นิยายแปลไทย The Sighs of Suzumiya Haruhi บทที่ 1 ส่วนที่ 1
posted on 13 Aug 2006 21:34 by overtime in Novel, Suzumiya-Haruhiสึซึมิยะ ฮารูฮิ ยังทอดถอนใจ บทที่ 1(ส่วนที่1)
----แปล&เรียบเรียงเป็นภาษาไทย : สิบโทเคโรโระ ณ overtime blog
งานเทศกาลเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับโรงเรียน ถึงนานๆจะจัดซักทีก็เถอะ
โรงเรียนผมเองก็เพิ่งจัดงานกีฬาสีไปเมื่อเดือนก่อน ผมล่ะงงมาก
ตอนที่ได้ยินว่าฮารูฮิไปขอให้หน่วยSOSได้เข้าแข่งวิ่งผลัดระหว่างชมรมด้วย
แต่คุณรู้มั้ย หน่วยSOSดันได้แข่งวิ่งผลัดกับเขาจริงๆ แถมยังชนะชมรมกรีฑา ,
ชมรมรักบี้อีกต่างหาก
ผมไม่เคยคิดเลยว่า ฮารูฮินักวิ่งหัวหอกของเราจะวิ่งถึงเส้นชัยก่อน โดยทิ้งห่างคนที่ตามมาถึง 13 ช่วงตัว
ผลก็คือ ความพิเศษของชมรมเรา (ผมไม่เกี่ยวด้วยนา) ก็ถูกพูดกันแบบปากต่อปาก
ลามออกไปทั่วโรงเรียนได้ไวพอๆกับ ตอนที่ได้ยินเสียงปุ่มเตือนไฟไหม้ในชั่วโมงเรียนเลยล่ะ
ข่าวลือส่วนมากก็เรื่องของยัยฮารูฮินี่แหละ แต่จริงๆ นางาโต้ ที่เป็นนักวิ่งไม้ 2 เองก็มีส่วนด้วย
ซึ่งผมไม่เคยนึกเลยว่า เธอจะวิ่งได้เร็วอย่างกับเทเลพอร์ตแบบนั้น
คราวหน้าจะทำอะไรบอกกันมั่งนะ นางาโต้
พอผมถามว่าใช้เวทมนตร์อะไรถึงทำแบบนั้นได้ แอนดรอยด์ไร้อารมณ์ขัน
ที่ถูกสร้างโดยเอเลี่ยนก็อธิบายโดยใช้คำจำพวก "ระดับพลังงาน" กับ "ควอนตัม ลีป"
ซะงั้น ขอบคุณมาก แต่สำหรับผมที่เลิกคิดจะทำงานในสายวิทยาศาสตร์
และไปเรียนทางสายศิลป์แล้วนั้น ผมไม่มีทางเข้าใจเลยว่าเธอพูดถึงอะไร และไม่อยากจะรู้ด้วย
หลังจากงานแข่งกีฬาสีเพี้ยนๆจบไป ผมก็มีเวลานั่งเฉยๆได้เดือนเดียว
ก่อนที่จะรู้ว่า มีงานโรงเรียนรออยู่อีก ตอนนี้คนในโรงเรียนประจำเขตที่ไม่ดีเด่อะไร
ก็กำลังเตรียมงานกันแล้ว ซึ่งจริงๆแล้ว คนที่ต้องการจะทำอะไรจริงๆ ก็มีแค่พวกอาจารย์
กับ คณะกรรมการจัดงาน และพวกชมรมศิลปเท่านั้นแหละ
เพราะนี่เป็นงานเดียวที่พวกนี้จะได้เชิดหน้าชูตาล่ะนะ
ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ชมรมต่างๆจะร่วมออกร้านในงานโรงเรียน
แต่ชมรมที่ยังไม่เป็นทางการแบบหน่วยSOS ก็คงไม่จำเป็นต้องไปออกงานอะไรกับเขาหรอก
แต่ถ้าชมรมเราต้องไปออกร้านอะไรกับเขาจริงๆ
ผมคงไม่รังเกียจที่จะไปจับแมวแถวบ้านมาขังในกรง และติดป้าย "เอเลี่ยนพันธุ์หายาก"
เอามาตั้งโชว์หาเงินแบบในละครสัตว์ แต่คงไม่แจ่มมั้ง?
