ช่วงนี้ชาวกรุงเทพฯ คงได้สัมผัสอากาศเย็นสบายตัวที่ไม่ได้สัมผัสมานานกันแล้วนะครับ แต่ทำไมไม่รู้ พอลมเย็นๆพัดผ่าน ก็พาลไปนึกถึงความเหงา หรือ ความโดดเดี่ยวขึ้นมาซะอย่างนั้น entryนี้ยาวเหยียดมาก (ใครไม่อยากอ่านเรื่องที่ผมบ่นก็กลับ back กลับไปหน้าที่คุณเพิ่งอ่านไปละกันนะครับ)

แม้ตัวผมเองจะยอมรับความแปลกแยกที่เป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยเข้าสังคมของตัวเองได้มานานแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามว่า "ทำไมคนเราต้องเอาอกเอาใจกัน หรือ พยายามปรับตัวเข้าหากันด้วยนะ?" อยู่ในใจมาตลอด ผมไม่ได้เขียน entry นี้เพื่ออะไร เพียงแค่พิมพ์สิ่งที่ค้างในหัวก่อนที่จะลืมน่ะครับ

ทุกวันนี้ งานการที่ผมทำอยู่เป็นงานจำพวก ทำงานส่งตามเวลา ทำงานให้ทันกำหนดการขาย ซึ่งโดยมาก ไม่มีคำว่า "สบาย" อยู่ในงานที่รับผิดชอบเลย แม้มองจากสายตาคนชอบการ์ตูน ก็คงคิดกันว่า "ได้ทำงานที่ชอบก็น่าจะสบายไม่ใช่เหรอ?" ครับ งานที่ชอบมันก็ไม่ลำบากใจในการทำงานเลย ทำงานได้คล่องตัว เพียงแต่ปริมาณการทำงานมันมากมาย จนทำงานได้ไม่ค่อยทันเวลา ก็เกิด "ความลำบาก" มาบ้าง

ผลคือ ในระหว่างการเคลียร์งานให้เสร็จในแต่ละวันนั้น ทำให้ผมตัวติดโต๊ะคอมพิวเตอร์เกือบจะตลอดเวลาทำงานของออฟฟิศเลยทีเดียว และด้วยงานของผมนั้นเป็นงานที่ทำโดยลำพัง จึงไม่ต้องไปปรึกษาใครในระหว่างการทำงานนัก จะมีก็แต่ปรึกษากับหัวหน้าแผนกในการจบงานแต่ละชิ้นเท่านั้น ผมจึงไม่ค่อยได้โผล่หน้าไปที่แผนกอื่นเลย แม้จะลุกจากโต๊ะไปชงกาแฟ หรือไปเข้าห้องน้ำบ้าง แต่บางทีก็ไม่บทสนทนากับเพื่อนร่วมงานเลย เพราะผมคิดงานอยู่ตลอดเวลา จะพูดอะไรที ถ้าไม่เกี่ยวกับการงานก็ไม่รู้จะพูดทำไม เพราะผมไม่ได้แบ่งสมองไปทางอื่นบ้าง งานที่ต้องการการรวบรวมสมาธิก็เป็นแบบนี้

แต่พอมากๆเข้า ผมก็เห็นถึงความแปลกแยกของตัวเองที่ไม่สามารถรับรู้สภาพของสังคมในออฟฟิศเลย เหมือนดูละครโทรทัศน์แบบข้ามๆตอน ผลคือ ไม่รู้เรื่องเสียอย่างนั้น คือผมได้ฟังคนในออฟฟิศคุยเรื่องนู้นเรี่องนี้แล้ว จับต้นชนปลายไม่ถูกบ่อยๆ คงเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขาที่มีการพูดคุยกันในระหว่างที่ผมหลังขดหลังแข็งหน้าคอมเพื่อให้งานเสร็จ ผมไม่ได้คิดไปถึงว่า "งานยุ่งแบบนี้เอาเวลาที่ไหนมาคุยกันล่ะเนี่ย?" หรอกนะครับ เพราะต่างคนต่างมีการจัดสรรเวลาในการทำงานไม่เท่ากัน ผมเป็นพวกตรงเวลา เข้างานตอนไหนก็มาตอนนั้น เลิกงานตอนไหนก็ไม่รอช้าที่จะกลับ หากไม่มีงานค้างอยู่ ก็อยากจะกลับบ้าน พักผ่อนให้หายเครียดจากงานที่ทำในแต่ละวัน คนอื่นๆที่เขาคุยกันเยอะแยะคงเอาเวลางานมาคุย แล้วมาจบงานกันตอนกลางคืน ทั้งที่บริษัทผมไม่มีค่าล่วงเวลานะครับ แต่ก็เห็นอยู่กันดึกๆดื่นๆ กันหลายวันใน 1 เดือนเลยล่ะ ก็แล้วแต่เขา เราใช้ชีวิตไม่เหมือนกันนี่

