็นจำเป้นต้องอยู่ต่อหลังเลิกเรียนเลย น่าจะเลือกๆไปก็พอแล้ว
สงสัยว่ายังมีอีกหลายห้องที่เอาจริงเอาจังกับงานนี้อยู่ล่ะนะ
"แต่ว่านะ ยูกิ กับ โคอิสึมิคุงเนี่ยไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลย"
ฮารูฮิบ่นเป็นหมีกินผึ้ง เหมือนไม่รู้ว่าจะเอาความโกรธไปโยนไว้ไหน แล้วก็ชี้หน้าผม
"ฉันบอกชัดแล้วนะ ว่ากิจกรรมนี้สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
แต่พวกนั้นกลับมาสายเพราะประชุมห้อง สงสัยต้องตักเตือนกันหน่อยแล้ว"
นางาโต้กับโคอิสึมคงรู้สึกผูกพันกับชั้นเรียนของตัวเองมากกว่าล่ะนะ
บางทีมีแค่เรา 3 คนนี่แหล่ะที่แปลกแยกมาสุมหัวอยู่ในห้องนี้ ในช่วงเวลานี้ของปี
ผมเผอิญนึกอะไรบางอย่างออก
"คุณอาซาฮินะแล้วคุณไม่ต้องเข้าประชุมกับที่ห้องเหรอครับ?"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันมีหน้าที่แค่เด็กเสิร์ฟ ดังนั้นฉันก็เหลือแค่ลองชุดเท่านั้นล่ะค่ะ
ก็ไม่รู้ว่าจะให้ใส่ชุดอะไร แต่ฉันก็อยากรู้เร็วๆน่ะค่ะ"
คุณอาซาฮินะยิ้มหน้าแดง ท่าทางเธอคงจะชินกับการแต่งคอสเพลย์แล้วล่ะนะ
งั้นแทนที่จะติดแหงกอยู่กับหน่วยSOS และถูกบังคับให้แต่งชุดประหลาดๆแบบไม่มีเหตุผล
สู้ให้เธอไปใส่ชุดที่เหมาะกับงานไม่ดีกว่าเร้อ? ใส่ชุดสาวเสิร์ฟทำงานในร้านยากิโซบะ
ดูมีเหตุมีผลมากกว่าใส่ชุดเหมดในห้องชมรมวรรณกรรมเป็นไหนๆ
แต่ผมไม่ทันรู้ว่าฮารูฮิเข้ามาอยู่ในวงสนนทนาตั้งแต่เมื่อไหร่
"ว่าไงนะ มิคูรุจัง เธออยากแต่งชุดสาวเสิร์ฟมากกว่าเหรอ? ทำไมไม่บอกให้เร็วๆล่ะ
อย่างนี้ก็ง่ายสิ เดี๋ยวฉันหาชุดให้ใส่นะ"
เธอจะคิดอย่างนี้ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่เธอไม่คิดว่ามันพิลึกหรือไง
ที่สมาชิกในชมรมวรรณกรรมมาใส่ชุดคอสเพลย์แทนที่จะใส่เครื่องแบบโรงเรียนน่ะ?
ชุดพยาบาลก่อนหน้านี้ก็น่ารักดีหรอกนะ แต่ฉันว่าชุดเหมดนี่ล่ะสุดยอด
เอ๊ะ แต่เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวหรือเปล่านะ?
"อืมๆ เอาล่ะ"
ฮารูฮิหันหน้ามาทางผม
"เคียวน์ นายรู้มั้ยอะไรสำคัญที่สุดในการผลิตหนังซักเรื่อง?"
หืมม์ผมพยายามนึกถึงฉากในหนังที่ประทับใจ เพื่อจะเอามาใช้อ้างอิง
พอนึกเสร็จ ผมก็ตอบอย่างมั่นใจว่า
"แนวเรื่องแปลกใหม่ กับ โปรดักชั่นน่าประทับใจมั้ง?"
"ไม่เลื่อนลอยแบบนั้นซะหน่อย"
ฮารูฮิปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย
"มันต้องเป็นกล้องถ่ายหนังไม่ใช่เหรอ? นายจะถ่ายหนังได้ไง ถ้าไม่มีกล้อง?"