เพราะถ้าคนไร้อารมณ์ขันมาเห็นคงโวยสายกันยกใหญ่
ส่วนคนที่มีอารมณ์ขันคงแค่ยืนขำๆ ไม่เห็นมีอะไรดีเล้ย
อีกอย่างผมไม่เห็นจำเป็นต้องเค้นสมองคิดอะไรให้งานโรงเรียนเลยนี่
ผมไม่มีแรงจูงใจเลยซักกะตี้ด งานโรงเรียนที่จัดในโรงเรียนที่แสนจะเข้มงวด
มันก็เป็นได้แค่งานที่จืดชืด ถ้าไม่เชื่อผมก็ลองไปดูโรงเรียนที่เขามีงานโรงเรียนดูเอานะ
แล้วคุณจะรู้ว่ามันก็แค่งานโรงเรียนธรรมดาๆแหละ
อ้อ แล้วถ้าคุณอยากรู้ว่า ห้อง ม.4/5 ที่ผมกับฮารูฮิอยู่ เขาทำอะไรกันล่ะก็..
เราก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่า สอบถามความสมัครใจของคนในห้อง
เพื่อให้มีอะไรไปออกงานเท่านั้นแหละ หลังจากอาซากุระหายตัวไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
ก็ไม่มีนักเรียนคนไหนบ้าพอจะมาเป็นผู้นำของห้อง
แผนในตอนนี้ก็เลยมีแค่ทำตามที่ อ.ประจำชั้น อ.โอคาเบะ นั่งเคร่งเครียดคิดขึ้นมา
ในชั่วโมงโฮมรูมที่น้านนานและน่าอึดอัดเท่านั้นแหละ ไม่มีใครอยากทำ
หรืออยากค้านเลย เพราะกว่าจะตกลงกันได้ก็จะหมดชั่วโมงแล้ว
แถมไม่มีใครรู้ว่าจะถามความสมัครใจไปทำอะไร หรือใครจะสนุกที่ทำแบบนี้
แต่ทุกคนก็สนุกให้เต็มที่นะ พยายามเข้านะทุกคน
และด้วยเรื่องที่ว่า ผมเลยเพลียเหมือนคนเป็นโรคเซื่องซึม
แต่ก็ยังเดินไปห้องชมรมเหมือนทุกวัน ทำไมน่ะเหรอ?
ก็เพราะผู้หญิงที่นั่งข้างหลังผมพูดว่าเงี้ย
"คำถามพวกนี้งี่เง่าชะมัด"
ยัยนี่ทำหน้าเซ็งเหมือนตอนที่เผลอเทซอสลงในถ้วยนัตโตะเลย
"มันสนุกตรงไหนเนี่ย ไม่เห็นเข้าใจเลย"
แล้วทำไมคุณพี่ไม่แนะนำอะไรหน่อยละค้าบ? พี่อยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ?
ตอนที่เห็น อ.โอคาเบะยืนเหมือนผีไร้ญาติตอนที่ไม่มีใครยอมฟังแกพูดน่ะ
"ช่างเหอะ ฉันไม่เคยคิดจะร่วมกิจกรรมโรงเรียนอยู่แล้วนี่
ไปทำกิจกรรมกับคนพวกนั้นไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย"
แล้วไม่ใช่เธอหรือไง? คนที่ชนะการแข่งวิ่งผลัดระหว่างชมรม
ในงานกีฬาสีแบบเหมาทุกรายการ ทั้งระยะสั้น , ระยะกลาง และ ระยะไกล
ในตำแหน่งไม้สุดท้ายน่ะ หรือว่าฉันจำผิด?
"ไม่เหมือนกันซะหน่อย"
"ต่างกันตรงไหน?"
"งานโรงเรียนก็คือ งานโรงเรียน หรืออาจจะเรียกว่างานวิทยาลัยก็ได้
ถึงโรงเรียนรัฐบาลจะไม่ค่อยเรียกตัวเองว่าวิทยาลัยเหมือนกันแหละ
ยังไงก็เถอะ งานโรงเรียนน่ะเป็นสุดยอดอีเว้นท์ของปีเลย ไม่ใช่เหรอไง?
จริงเร้อ?