แต่เพราะไอ้การที่ไม่ไปใช้ชีวิตทางเดียวกับเขาหรือเปล่านะ เราถึงรู้สึกว้าเหว่แบบนี้ คือ เคยได้ยินว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับเขาให้ได้ แต่ผมก็คิดมุมกลับว่า ทำไมเราต้องปรับฝ่ายเดียวล่ะ? ทำไมทางโน้นไม่ปรับเข้ากับเราบ้าง? ผมว่ามันไม่แฟร์นะครับ (แต่เกิดมีคนคิดแบบผมมากๆ สงสัยคงไม่มีคนยอมคุยกันแล้วล่ะ)

บางทีผมก็คิดว่า การหาเพื่อนคุย มันก็เป็นเรื่องของการคลายเหงา เพื่อไม่ให้ตัวเองว้าเหว่ไม่ใช่หรือ? ผมเองพยายามคุยเล่นบ้าง แต่พอคุยที่แผนกอื่น งานตัวเองก็ไม่เสร็จไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมคนที่งานยุ่งๆแบบผม ต้องทำฝ่ายเดียวผมก็ไม่แน่ใจ ความสัมพันธ์ของคนก็เลยขาดหายไปซะอย่างนั้น ที่ออฟฟิศผมมีคนนึงที่น่าทึ่ง เวลาคุยกับคนอื่นก็คุยไปเรื่อย บุคลิกเป็นแบบนึง พอกลับมาทำงานที่โต๊ะก็ทำงานงกๆจนมันอารมณ์เสีย(คงชดเชยที่ไปเม้าท์ที่อื่นมั้ง?) แถมยังทำให้คนในแผนกหงุดหงิดตามมันอีกคือ คนในแผนกเนี่ย ห้ามคุยเล่นเลย ต้องคุยแต่งานกับเขา เพราะมันแทบจะด่ากลับเวลาถามอะไรที่มันคิดว่า "ถามทำไม เรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้" แต่พอคนแผนกอื่นมา มันจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะสาวๆเนี่ยจะคุยดีมาก เหมือนเห็นคนในแผนกไม่ต้องเอาใจ แต่คนอื่นๆต้องแสดงแง่ดีให้เห็น ผมที่เห็นบุคลิก 2 ด้านของเจ้านี่ก็ได้แต่งงว่า มันสามารถแสดงจุดเด่นทั้งชั่วและดีได้สุดโต่งแบบนี้ได้ยังไง? แต่ผมกลับแสดงออกไม่ได้ คงเพราะแบบนี้มั้ง จึงต้องมานั่งเหงาแบบนี้

ส่วนผมใครมาคุย ผมก็คุยได้นะครับ ผมตั้งใจรับฟังด้วย แต่ไม่ค่อยมีใครอยากคุยกับผมนอกจากเรื่องงาน ซึ่งก็ทำให้รู้สึกเหงาๆนิดนึง คือเราไม่เคยแบ่งแยกชนชั้นในการคุยกับใครเลย ใครที่อยากคุยกับเรา เราก็พร้อมจะคุยแท้ๆ แต่ถ้าผมไม่เริ่มก่อนก็กลายเป็นว่า ผมเป็น"พวกสังคมปิด"ไปเสียอย่างนั้น ก็บอกแล้วไงว่า งานยุ่งจนไม่รู้จะเริ่มคุยอะไร ถ้าอยากให้คุยด้วยช่วยเชิญคุยทีเถอะครับ

เฮ่อ รู้ปัญหา แต่แก้ไม่ได้ เพราะการปรับตัวไม่ง่ายอย่างที่คิด( พูดถึงตัวเองแบบนี้อีกแล้ว)