เออ เธอพูดถูก แต่ไม่ใช่ว่าฉันจะหัวดื้อหรอกนะ
แต่ช่างเหอะ ยังไงฉันก็ไม่ได้เชี่ยวชาญการสร้างหนังแนวใหม่
หรือทำยังไงให้ประทับใจ และไม่รู้ทฤษฎีถ่ายหนังพอจะเถียงหรอกนะ
"งั้นก็ตกลงใจแล้ว"
ฮารูฮิหดเสาอากาศ และโยนไปที่โต๊ะหัวหน้าหน่วยของเธอ
"เดี๋ยวเราไปหากล้องวิดีโอกัน"
โครม!! ผมได้ยินเสียงเก้าอี้ล้ม พอมองไป ผมก็เห็นหน้าของคุณอาซาฮินะซีดจนถนัดตา
ก็คงต้องเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง? ก็คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในห้องนี้ก็ไปตบมาจากชมรมคอมพิวเตอร์
โดยใช้คุณอาซาฮินะเป็นเครื่องมือต่อรองนี่นะ
ผมสีน้ำตาลแดงของคุณอาซาฮินะพลิ้วไหว เธอเปิดปากสีชมพูของเธอขึ้นมาช้าๆ
"อ่ะ..เอ่อ..คุ..คุณสึซึมิยะ ฉันพึ่งนึกออกว่าลืมของน่ะค่ะ ฉันขอตัวกลับไปที่ห้องเรียนก่อนนะคะ"
"เงียบไปเลย!!"
หน้าของฮารูฮิดูน่ากลัวมาก คุณอาซาฮินะสะดุ้งและนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหวาดๆ แล้วฮารูฮิก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร
"ไม่ต้องห่วง"
ก็เพราะเธอพูด "ไม่ต้องห่วง" นี่แหละ ไอ้เรื่องที่ไม่ควรจะห่วง มันก็เลยน่าห่วงขึ้นมา
"คราวนี้ฉันจะไม่ใช้ร่างกายของมิคูรุเป็นค่ากล้องหรอกน่า แค่อยากให้ช่วยอะไรนิดหน่อยเอง"
คุณอาซาฮินะมองผมด้วยดวงตาเศร้าๆเหมือนดวงตาของลูกวัว
ที่ถูกพาขึ้นรถกระบะและส่งไปโรงเชือด ผมก็เลยพูดกับฮารูฮิโดยไม่ต้องพูดเสียงดัง
"อย่างน้อยบอกพวกเราหน่อยสิว่าอยากให้เราช่วยยังไง
ไม่งั้นทั้งฉันทั้งคุณอาซาฮินะจะไม่ยอมเดินออกจากห้องนี้แน่"
ฮารูฮิทำหน้าเหมือนจะบอกว่า "อะไรของพวกนี้เนี่ย" แล้วก็พูดว่า
"ฉันจะไปหาสปอนเซอร์ ถ้าฉันพานางเอกไปด้วย มันจะสร้างความประทับใจ
ได้มากกว่าไม่ใช่เหรอ นายก็ต้องมาด้วย เพราะเราต้องมีคนแบกของนี่"
(จบบทที่ 1)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนกลับไปอ่าน บทนำ | บทที่ 1(ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) | บทที่ 2 (ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
สารจากสิบโท
กว่าจะพิมพ์บทที่ 1 จบ เล่นเอาเมื่อยมือ ยาวใช้ได้เลยนะครับ คาดว่าแฟนนิยายฮารูฮิคงเมื่อยตากันน่าดูกว่าจะอ่านจบ แต่บทที่ 1 มันหั่นส่วนยากจริงๆ ไม่รู้จะแบ่งตอนไหนถึงจะเหมาะต้องยอมรับเลยครับว่า ตอนนี้ต้องแปลไปเรื่อยๆ แล้วก็ปรับคำไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่า คำบางคำที่ทางbakaใช้มันแปลกๆ จึงผสมกับคำแปลฝั่ง a.f.k. และตีความจากที่ผมเข้าใจลักษณะนิสัยของหน่วยSOSในเวอร์ชั่นอนิเมเป็นหลักครับ สนุกไม่สนุกยังไงติชมได้ครับ เหอะๆแต่มีรายละเอียดฮาๆที่กว่าจะไปเฉลยก็โน่น ตอน Live A Liveแน่ะ ผมก็รออยู่เหมือนกันว่า จะมีอะไรฮาๆรอผมอยู่อีกมั้ย?
ตอนหน้า หน่วยSOSจะออกตามล่าอุปกรณ์การถ่ายทำกัน เหอะๆๆ รออ่านได้เร็วๆนี้ครับ


เจ้าเคียวน์ นี่เบ๊ สมบูรณ์แบบจริงๆ หุ หุ หุ
#1 By Jack149 (158.108.210.206) on 2006-08-19 00:14