"แน่นอนอยู่แล้ว" เธอพยักหน้าอย่างเร่าร้อน และประกาศออกมาต่อหน้าผมว่า
"เราหน่วยSOSจะทำอะไรที่มันสนุกสุดๆไปเลย"
หน้าของฮารูฮิส่องเป็นประกายเหมือนตอนที่ฮันนิบาล ตัดสินใจ
จะข้ามเทือกเขาแอลป์ในช่วงสงครามพูนิกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว
แต่ก็แค่เปลือกนอกแหละ
ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาไม่เคยเลยซักครั้งที่ "อะไรสนุกสุดๆ" ของฮารูฮิ
จะสนุกสำหรับผมเลยซักครั้ง แถมทุกครั้งผมยังเหนื่อยแทบตายอีกต่างหาก
อย่างน้อยก็ผมกับคุณอาซาฮินะล่ะนะ เพราะในชมรมมีแต่เรา 2 คนเท่านั้นแหละ
ที่เป็นคนธรรมดา
เท่าที่ผมรู้มา ในโลกแห่งนี้ ฮารูฮิน่ะไม่ใช่คนธรรมดา ในขณะที่โคอิสึมิน่ะ
มีรูปแบบความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนคนธรรมดา ส่วนนางาโต้น่ะไม่ใช่มนุษย์มาตั้งแต่แรกแล้ว
ถามจริงเหอะ ผมจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขท่ามกลางคนเหนือมนุษย์พวกนี้ได้ยังไง?
ผมไม่อยากมีส่วนร่วมในเรื่องบ้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
แค่คิดเล่นๆล่ะนะ ถ้าตอนนี้มีใครให้ปืนกับผม ผมคงยิงหัวตัวเองแน่
ผมล่ะอยากเผาเซลสมองที่เก็บเรื่องราวที่ผ่านมาเหลือเกิน
ถึงผมจะไม่รู้ว่าฮารูฮิจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ก็ตามที
บางทีผมคงยุ่งอยู่กับความอยากลบความทรงจำในอดีตมากเกินไป
เพราะผมไม่ได้ยินเลยว่า ยัยคนน่ารำคาญข้างๆผมกำลังพูดอะไรอยู่..
"นี่เคียวน์ฟังอยู่หรือเปล่า?"
"ไม่ทันฟังน่ะ เธอพูดว่าอะไรนะ?"
"งานโรงเรียนไง งานโรงเรียนเชียวนะ นายน่าจะตื่นเต้นกว่านี้หน่อยสิ
เพราะนายจะได้ร่วมงานโรงเรียนในฐานะเด็ก ม.4 แค่ปีเดียวครั้งเดียวเองนะ"
"ก็ใช่อยู่ แต่ไม่เห็นต้องเอาจริงขนาดนี้เลยนี่"
"ต้องเอาจริงสิยะ งานโรงเรียนน่ะมีบ่อยซะที่ไหน แล้วมันจะเป็นงานโรงเรียนได้ไง
ถ้าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น งานโรงเรียนที่ฉันรู้น่ะมันต้องเป็นแบบนั้นสิ"
"ตอนเรียน ม.ต้น เธอก็ทำอะไรสุดๆมาแล้วหรือไง?"
"เปล่าเลย ไม่สนุกเลยซักนิด ดังนั้นงานโรงเรียนตอน ม.ปลาย ยังไงก็ต้องสนุก"
"แล้วจะทำให้สนุกยังไงล่ะ?"
"อย่างมีผีตัวจริงในบ้านผีสิง; จำนวนขั้นบันได ที่จู่ๆก็เพิ่มขึ้น;
เรื่องประหลาดในโรงเรียน 7 เรื่อง เพิ่มขึ้นเป็น 13 เรื่อง;
ผมทรงแอฟโฟร่ที่ใหญ่เป็น 3 เท่าของปกติไปอยู่บนหัวของอาจารย์ใหญ่;
อาคารเรียนกลายร่างเป็นหุ่นยักษ์ และไปสู้กับสัตว์ประหลาดใต้ทะเล;
แล้วให้ดอกบ๊วยเป็นสัญลักษณ์แทนฤดูใบไม้ร่วง ประมาณนี้แหละ
(วรรณกรรมของญี่ปุ่นมักใช้สัญลักษณ์มากมายแทนการนิยามฤดูกาล
เช่นการใช้ดอกซากุระแทนฤดูใบไม้ผลิ , ปลาทองแทนฤดูร้อน ส่วนดอกบ๊วยแทนฤดูใบไม้ผลิ)
พอฟังได้ครึ่งนึง ผมก็ขี้เกียจฟังฮารูฮิพล่าม ผลเลยไม่รู้ว่าฮารูฮิพูดถึงบันไดกี่ขั้นกันแน่
ถ้ามีใครฟังอยู่ ว่างๆ มาบอกผมทีนะ
"เฮ่อ ช่างเถอะ เดี๋ยวพอไปที่ชมรมแล้ว ฉันจะอธิบายอีกที"