สุดท้ายคงรำพันถึงตัวเองได้แค่"ที่เราเหงาเพราะเราทำตัวเองนี่ จะไปโทษใครได้"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

แต่บางทีการที่เราไม่คบใคร ก็เพราะเรากลัวหรือเปล่าคะ

กลัวที่จะต้องเจออะไรไม่คาดคิด ก็เลยป้องกันตัวเอง ไม่อยากมีใคร

ชิมิคะ
ผมว่าพยายามคุยมากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องปรับตัวก็ได้ครับ เพื่อนผมยังเข้างานตรงเวลา ออกตรงเวลา เขายังคุยเล่นกันได้เลยอ่ะ

#2 By Yashima on 2005-11-25 06:50

/me ตบบ่าพี่ต่อ แปะแปะ

หน้าหนาวแล้วคนเหงาเยอะเนอะ...

ยังไงก็อย่าคิดมากแล้วกันเน้อ พี่ จริงๆ เราก็เป็นตัวของตัวเองนี่นา ถึงจะเหงาบ้างเป็นเวลาแต่ยังดีกว่าเสแสร้งทำเป็นคนอื่นล่ะมั้ง

ไรท์แผ่นเสียบ่อยๆ ก็ได้ เดี๋ยวเข้าบ.ไปคุยด้วยนะ

#3 By draco on 2005-11-25 22:29

เราคล้ายๆกันเลยนะคะ - -"

/me ร่วมตบบ่า แปะแปะ

#4 By Piggy on 2005-11-26 11:02

อ่า แต่เหงาอย่างไร ก็คงไม่เหงาเท่าเคนจิใน Last Life in the universe หรอกมั้ง? อย่างน้อยๆ ผมก็ยังพอใจกับสิ่งดีๆในชีวิตอยู่บ้าง "แม้จะเหงาเราก็มีเรื่องทำให้แก้เหงา" ผมคิดอย่างนั้นครับ อ่า..ขอบคุณ draco กับ piggy ด้วยครับ ขยันมาอ่านที่นี่เรื่อยๆ จะหมั่นไปเยี่ยม Blog ของทั้งคู่ นะครับ
เปิดใจครับ เปิดใจให้กว้างเพื่อรับรู้อะไรหลายๆ อย่างครับพี่ ต้นไม้ใหญ่ยังหันเข้าหาตะวันเลยครับ ต้นอ๋อยังไหลลู่ตามลม พี่ก็ลองทำอะไรให้เป็นธรรมชาตืบ้างสิครับ เผื่อว่าสิ่งที่เราคิดว่าใช่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ เท่าที่อ่านมาผมทึ่งมากเลยครับ พี่เป็นคนที่ทำงานดีมากเลย ตั้งใจมุมานะในการทำงานมาก ก็ดีครับทำงานให้เต็มที่และก็จะดีเองครับ ไม่เหงาด้วย มีงานเป็นเพื่อน ปล่อยพวกบ้างานชอบทำงานดึกๆ ให้เดี้ยงคาโต๊ะทำงานไปเลย สู้ๆ ครับ โค๊กเป็นกำลังใจ คาราบาวแดงเห็นคุณค่า สู้ๆ สู้ตายครับ แต่อย่าลืมนะครับ ถ้าเขาจริงใจกับเราเราก็ให้ความจริงใจกับเขา เช่นกัน หากพี่ต้องการความจริงจัยจากใครพี่ก็ต้องให้ความจริงจัยกับเขา เชื่อเถอะครับ คงไม่มีใครน่าด้านอยู่ได้หรอกครับ หากมีคนทำดีด้วยแล้วเขายังทำตัวแย่ๆ เข้าที่ไหนหัวหน้าตาหมด (เอาแบบหนังจีน) สุภาษิตจีนเยาวราช ว่าไว้ น้ำพุถึงแม้จะถูกฉีดให้พุ่งขึ้นไปแต่ก็ต้องตกลงตามแรงโน้มถ่วงโลก พี่ก็อย่าฝืนธรรมชาติสิครับ ทำให้เห็นคนอื่นเขาทำก็คงไม่ยากสำหรับพี่หรอกครับ .....ผมเชื่อ

#6 By กระบี่แดงในสายหมอก (58.9.8.169) on 2005-12-23 00:47

Meaning science is the study of how chemical substances!

#7 By buy tramadol (72.36.223.73) on 2006-04-11 02:55