ฮารูฮิออกอาการเซ็งและทำหน้าบึ้งซะ แล้วเราก็เดินเข้าห้องชมรมทันที
ใต้แผ่นป้าย "ชมรมวรรณกรรม" มีเศษกระดาษที่เขียนว่า "with หน่วยSOS" แปะอยู่ด้วย
"เราอยู่ห้องนี้มาครึ่งปี แต่ไม่มีใครบอกว่าห้องนี้เป็นชมรมเราเลย"
พอพูดจบยัยนี่ก็มั่วถือสิทธิ์ของตัวเองและพยายามจะเปลี่ยนป้ายชมรม
แต่ผมห้ามไว้ก่อน คนเราน่ะต้องรู้จักยั้งคิดซะบ้างนะ ฮารูฮิ
ฮารูฮิเปิดประตูทั้งๆที่ยังไม่ได้เคาะ ผมเลยเห็นนางฟ้ายืนในห้องชมรม
เรา 2 คนสบตากัน และยิ้มให้ผมเหมือนดอกลิลลี่แย้มบาน
"อ๊ะ ..สวัสดีค่ะ"
สาวน้อยผู้ใส่ชุดเหมด(Maid)ยืนกวาดพื้นห้องชมรมด้วยไม้กวาดก็คือ
ยอดนักชงชาผู้ทรงเกียรติของหน่วยSOS คุณอาซาฮินะ มิคูรุคนนั้นแหละ
เหมือนอย่างทุกที เธอต้อนรับผมด้วยรอยยิ้ม เหมือนเธอเป็นภูติน้อยน่ารักประจำชมรมของเรา
จริงๆแล้วเธอคงเป็นนางฟ้าแทนที่จะเป็นมนุษย์อนาคตล่ะมั้ง?
คุณอาซาฮินะถูกฮารูฮิลากตัวมาเข้าหน่วยSOSด้วยเหตุผลที่ฮารูฮิมั่วขึ้นมาว่า
"ชมรมเราต้องการแมสค็อต" จากนั้นตามความต้องการของฮารูฮิ
คุณอาซาฮินะก็ถูกจับแต่งตัวเป็นเหมด และจากนั้นเธอก็กลายเป็นเหมดของหน่วยSOS
ในช่วงเวลาหลักเลิกเรียนอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพราะมีอะไรในสมองของเธอหลวมหรอกนะ
แต่เพราะเธอเป็นสาวใสซื่อใจดี จนน้ำตาของผมแทบไหลเลยทีเดียว
คุณอาซาฮินะใส่มาหมดแล้ว ทั้งบันนี่ เกิร์ล , นางพยาบาล, เชียร์ ลีดเดอร์
แต่ผมยืนยันได้เลยว่า เธอแจ่มที่สุดในชุดเหมด พูดง่ายๆ นั่นเพราะชุดนี้ไม่มีความหมายซ่อนหรือ
จะดูไม่เหมาะสมเลยซักนิด ผมเลยอยากให้เธฮใส่ชุดนี้ทุกวันเลย
ดีไม่ดีผมควรจะให้คำแนะนำซะหน่อยดีกว่า
เพราะพักหลังๆฮารูฮิทำอะไรไม่ค่อยมีเหตุผลเอาซะเลย
แถมสิ่งที่ยัยนั่นทำดันกลายเป็นชนวนของเรื่องอื่นแทน
และไอ้เรื่องที่ว่าน่ะ มันสร้างปัญหาให้ผมทีหลังทุกที
ผมเลยอยากให้ทุกอย่างที่ยั่ยนั่นทำไม่มีความหมายแฝงจริงๆนะ
จริงๆฮารูฮิก็ทำเรื่องดีๆอยู่บ้างไม่สิ เรื่องดีเรื่องเดียวที่ยั่ยนี่เคยทำต่างหาก---
ก็คือ การจับคุณอาซาฮินะใส่ชุดเหมดนี่ล่ะ แถมมันยังเข้ากับเธอสุดๆจนทำให้หัวผมโล้งโล่งทุกวันเลย
นี่คงเป็นสิ่งที่เดียวที่ผมไม่เคยโทษฮารูฮิ ผมไม่รู้หรอกนะว่ายัยนั่นไปเอาชุดมาจากไหน
หรือชุดมันจะแพงเท่าไหร่ แต่ฮารูฮินี่มีเซ้นส์ทางแฟชั่นดีเยี่ยมเลยล่ะ
แน่นอนต้องยกความดีให้คุณอาซาฮินะที่เป็นดั่งซูเปอร์โมเดล (Super Model)
ที่ใส่อะไรก็แจ่มอยู่แล้วด้วยนะเนี่ย
แต่ยังไงชุดที่ผมเลิฟสุดก็คือ ชุดเหมดนี่ล่ะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมมองแล้วเพลินสุดๆไง
"ฉันเตรียมน้ำชาเอาไว้แล้วค่ะ"
คุณอาซาฮินะพูดด้วยเสียงน่ารักๆของเธอ พร้อมกับเก็บไม้กวาดเข้าตู้
แล้วเธอก็รีบวิ่งไปจัดเตรียมถ้วยชาส่วนตัวของพวกเรา
ผมรู้สึกถึงอะไรหนักๆอยู่ข้างๆตัวผม ทันใดนั้นยัยฮารูฮิก็ตีศอกผม
"จ้องจนตาจะเหล่อยู่แล้ว"
สงสัยผมจะเพ่งตามองการเคลื่อนไหวสุดน่ารักของคุณอาซาฮินะมากเกินไปล่ะมั้ง?
,แหม..ไม่ว่าใครก็ต้องทำแบบผม ถ้าคุณได้เห็นความงามแช่มช้อยของคุณอาซาฮินะแบบผมล่ะนะ
ฮารูฮิใส่ปลอกแขน "หัวหน้าหน่วย" ที่หยิบมาจากโต๊ะทำงานที่มีปิระมิดสีดำที่มีคำว่า
"หัวหน้าหน่วย"วางอยู่ เธอเขี่ยเก้าอี้เหล็กออกมานั่งเอนหลัง และมองไปรอบห้อง
สมาชิกหน่วยอีกคนนั่งอ่านหนังสือเล่มหนาอยู่ที่มุมโต๊ะ
""
คนที่ก้มหน้าก้มตาอ่านโดยไม่สนใจใคร ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก
นางาโต้ ยูกิ เด็ก ม.4 สมาชิกเพียงคนเดียวของชมรมวรรณกรรม
คนที่ฮารูฮิคิดเพียงว่า "ของแถมที่มาพร้อมกับการยึดห้องชมรม" คนนั้นแหละ
ตัวตนของนางาโต้เบาบางกว่าไนโตรเจ้นในชั้นบรรยากาศ
แต่ที่มาที่ไปของเธอพิสดารยิ่งกว่าใครทั้งหมด ความพิเศษของเธอพิเศษยิ่งกว่าฮารูฮิ
ความพิเศษของฮารูฮิน่ะไม่ค่อยสมเหตุสมผล
แต่กลับกันเรื่องของนางาโต้มีเหตุมีผลซะจนผมยังมึน
ถ้าผมเชื่อในสิ่งที่นางาโต้เล่าให้ฟังล่ะก็ ผู้หญิงคนที่เงียบ-ไร้อารมณ์-ไร้การแสดงออก-ไม่มีหัวใจ
บวกกับสาวน้อยผมสั้น หน้าตาน่ารักในชุดนักเรียนคนนี้ไม่ใช่มนุษย์
แต่เป็นฮิวมานอยด์ อินเตอร์เฟส ถ้าถามผมว่านั่นคืออะไร ผมก็อธิบายไม่ถูก
เพราะเธอบอกว่า เธอเป็นแบบนั้น มันก็คงเป็นเรื่องจริง
ผมเลยไม่คิดจะถามเธอต่อ แต่แน่นอนฮารูฮิน่ะไม่รู้เรื่องนี้หรอก
สำหรับฮารูฮิแล้ว นางาโต้ก็เป็น "แค่หนอนหนังสือเพี้ยนๆ" เท่านั้นแหละ
เพียงแต่คำว่า "แค่" มันอาจจะดูถูกกันไปนิดนึง
"แล้วโคอิสึมิคุงล่ะ?"
ฮารูฮิส่งสายตาแหลมคมออกมา จนคุณอาซาฮินะสะดุ้งโหยง
"ไม่-ไม่ทราบค่ะ เขายังไม่มาเลยค่ะ แต่มาช้าจังเลยนะ"
ในมือของคุณอาซาฮินะมีใบชาที่หยิบออกจากกระบอกเก็บชาอย่างระมัดระวัง
และหย่อนลงในกาน้ำชา ผมมองไปที่ราวแขวนเสื้อที่มุมห้อง ราวที่ว่าแขวนชุดซะเพียบ
อย่างกับอยู่ในห้องเปลี่ยนชุดของชมรมการละคร ดูจากซ้ายไปขวาก็มี
ชุดพยาบาล,ชุดบันนี่ เกิร์ล , ชุดเหมดฤดูร้อน , ชุดเชียร์ลีดเดอร์ , ชุดยูกาตะ ,
เสื้อกาวน์สีขาวของหมอ , ชุดลายเสือดาว, ชุดตุ๊กตากบ
แล้วก็มีชุดอีกเยอะแยะซ้อนกันเพียบจนผมแยกไม่ออก
แต่ละชุด แต่ละชุดได้ผ่านความอบอุ่นของเนื้อตัวคุณอาซาฮินะมาแล้ว
ทั้งนั้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับคุณอาซาฮินะแล้ว ชุดพวกนี้ไม่มีความหมายอะไร
มันมีความหมายอย่างเดียวคือ ความพอใจของฮารูฮิ
สงสัยยัยนี่คงมีความหลังฝังใจมาตั้งแต่เด็กล่ะมั้ง?
แบบประมาณว่า พ่อแม่ไม่ยอมซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ให้ เลยมาจับคุณอาซาฮินะเล่นแต่งตัวอยู่แบบนี้ไง
แต่กลับบาดแผลทางใจที่เพิ่งมีเอาตอนโตของคุณอาซาฮินะคงค่อยๆเพิ่ม
ไปพร้อมๆ กับจำนวนครั้งที่ดวงตาของผมได้เห็นภาพชวนฝันล่ะนะ
แต่มานึกๆดู ผมเดาว่างานนี้คงแต่คนมีความสุขมากกว่าจะทุกข์ล่ะนะ
ผมเลยปิดปากเงียบไร้คำต่อต้าน
"มิคูรุจัง น้ำชา" | ![]() |
"ช่างเถอะ มิคูรุจัง เธอลองฝึกกับเคียวน์ซิ คราวนี้เธอต้องทำถ้วยชาตกใส่หัวเคียวน์เลยนะ"
"หา?"
คุณอาซาฮินะร้องและหันมาทางผม ผมอยากจะหาอะไรมาเจาะหัวยัยเบื๊อกฮารูฮิ
และหาอะไรมาเปลี่ยนกับสมองของยัยนี่จริงๆ แต่หายังไงก็ไม่เจอเลยได้แต่ถอนหายใจ
"คุณอาซาฮินะ คงมีแต่คนมีปัญหาทางจิตเท่านั้นแหละ ที่จะฮากับมุกที่ฮารูฮิพูดน่ะ"
ผมอยากพูดว่า น่าจะรู้มาตั้งนานแล้วนะครับ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกมาหรอก
แล้วก็เห็นฮารูฮิทำตาขวาง
"นี่เจ้าโง่ตรงนั้นน่ะ ฉันไม่ได้ล้อเล่น ฉันเอาจริงเสมอแหละ"
นี่มันแย่กว่าที่ผมคิดอีกนะเนี่ย ฮารูฮิเธอน่าจะไปทำ CT สแกนซะทีนะ
ถ้าผมโมโหทุกครั้งที่ยัยนี่เรียกผมว่า "เจ้าโง่" ล่ะก็ หมายความว่าผมไม่มีอารมณ์ขันใช่มั้ยเนี่ย?
"ช่างเหอะ เดี๋ยวฉันทำให้ดูก่อน แล้วทำตามฉันนะ มิคูรุจัง"
ฮารูฮิลุกจากเก้าอี้เหล็ก แล้วคว้าถาดจากคุณอาซาฮินะที่ทำปากพะงาบๆ
แล้วก็ยกกาน้ำชา และรินน้ำชาใส่ถ้วยที่มีชื่อผมเขียนอยู่
ผมมองดูเฉยๆโดยไม่ได้พูดอะไร ฮารูฮิวางถ้วยบนถาดและรินน้ำชาจนถ้วยเลอะถาดไปหมด
จากนั้นก็เหล่มาจากที่ผมยืนอยู่ เธอพยักหน้าและเดินปรี่เข้ามา แต่ผมก็คว้าถ้วยน้ำชาออกมาซะก่อน
"นี่อย่ามาขวางสิ"
ขวาง? ถ้ามีใครพร้อมใจยืนรอให้น้ำชาร้อนๆราดใส่หัวล่ะก็
หมอนั่นคงเป็นคนดีเกินไป ไม่งั้นก็คงเป็นนักล่าเงินประกันแหง
แล้วผมก็ยืนดื่มชาเขียวที่ฮารูฮิพึ่งชงให้ผม และสงสัยว่า ทั้งๆที่ใช้ใบชาเดียวกัน
ไหงรสชาติมันห่วยกว่าที่คุณอาซาฮินะชงให้จังฟะ? จริงๆก็ไม่ต้องสงสัยหรอก
สิ่งที่ต่างกันคงเป็นรสชาติที่มาจาก "ความรัก" ล่ะนะ
ถ้าคุณอาซาฮินะเป็นเหมือนกุหลาบขาวที่บานกลางป่าล่ะก็
ยัยฮารูฮิคงเป็นกุหลาบพันธุ์หายากที่ไม่ยอมบานและดอกเยินมาตั้งแต่แรก
แถมบางทีคงไม่มีเกสรด้วยล่ะมั้ง?
ฮารูฮิมองผมที่กำลังดื่มชา เหมือนอยากจะว่าอะไรผมซักอย่าง
"ฮึ"
เธอสยายผมแรงๆ และกลับไปที่นั่งของตัวเอง ยัยนั่นทำหน้าเหมือนพึ่งไปกินยาหม้อขมๆมา
คุณอาซาฮินะถอนหายใจอย่างโล่งอก และกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
เธอรินชาใส่ถ้วยของนางาโต้ และวางไว้ตรงหน้าของหนอนหนังสือคนเดิม
นางาโต้ไม่ได้ใส่ใจ ยังอ่านหนังสือปกแข็งต่อไป นี่นางาโต้
เธอน่าจะพยายามแสดงความขอบคุณออกมาซะบ้างนะ
ถ้าเป็นเจ้าทานิงูจิล่ะก็ หมอนั่นคงใช้เวลาซัก 3 วันกว่า
จะดื่มชาของคุณอาซาฮินะหมดถ้วย
"."
นางาโต้ยังคงพลิกหน้าหนังสือโดยไม่หันมาแล
ซึ่งยัยนี่ก็ทำแบบนี้มาตลอด คุณอาซาฮินะเลยไม่ได้ใส่ใจ
และไปเตรียมถ้วยชาของตัวเอง
ตอนนั้นสมาชิกคนที่ 5 ก็มาถึง ถึงจะไม่มีใครสนใจว่าหมอนี่จะมาหรือไม่มาก็ทีเถอะ
"ขอโทษที่มาช้าครับ โฮมรูมเลิกช้ากว่าปกติน่ะครับ"
ผู้ชายที่ยืนยิ้มโปรยเสน่ห์อยู่ที่หน้าประตูก็คือ นักเรียนใหม่ลึกลับ
โคอิสึมิ อิตสึกิ เจ้าของหน้าหล่อๆ กับรอยยิ้มพราวเสน่ห์
คนที่ผมจะไม่มีวันแนะนำให้แฟนรู้จักเด็ดขาด ถ้าผมมีแฟนน่ะนะ
"รู้สึกผมจะมาเป็นคนสุดท้าย ถ้าการประชุมช้าเพราะผมล่ะก็
ให้ผมเลี้ยงน้ำขอโทษดีมั้ยครับ?"
ประชุม ? อะไรนะ? ไม่เห็นรู้เลยว่าจะมีประชุมด้วย
"นี่ถ้าไม่เตือน ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ย" ฮารูฮิพูดพร้อมกับนั่งท้าวคาง
"ฉันไปบอกทุกคนตอนพักเที่ยงมาทีนึงแล้ว เพราะคิดว่าจะบอกนายตอนไหนก็ได้นี่"
ยัยนี่มีเวลาเดินไปห้องอื่น แต่ดันไม่มีเวลาบอกไอ้เบื๊อกที่นั่งอยู่ข้างหน้าตัวเองเลยหรือไงฟะ?
"แล้วไง? ผลมันก็เหมือนเดิมแหละ เรื่องสำคัญมันไม่ใช่ตอนที่นายรู้ซะหน่อย
มันอยู่ตอนที่นายกำลังจะทำต่างหากเล่า"
ฟังเฉยๆก็ดูดีนะ แต่ผมรู้อย่างเดียวทุกอย่างที่ยัยนี่จะทำ มันต้องทำให้อารมณ์ผมเสียทุกทีแหละ
"ที่สำคัญก็คือ เราต้องคิดถึงเรื่องที่ทำต่อไปในตอนนี้"
เฮ่อ..เลิกใช้ภาษาผิดๆถูกๆซะทีสิ แล้วสรุปว่าเธอจะหมายถึง ตัวเธอเอง หรือ พวกเราทุกคนกันแน่ หา?
ฟังแล้วงง
"แน่นอน ฉันหมายถึงเราทุกคน นี่เป็นกิจกรรมของหน่วยSOSไงล่ะ!"
กิจกรรม?
"ก็ที่ฉันเพิ่งบอกไปไงเล่า ถ้าพูดถึงกิจกรรมในช่วงนี้ของปี มันก็ต้องเป็นงานโรงเรียนอยู่แล้วแหละ"
งั้นมันก็ไม่ใช่กิจกรรมชมรมแล้ว เป็นกิจกรรมของโรงเรียนต่างหาก
ถ้าเธออยากจะดันงานโรงเรียนให้ดังซะเต็มประดาล่ะก็
น่าจะสมัครเป็นคณะกรรมการจัดงานซะก็หมดเรื่อง
ที่นั่นมีงานขี้ข้าให้ทำเป็นภูเขาเลยล่ะ
"ทำแบบนั้นก็ไม่มีความหมายสิยะ ที่เราต้องการคือ กิจกรรมในแบบของหน่วยSOSต่างหาก!!
ฉันน่ะทุ่มเทในการสร้างชื่อให้กับหน่วยมาตลอด
จนตอนนี้ไม่มีใครกล้าบอกว่าไม่รู้จักชมรมสุดยอดโดดเด่นของเราแล้ว ถูกต้องป่ะ?"
แล้วอะไรคือ กิจกรรมในแบบของหน่วยSOSล่ะ?
ผมนึกน้อนไปว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หน่วย SOS ทำอะไรมาบ้าง?
แล้วก็เกิดห่อเหี่ยวขึ้นมาซะงั้น
สำหรับเธอมันจะยากอะไร? ก็เอาแค่เรื่องที่นึกออกเขวี้ยงใส่คนในชมรมนี่หว่า
แต่รู้บ้างมั้ย? ว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ฉันกับคุณอาซาฮินะนะต้องทนทุกข์ทรมานมามากแค่ไหน?
โคอิสึมิก็เอาแต่ยิ้มเหมือนคนบ้า ส่วนนางาโต้น่ะไม่เคยช่วยอะไรเล้ย
อ๊ะ แต่คุณอาซาฮินะก็ไม่เหมือนคนธรรมดาเขาหรอกนะ แต่พอดีน่ารัก ผมก็เลยหยวนๆให้
เพราะสิ่งที่เธอต้องทำคือ ยืนเฉยๆ ให้เป็นขวัญตาและเป็นขวัญกำลังใจให้ผมก็พอแล้ว
"เราต้องทำในสิ่งที่ตอบรับความคาดหวังของทุกคนได้"
ฮารูฮิพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ว่าก็ว่าเถอะ มีใครเขาคาดหวังอะไรจากหน่วยSOSมิทราบ?
แหม..ผมก็อยากรู้เหมือนกันน่าไปทำแบบสอบถามมานะ
แล้วฉันก็ไม่เห็นว่าเธอจะได้ทำให้ชมรมพัฒนาขึ้นมาซักนิด จำนวนสมาชิกก็เท่าเดิม
และยังไม่ได้เลื่อนชั้นเป็นชมรมจริงๆซะที แต่เป็นอย่างนี้ต่อไปก็ไม่เลว
ยังไงซักวัน รถด่วนสายฮารูฮิก็คงต้องหยุดทำการ เพราะมีผู้โดยสารแค่ 5 คน
บนรถด่วนขบวนนี้ แต่ผมล่ะอยากให้ใครมาเสียบแทนผมจริงๆ
ถ้าหาได้จริงๆ ให้ผมจ้างชั่วโมงละ 100 เยนก็ยอมฟะ
(จบส่วนที่ 1)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ย้อนกลับไปอ่าน บทนำ | บทที่ 1(ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) | บทที่ 2 (ส่วนที่1) (ส่วนที่ 2) (ส่วนที่ 3)
-----------------------------------------------------------------------------------------------
สารจากสิบโท
ก็มาเข้าเรื่องหลักกันซะทีนะครับ สำหรับบทที่ 1 คงจะมีอีก 1 ส่วนรอให้อ่านกัน ขอค่อยๆแปลนะครับ เพราะยาวพอใช้ได้เลย แต่สนุกแน่ครับ ตอนนี้ผมกำลังแปลไปเรื่อยๆ แล้วพอมาพิมพ์ลงคอมฯจะเรียบเรียงภาษาอีกที เลยใช้เวลาเยอะหน่อย ก็เหมือนเดิมครับ ถ้าถูกใจ ไม่ถูกใจ หรืออ่านแล้วเฉยๆ ก็รบกวนช่วยกัน comment กันคนละครั้ง ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับผม หรือจะทำlinkมาให้เพื่อนๆอ่านก็ไม่รังเกียจครับ ขออย่างเดียวอย่าcopyไปแปะที่อื่นเลยครับ คนแปลจะได้มีกำลังใจแปลไปเรื่อยๆ รบกวนด้วยนะครับ


)
เด๋วตามอ่านก็เน่อ - - (ปกติอ่านแล้วชอบข้ามบรรทัด เพราะนานๆแล้วตาลาย -"- )
ปล.อ่านเส็ดจะรออ่านต่อนะ ^_^
#1 By mimie-chan on 2006-08-13 22:10